ตอนที่ 6 ทวงหนี้พ่อบ้านหน้าเลือด

3676 Words
แสงแดดอุ่นยามสายสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของเรือนฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นที่พำนักของบรรดาอนุภรรยาคนโปรดแห่งจวนเผิงกวงโหว บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะต่อกระซิกราวกับกำลังมีงานเฉลิมฉลอง ไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาซีดเซียวที่ดูคล้ายกับผ้าขี้ริ้วมากกว่าอาภรณ์ของสตรีชั้นสูง กำลังย่อตัวหลบอยู่หลังต้นกุ้ยฮวาขนาดใหญ่ที่ปลูกอยู่ริมกำแพงทางเดิน สายตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวของนางจ้องเขม็งลอดผ่านกิ่งก้านใบไม้ไปยังลานกว้างหน้าเรือนของอนุหมิน สมองอันปราดเปรื่องของยอดนักขายมือทองกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเงินของจวนแห่งนี้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเส้นเลือดตรงขมับของนางเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธจัดและขบขันในความหน้าด้านหน้าทน พ่อค้าผ้าแพรพรรณจากร้านที่หรูหราที่สุดในเมืองหลวงกำลังยืนโค้งคำนับประจบประแจงอนุหมินและอนุเจียว บ่าวไพร่ชายฉกรรจ์หลายคนกำลังช่วยกันขนหีบไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงลงมาจากรถม้า ภายในหีบเหล่านั้นอัดแน่นไปด้วยผ้าไหมทอทอง ผ้าแพรพรรณสีสันสดใสแสบตาประดุจนกแก้วมาคอว์ และกล่องเครื่องประดับที่ส่องประกายระยิบระยับจนแทบจะทำให้คนมองตาบอด อนุหมินในชุดสีชมพูบานเย็นกรีดนิ้วที่สวมปลอกเล็บทองคำยาวเฟื้อยลูบคลำเนื้อผ้าแพรสีแดงเพลิงด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดบาดแก้วหูออกมาอย่างพึงพอใจ "เถ้าแก่ ผ้าพับนี้สีสันถูกใจข้ายิ่งนัก เอาไปตัดเป็นชุดฤดูหนาวให้ชานเอ๋อร์ลูกสาวข้าใส่ไปเดินเล่นที่ตลาดคงจะโดดเด่นไม่หยอก ส่วนปิ่นหยกสลักลายโบตั๋นนั่น ข้าก็ขอรับไว้ทั้งหมดก็แล้วกัน ลงบัญชีเบิกจ่ายที่ห้องทำงานของพ่อบ้านหวังได้เลย บอกเขาว่าข้าเป็นคนสั่ง" อนุหมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงยโสโอหังราวกับตนเองเป็นฮองเฮาผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในแผ่นดิน พ่อค้าผ้าหูผึ่งรีบพยักหน้ารับคำประหลกๆ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางเมื่อเห็นตัวเลขกำไรมหาศาลลอยอยู่ตรงหน้า ไป๋ลี่ถิงเบ้ปากจนมุมปากแทบจะไปจรดใบหู นางแค่นเสียงหัวเราะหยันในลำคอ นางคำนวณมูลค่าของสินค้าเหล่านั้นในหัวอย่างรวดเร็ว ผ้าไหมทอทองพับหนึ่งราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงเงิน ปิ่นหยกเนื้อดีชุดนั้นก็คงไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึงเงิน รวมๆ แล้วการช็อปปิ้งล้างผลาญของอนุชั้นต่ำในเช้าวันเดียวนี้ ผลาญเงินของจวนไปมากกว่าค่าใช้จ่ายทั้งปีของเรือนหลักเสียอีก นี่มันไม่ใช่การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายธรรมดา แต่มันคือการสูบเลือดสูบเนื้อบริษัทจนถึงขั้นกระดูกพรุน สภาพคล่องทางการเงินของจวนเผิงกวงโหวถูกพวกปลิงดูดเลือดเหล่านี้สูบไปบำเรอความสุขส่วนตัวจนหมดสิ้น ภาพความหรูหราอู้ฟู่เบื้องหน้าช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับสภาพความเป็นอยู่ที่เรือนหลักของฮูหยินเอก ความทรงจำเมื่อช่วงเช้าตรู่หวนกลับมาทิ่มแทงจิตใจของไป๋ลี่ถิงอีกครั้ง ภาพของมารดาผู้ผอมโซกำลังนั่งตักข้าวต้มที่มีน้ำใสแจ๋วประดุจน้ำล้างบ่อปลา ภายในชามมีเมล็ดข้าวสารต้มเปื่อยๆ ลอยคว้างอยู่นับเม็ดได้ กับข้าวบนโต๊ะมีเพียงผักดองเค็มๆ สีคล้ำๆ หนึ่งจาน และไข่เค็มที่ถูกผ่าแบ่งออกเป็นสี่ส่วนอย่างน่าสมเพช ฮูหยินไป๋คีบไข่เค็มชิ้นที่ดูจะใหญ่ที่สุดใส่ลงในชามของลูกสาวด้วยมือที่สั่นเทา พร้อมกับส่งยิ้มอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดมาให้ ในขณะที่อาชิง สาวใช้ตัวน้อยต้องแอบกลืนน้ำลายและเอามือกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกครากด้วยความหิวโหย ยอดนักขายมือทองสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดเพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังเดือดพล่าน ความเจ็บปวดจากการเห็นมารดาต้องทนทุกข์ทรมานแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานขับเคลื่อนอันมหาศาล บริษัทนี้มีการจัดสรรงบประมาณที่วิปริตผิดเพี้ยนที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอมา ผู้บริหารระดับสูงอย่างฮูหยินเอกกลับถูกตัดงบประมาณจนแทบจะอดตาย ในขณะที่พนักงานระดับล่างอย่างพวกอนุภรรยากลับมีงบสวัสดิการให้ถลุงเล่นอย่างไม่อั้น นี่มันระบบการเงินที่เน่าเฟะยิ่งกว่าขยะเปียกหมักหมม นางจะไม่ยอมทนนั่งจิบน้ำข้าวต้มใสๆ รอคอยความตายอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อจวนนี้ยังมีเงินให้พวกอนุภรรยาซื้อผ้าไหมราคาแพง ถ้างั้นมันก็ต้องมีเงินมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยหวัดรายเดือนที่ติดค้างเรือนหลักมานานนับครึ่งปีเช่นกัน และเป้าหมายในการทวงหนี้ก้อนนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไหว แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของจวนแห่งนี้ พ่อบ้านหวัง ผู้ดูแลบัญชีและคลังสมบัติทั้งหมด ไป๋ลี่ถิงผุดลุกขึ้นจากหลังต้นกุ้ยฮวา นางปัดเศษใบไม้และฝุ่นดินออกจากกระโปรงสีเทาซีดอย่างลวกๆ ยืดแผ่นหลังตั้งตรงสง่างาม เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยท่วงท่าของประธานกรรมการบริษัทที่กำลังจะเดินเข้าไปตรวจสอบบัญชีทุจริต ท่าทีอ่อนแอขี้ปลาดของคุณหนูสามคนเดิมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงพญาเสือที่พร้อมจะขย้ำคอเหยื่อให้ตายคามือ นางหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังทิศทางของห้องบัญชีหลักที่ตั้งอยู่บริเวณเรือนหน้าของจวน ทุกย่างก้าวที่ส้นรองเท้าผ้าฝ้ายกระทบกับพื้นแผ่นหินดังกึกก้องราวกับจังหวะกลองรบที่กำลังประกาศศักดา บรรยากาศหน้าห้องบัญชีเงียบสงบผิดกับเรือนฝั่งตะวันออก บ่าวไพร่เดินผ่านไปมาด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ไป๋ลี่ถิงผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งเข้าไปโดยไม่แม้แต่จะส่งเสียงเรียกหรือเคาะประตูขออนุญาต บานประตูกระแทกกับผนังด้านในเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนฉุที่กำลังนั่งจิบชาชั้นเลิศอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ถึงกับสะดุ้งเฮือก น้ำชาสีอำพันร้อนลวกหกรดหลังมือจนเขาต้องส่งเสียงร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด พ่อบ้านหวังเป็นชายร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ ใบหน้ากลมแป้นเต็มไปด้วยชั้นไขมันที่พอกพูนจนแทบจะกลบดวงตาที่ตี่เล็กอยู่แล้วให้มิดชิด บนนิ้วมืออวบอูมทั้งสิบนิ้วสวมแหวนหยกและแหวนทองคำวงเขื่องประดับบารมี บ่งบอกถึงฐานะที่ร่ำรวยเกินหน้าเกินตาบ่าวไพร่ทั่วไป เสื้อผ้าแพรพรรณที่เขาสวมใส่ก็ล้วนแต่เป็นของมีราคา สะท้อนให้เห็นถึงการยักยอกเงินทองของจวนมาปรนเปรอตนเองอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่บังอาจบุกรุกเข้ามาทำลายความสงบสุขยามสาย ดวงตาตี่เล็กก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "อ้าว ที่แท้ก็คุณหนูสามนี่เอง มีธุระอันใดถึงได้รีบร้อนพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้ ไม่รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติเลยหรือขอรับว่าสถานที่นี้เป็นห้องทำงานสำคัญ หากมีเรื่องอันใดก็ควรให้บ่าวไพร่มาแจ้ง ไม่ใช่เดินทะเล่อทะล่าเข้ามาด้วยตนเองเยี่ยงคนไร้การศึกษาเช่นนี้" น้ำเสียงของพ่อบ้านหวังเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้เป็นนายเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังล้วงผ้าเช็ดหน้าไหมปักลายออกมาเช็ดคราบน้ำชาบนมือด้วยท่าทีเชื่องช้าเกียจคร้านราวกับว่าสตรีตรงหน้าเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ไป๋ลี่ถิงก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ นางกอดอกจังก้า ริมฝีปากบางเฉียบคลี่รอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน แววตาคมกริบจ้องมองใบหน้าอ้วนฉุของพ่อบ้านหวังราวกับกำลังมองดูซากหมูตายที่รอการชำแหละ "ธรรมเนียมปฏิบัติงั้นหรือ ข้าก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าธรรมเนียมปฏิบัติของจวนโหวแห่งนี้ คือการที่บ่าวไพร่ชั้นต่ำสามารถนั่งเชิดหน้าชูคออยู่บนเก้าอี้ ในขณะที่เจ้านายสายเลือดตรงกำลังยืนอยู่ตรงหน้า ช่างเป็นธรรมเนียมที่วิปริตผิดเพี้ยนและน่าประทับใจเสียนี่กระไร" น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่คมกริบประดุจใบมีดโกนอาบยาพิษ พ่อบ้านหวังชะงักมือที่กำลังเช็ดน้ำชา ใบหน้าอ้วนฉุเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกด่าทออย่างซึ่งหน้า เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคุณหนูสามผู้แสนจะขี้ขลาดและเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ จะกล้าเอ่ยปากฉีกหน้าเขาด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบถึงทรวงเช่นนี้ "คุณหนูสาม ท่านอย่ามากล่าววาจาสามหาวในห้องทำงานของข้านะขอรับ ข้าเป็นถึงพ่อบ้านใหญ่ที่ท่านโหวไว้วางใจให้ดูแลทรัพย์สินทั้งหมด การที่ท่านมาพูดจาดูหมิ่นข้าเช่นนี้ ก็เท่ากับท่านกำลังดูหมิ่นท่านโหวด้วย หากท่านไม่มีธุระอันใดก็เชิญกลับไปเรือนของท่านเถิด ข้ามีบัญชีสำคัญที่ต้องสะสางอีกมาก ไม่มีเวลามาเล่นสนุกกับเด็กอมมือหรอกนะขอรับ" พ่อบ้านหวังตวาดกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว พยายามใช้ชื่อของเผิงกวงโหวมาข่มขู่ให้สตรีตรงหน้าหวาดกลัวและล่าถอยไปเหมือนทุกครั้ง ทว่าคราวนี้เขาคิดผิดมหันต์ ไป๋ลี่ถิงไม่เพียงแต่ไม่ถอยหลัง แต่นางกลับก้าวประชิดขอบโต๊ะทำงาน สองมือวางกระแทกลงบนกองสมุดบัญชีเสียงดังปัง จนลูกคิดไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ถึงกับกระเด็นตกลงไปบนพื้น "ข้าก็ไม่ได้อยากจะมายืนสูดกลิ่นเหม็นสาบความโลภในห้องนี้ให้เสียสุขภาพจิตนักหรอกนะพ่อบ้านหวัง แต่ที่ข้าต้องถ่อมาถึงที่นี่ ก็เพื่อมาทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของข้าและท่านแม่ ข้ามาทวงเบี้ยหวัดรายเดือนของเรือนหลักที่ท่านค้างจ่ายพวกเรามาหกเดือนเต็ม จ่ายมาเดี๋ยวนี้ ทั้งต้นทั้งดอกเบี้ย" นางแบมือขวาออกไปตรงหน้าพ่อบ้านหวังด้วยท่วงท่าที่ดุดันและเด็ดขาด แววตาของนางไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะรีดไถเงินก้อนนี้ออกมาให้จงได้ พ่อบ้านหวังเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นห้อง เสียงหัวเราะของเขาสั่นกระเพื่อมไปถึงชั้นไขมันที่พุง "ฮ่าๆๆๆ คุณหนูสาม ท่านเสียสติไปแล้วหรือขอรับ เบี้ยหวัดรายเดือนอันใดกัน คลังของจวนเราตอนนี้ว่างเปล่าแทบจะให้หนูวิ่งเล่นได้อยู่แล้ว เงินทองที่ได้มาก็ต้องนำไปใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ค่าดูแลรักษาจวน และค่าตอบแทนบ่าวไพร่ ไหนจะค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของเรือนฝั่งตะวันตกและตะวันออกอีก ท่านก็รู้ว่าท่านโหวมีรายได้จำกัด ข้าต้องบริหารจัดการอย่างยากลำบากเพียงใด การที่เรือนหลักของท่านถูกงดจ่ายเบี้ยหวัดก็เพื่อเป็นการเสียสละให้ส่วนรวม ท่านควรจะภูมิใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของจวนนะขอรับ ไม่ใช่มาทำตัวเป็นอันธพาลทวงหนี้เช่นนี้" ข้ออ้างที่ฟังดูสวยหรูแต่เต็มไปด้วยความตอแหลระดับจักรวาลของพ่อบ้านหวัง ทำเอาไป๋ลี่ถิงแทบอยากจะอ้วกออกมาเป็นสายรุ้ง นางแค่นเสียงหัวเราะ หึ ออกมาทางจมูกอย่างแรง "เสียสละให้ส่วนรวมงั้นหรือ ช่างเป็นคำพูดที่ประเสริฐเลิศเลอเสียจนข้าแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ" นางโน้มตัวข้ามโต๊ะเข้าไปใกล้ใบหน้าอ้วนฉุของพ่อบ้านหวัง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาตี่เล็กที่เริ่มมีแววตื่นตระหนก "แต่ข้าเพิ่งจะเห็นไอ้ส่วนรวมที่ท่านพูดถึง เมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้วนี่เอง พ่อค้าผ้าไหมเพิ่งจะขนหีบสมบัติไปประเคนให้อนุหมินถึงหน้าเรือน ซ้ำยังบอกให้มาลงบัญชีเบิกเงินที่ท่านอีกด้วย อ้อ แล้วก็แหวนหยกน้ำดีบนนิ้วอ้วนๆ ของท่าน กับชาหลงจิ่งชั้นยอดที่ท่านเพิ่งจะทำหกใส่หนังสุนัขของท่านเมื่อครู่นี้ด้วย ของพวกนี้มันงอกออกมาจากคลังที่ว่างเปล่าได้เองหรืออย่างไร หรือว่าท่านพ่อบ้านผู้เก่งกาจสามารถเสกเงินเสกทองออกมาจากอากาศธาตุได้กันแน่" พ่อบ้านหวังหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น เม็ดเหงื่อเย็นเฉียบเริ่มผุดซึมขึ้นมาตามไรผม เขาพยายามจะอ้าปากเถียง แต่ไป๋ลี่ถิงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ขยับลิ้น นางเริ่มใช้ทักษะการเจรจาเชิงข่มขู่ที่ถนัดที่สุดในชีวิตการเป็นเซลส์มือทอง รัวคำพูดใส่เขาเป็นชุดประดุจปืนกล "ท่านฟังข้าให้ดีนะไอ้หมูตอนจอมตะกละ ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอทาน แต่ข้ามาเพื่อทวงเงินของข้าคืน หากภายในหนึ่งเค่อนี้ ท่านไม่นำเงินเบี้ยหวัดหกเดือนที่ค้างอยู่จำนวนสามสิบตำลึงเงินมากองตรงหน้าข้า ข้าจะเดินไปที่ศาลว่าการเมืองหลวงเดี๋ยวนี้ แล้วแจ้งความจับท่านในข้อหายักยอกทรัพย์สินของเจ้านาย ข้าจะขอให้ใต้เท้าผู้ว่าการส่งคนมาตรวจสอบบัญชีทุกเล่มในห้องนี้ รับรองได้เลยว่าตัวเลขลมๆ แล้งๆ ที่ท่านตกแต่งเอาไว้เพื่อขโมยเงินไปบำเรอพวกอนุและเข้ากระเป๋าตัวเอง จะต้องถูกแฉออกมาจนหมดเปลือก ถึงตอนนั้น ไม่ใช่แค่ท่านที่จะถูกจับเข้าคุกหลวงและถูกเฆี่ยนจนตาย แต่พวกอนุภรรยาสุดที่รักของท่านก็จะโดนร่างแหไปด้วย ท่านโหวผู้รักสงบและหน้าบางยิ่งกว่ากระดาษของข้า ก็คงจะรีบโยนความผิดทั้งหมดให้ท่านรับเคราะห์ไปคนเดียวอย่างแน่นอน ท่านอยากจะลองเดิมพันด้วยชีวิตและทรัพย์สินทั้งหมดของท่านดูไหมล่ะ" คำขู่ที่ร้อยเรียงมาอย่างมีหลักการและเหตุผลเจาะลึกไปถึงจุดตาย ทำให้เกราะกำบังอันเย่อหยิ่งของพ่อบ้านหวังพังทลายลงย่อยยับไม่มีชิ้นดี เขารู้ดีแก่ใจว่าบัญชีที่เขาทำไว้นั้นเต็มไปด้วยช่องโหว่และร่องรอยการทุจริตมากมาย หากถูกทางการตรวจสอบจริงๆ เขาต้องจบสิ้นแน่ๆ ร่างอ้วนฉุของเขาสั่นสะท้านราวกับลูกนกตกน้ำ ใบหน้าที่เคยแดงก่ำบัดนี้ซีดเซียวราวกับกระดาษชำระ เขาพยายามกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก แววตาที่เคยมองคุณหนูสามอย่างดูแคลนเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด "ขะ... คุณหนูสาม ทะ... ท่านใจเย็นๆ ก่อนนะขอรับ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องถึงมือทางการเลย ข้า... ข้าอาจจะจำผิดพลาดไปบ้าง บัญชีมันเยอะ ข้าอาจจะหลงลืมเรื่องเบี้ยหวัดของเรือนหลักไปจริงๆ ได้โปรดอภัยให้ความสะเพร่าของบ่าวเฒ่าผู้นี้ด้วยเถิดขอรับ" พ่อบ้านหวังละล่ำละลักแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความทุลักทุเล มือที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบเอากุญแจทองเหลืองพวงใหญ่ออกมาไขเปิดกล่องไม้สลักลายที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะทำงานอย่างลุกลี้ลุกลน เขาหยิบเอาถุงผ้าแพรสีน้ำเงินที่บรรจุก้อนเงินแท้จำนวนสามสิบตำลึงออกมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าไป๋ลี่ถิงด้วยความรวดเร็วราวกับกลัวว่ามันจะกัดมือ "นี่ขอรับ เบี้ยหวัดหกเดือนที่ค้างอยู่ของเรือนหลัก ครบถ้วนบริบูรณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง ท่าน... ท่านโปรดรับไปเถิดนะขอรับ แล้วเรื่องบัญชี..." ไป๋ลี่ถิงเอื้อมมือไปคว้าถุงเงินนั้นมาถือไว้ในมือ น้ำหนักของก้อนเงินที่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งทำให้หัวใจของนางพองโตด้วยความพึงพอใจ นางเปิดปากถุงออกดูเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนจะรวบปากถุงเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างมิดชิด รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามอีกครั้ง "ขอบใจในความร่วมมือนะพ่อบ้านหวัง ถือเสียว่านี่คือการเตือนความจำเล็กๆ น้อยๆ จากข้าก็แล้วกัน อ้อ แล้วก็จำใส่สมองอันเต็มไปด้วยไขมันของท่านเอาไว้ด้วยว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เบี้ยหวัดของเรือนหลักจะต้องถูกส่งไปให้ตรงเวลาทุกเดือน ห้ามขาด ห้ามสาย แม้แต่ทองแดงเดียว หากข้าต้องเดินมาทวงเองอีกครั้ง คราวหน้าข้าจะไม่มาแค่ปากเปล่า แต่ข้าจะพามือปราบมาด้วย หวังว่าเราคงจะเข้าใจตรงกันนะ" นางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงข่มขู่ที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินสะบัดชายกระโปรงออกจากห้องบัญชีไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้พ่อบ้านหวังยืนปาดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผากด้วยมือที่สั่นระริก เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง พลางคิดในใจอย่างหวาดผวาว่า คุณหนูสามผู้นี้ถูกผีสางเทวดาองค์ใดเข้าสิงกันแน่ เหตุใดถึงได้กลายเป็นนางมารร้ายที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ แสงแดดเริ่มทอประกายแรงกล้าขึ้นเมื่อไป๋ลี่ถิงเดินพ้นออกมาจากเขตเรือนหน้า นางกุมถุงเงินในแขนเสื้อเอาไว้แน่น ความรู้สึกของการได้รับชัยชนะจากการเจรจาปิดการขายงานยากช่างหอมหวานเสียนี่กระไร เงินสามสิบตำลึงนี้อาจจะไม่มากมายนักสำหรับคนรวย แต่มันคือสายฝนหยาดแรกที่รดลงบนผืนดินอันแห้งผากของเรือนหลัก และนางรู้ดีว่าจะใช้น้ำหยดนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร "อาชิง เตรียมตะกร้าให้พร้อม เราจะไปตลาดกัน" นางตะโกนสั่งสาวใช้ตัวน้อยที่ยืนรออยู่ตรงหัวมุมระเบียง อาชิงรีบวิ่งมารับคำสั่งด้วยความงุนงงระคนตื่นเต้น หนึ่งชั่วยามต่อมา ไป๋ลี่ถิงและอาชิงก็เดินกลับเข้ามาในเขตเรือนหลักพร้อมกับกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอที่ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ในตะกร้าสานใบใหญ่ที่อาชิงหอบหิ้วมาด้วยความระมัดระวังนั้น อัดแน่นไปด้วยอาหารชั้นเลิศที่ไป๋ลี่ถิงเพิ่งจะใช้เงินก้อนแรกที่ไถมาได้ไปถลุงซื้อมาอย่างไม่เสียดายเงินแม้แต่ทองแดงเดียว เมื่ออาหารทั้งหมดถูกจัดวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้องโถง ฮูหยินไป๋ที่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ บนโต๊ะเต็มไปด้วยจานอาหารที่ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย ไม่ว่าจะเป็นเป็ดย่างหนังกรอบสีน้ำตาลทองที่ราดด้วยน้ำจิ้มรสเด็ด หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วเนื้อนุ่มละมุนลิ้น ซุปไก่ดำตุ๋นโสมที่ส่งกลิ่นหอมของสมุนไพรชั้นยอด และผัดผักบุ้งไฟแดงที่สีสันสดใสชวนรับประทาน "ถะ... ถิงเอ๋อร์ นี่มันอะไรกัน อาหารพวกนี้... เจ้าไปเอามาจากไหน หรือว่าเจ้าไปขโมยของใครมา" ฮูหยินไป๋ละล่ำละลักถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยความหวาดวิตก นางรีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมจะสั่งให้อาชิงนำอาหารทั้งหมดไปคืน เพราะเกรงว่าจะถูกจับได้แล้วเกิดเรื่องใหญ่โต ไป๋ลี่ถิงหัวเราะร่วนออกมาอย่างอารมณ์ดี นางเดินเข้าไปกดไหล่ของมารดาให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม ก่อนจะคีบน่องเป็ดย่างชิ้นโตที่สุดวางลงในชามข้าวของฮูหยินไป๋ "ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยเจ้าค่ะ อาหารพวกนี้ข้าไม่ได้ขโมยใครมา ข้าใช้เงินเบี้ยหวัดของเรือนเราที่ไอ้พ่อบ้านหน้าเลือดมันค้างจ่ายไปซื้อมาต่างหาก ท่านไม่ต้องถามหรอกว่าข้าทวงมาได้อย่างไร เอาเป็นว่าตอนนี้เรามีเงิน มีอาหาร และตั้งแต่นี้ต่อไป เรือนหลักของเราจะไม่มีวันต้องกินข้าวต้มใส่น้ำล้างบ่อปลาอีกแล้ว" นางส่งยิ้มกว้างขวางและสว่างไสวที่สุดในชีวิตให้กับมารดา เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและคำสัญญาอันหนักแน่น "ท่านแม่ ท่านผอมจนหนังจะหุ้มกระดูกอยู่แล้ว รีบกินเป็ดย่างนี่ให้อร่อยเถิดเจ้าค่ะ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง เพราะหลังจากนี้ ท่านจะต้องเตรียมตัวรับมือกับความร่ำรวยมหาศาลที่ข้ากำลังจะหามาให้จวนนี้จนนับเงินกันไม่หวาดไม่ไหวเลยล่ะเจ้าค่ะ ฮ่าๆๆ" ฮูหยินไป๋มองน่องเป็ดย่างในชามสลับกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของลูกสาว น้ำตาแห่งความตื้นตันใจเอ่อล้นออกมาจากหางตา นางไม่ได้ร้องไห้เพราะความเศร้าโศกอีกต่อไป แต่นางร้องไห้เพราะความอบอุ่นและประกายความหวังที่สว่างไสวขึ้นในหัวใจ นางค่อยๆ คีบน่องเป็ดย่างขึ้นมากัดคำโต รสชาติความอร่อยของเนื้อเป็ดที่ผสมผสานกับความรักของลูกสาว ทำให้มื้ออาหารธรรมดาๆ มื้อนี้ กลายเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในชีวิตของนาง บรรยากาศในเรือนหลักที่เคยหดหู่และเงียบเหงา บัดนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มแห่งความสุข ไป๋ลี่ถิงนั่งแทะกระดูกหมูตุ๋นอย่างเอร็ดอร่อย พลางวางแผนการตลาดขั้นต่อไปในหัวอย่างเงียบๆ การทวงหนี้พ่อบ้านหวังเป็นเพียงแค่การวอร์มอัพเบาๆ เท่านั้น มหกรรมการค้าขายที่แท้จริงและกวนประสาทที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้นนี้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ เตรียมตัวรับแรงกระแทกไว้ให้ดีเถิด ตลาดเมืองหลวง!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD