ตอนที่ 7 มหกรรมบีบน้ำตา

4084 Words
สายลมยามบ่ายพัดโชยเอื่อยๆ หอบเอากลิ่นหอมฉุนจัดของดอกมู่ตันที่ปลูกเรียงรายอยู่หน้าเรือนฝั่งตะวันออกเข้ามาภายในห้องโถงอันโอ่อ่า บรรยากาศภายในเรือนของอนุหมินนั้นช่างแตกต่างจากเรือนหลักของฮูหยินเอกราวกับสรวงสวรรค์กับขุมนรกชั้นล่างสุด ผนังห้องตกแต่งด้วยภาพวาดวิจิตรบรรจง พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มสีแดงสด โต๊ะไม้และเก้าอี้ทุกตัวล้วนสลักเสลาลวดลายอย่างประณีตและขัดเงาจนมันปลาบ อนุหมินในชุดกระโปรงผ้าแพรสีชมพูสดใสกำลังนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่งบุนวม มือหนึ่งถือพัดขนนกยูงโบกไปมาเบาๆ อีกมือหนึ่งหยิบผลองุ่นสดฉ่ำที่สาวใช้ปอกเปลือกเตรียมไว้ให้เข้าปากด้วยท่วงท่าที่คิดเอาเองว่างดงามประดุจนางสวรรค์ ข้างกายของนางคืออนุเจียวที่กำลังนั่งลูบคลำพับผ้าไหมทอทองที่เพิ่งจะสั่งซื้อมาเมื่อช่วงเช้าด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับราวกับคนละโมบที่เพิ่งค้นพบขุมทรัพย์ ทั้งสองกำลังสนทนากันถึงเรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อใส่ไปประชันโฉมในงานเลี้ยงของจวนขุนนางข้างเคียง ทว่าความสุนทรีย์อันแสนจะจอมปลอมของสตรีทั้งสองก็มีอันต้องสะดุดหยุดลง เมื่อบานประตูห้องโถงถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างอ้วนฉุของพ่อบ้านหวังพุ่งพรวดเข้ามาภายในห้องด้วยสภาพที่ดูไม่จืด ใบหน้ากลมแป้นที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้ซีดเผือดราวกับไก่ต้มสุก เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากและไหลย้อยลงมาตามคางที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เสื้อผ้าแพรพรรณที่สวมใส่หลุดลุ่ยไม่เป็นระเบียบ เขาสะดุดชายเสื้อของตนเองจนล้มกลิ้งโค่โล่ไปกับพื้นพรมขนสัตว์ ร่างกายที่เต็มไปด้วยไขมันกระดอนขึ้นลงราวกับลูกลูกหนังที่ถูกเตะอย่างแรง "อนุหมิน อนุเจียว ช่วยข้าน้อยด้วยขอรับ แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ" พ่อบ้านหวังตะกายลุกขึ้นมาอยู่ในท่าคุกเข่า เขาส่งเสียงร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน สองมือทุบตีหน้าอกตัวเองปาวๆ ราวกับเพิ่งสูญเสียบิดามารดาบังเกิดเกล้าไปก็ไม่ปาน อนุหมินสะดุ้งสุดตัวจนเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง นางถลึงตาใส่พ่อบ้านหวังด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะการเสวยสุข นางกระแทกพัดขนนกยูงลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนจะตวาดแหวออกมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ดบาดแก้วหู "เกิดเรื่องบ้าบออันใดขึ้นพ่อบ้านหวัง เหตุใดเจ้าถึงได้วิ่งหน้าตื่นเข้ามาทำลายความสงบในเรือนของข้าเช่นนี้ เป็นถึงพ่อบ้านใหญ่แต่กลับทำตัวไร้มารยาทเยี่ยงบ่าวไพร่ไร้การศึกษา มีเรื่องอันใดก็รีบว่ามา หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ข้าจะสั่งให้คนโบยเจ้าเสียให้เข็ด" พ่อบ้านหวังกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เขารีบคลานเข่าเข้าไปใกล้อนุหมิน ใบหน้าอ้วนฉุบิดเบี้ยวไปด้วยความคับแค้นใจอย่างแสนสาหัส น้ำตาหยดโตร่วงเผาะลงบนพรมขนสัตว์ราคาแพง "คอขาดบาดตายแน่นอนขอรับอนุหมิน เมื่อครู่นี้คุณหนูสามบุกไปหาข้าน้อยที่ห้องบัญชี นางทำตัวก้าวร้าวราวกับนางมารร้ายหลุดจากขุมนรก นางตบโต๊ะชี้หน้าด่าทอข้าน้อยด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซ้ำยังข่มขู่ว่าจะนำเรื่องบัญชีของจวนไปแจ้งต่อทางการ หากข้าน้อยไม่ยอมจ่ายเงินเบี้ยหวัดที่ค้างอยู่ของเรือนหลักจำนวนสามสิบตำลึงเงิน นางขู่ว่าจะลากเอาพวกเราทุกคนไปเข้าคุกหลวงให้หมด ข้าน้อยหวาดกลัวว่านางจะทำจริงจึงจำใจต้องมอบเงินจำนวนนั้นให้นางไปขอรับ คุณหนูสามผู้นี้เปลี่ยนไปแล้ว นางไม่ใช่คนขี้ขลาดคนเดิมอีกต่อไป แต่นางกลายเป็นปีศาจที่พร้อมจะฉีกทึ้งทุกคนที่ขวางหน้านะขอรับ" ทันทีที่ได้ยินคำรายงานจบ อนุหมินและอนุเจียวก็เบิกตากว้างอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบกริบลงชั่วขณะราวกับมีใครมาสูบเอาอากาศออกไปจนหมด ก่อนที่อนุหมินจะกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความโกรธแค้นและไม่ยอมรับความจริง "เป็นไปไม่ได้ นังเด็กขี้ขลาดตาขาวที่วันๆ เอาแต่ซุกหัวร้องไห้อยู่หลังกระโปรงมารดานั่นน่ะหรือ จะกล้าบุกไปทวงเงินถึงห้องบัญชี ซ้ำยังกล้าข่มขู่เจ้าที่เป็นถึงพ่อบ้านใหญ่ เจ้าตาฝาดหรือเสียสติไปแล้วพ่อบ้านหวัง นังเด็กนั่นมันเพิ่งจะผูกคอตายจนสมองเสื่อมไปแล้วแน่ๆ มันจะเอาความกล้าหาญเยี่ยงนี้มาจากที่ใด" อนุหมินผุดลุกขึ้นยืน กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ ใบหน้าที่พอกแป้งจนขาววอกบัดนี้แดงก่ำด้วยความโกรธจัดที่พุ่งทะลุขีดจำกัด สามสิบตำลึงเงินเชียวนะ นั่นมันเงินจำนวนมหาศาลที่นางสามารถนำไปซื้อเครื่องประดับหยกเนื้อดีได้อีกตั้งหลายชิ้น การที่เงินก้อนนั้นตกไปอยู่ในมือของเรือนหลักที่นางแสนจะเกลียดชัง ถือเป็นการหยามหน้าและปล้นทรัพย์สมบัติที่ควรจะเป็นของนางไปอย่างหน้าด้านๆ อนุเจียวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็รีบผสมโรงเสริมทัพทันที นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีฉูดฉาดขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผม พลางทำหน้าตาตื่นตระหนกตกใจอย่างโอเวอร์ "พี่หมิน ข้าว่าเรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ นังเด็กนี่มันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว เมื่อเช้าก็ด่าทอพวกเราจนแทบจะหาทางกลับเรือนไม่ถูก พอตกบ่ายก็ไปอาละวาดปล้นเงินจากห้องบัญชีอีก หากเรายอมให้มันทำตามอำเภอใจเช่นนี้ ต่อไปมันคงมายึดเรือนของพวกเราและจับพวกเราไปขายเป็นทาสแน่ๆ เราต้องรีบไปแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านโหวทราบนะเจ้าคะ ต้องให้ท่านโหวลงโทษทัณฑ์มันให้หลาบจำ เอาให้มันไม่กล้าผงกหัวขึ้นมามองหน้าพวกเราได้อีกเลย" อนุหมินหรี่ตาแคบลง แววตาเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายทอประกายวาบขึ้นในดวงตา นางพยักหน้าเห็นด้วยกับคำแนะนำของอนุเจียวอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงสดแสยะยิ้มอำมหิตออกมา "เจ้าพูดถูกน้องเจียว นังเด็กนี่มันไม่เห็นหัวผู้อาวุโส ไม่เคารพกฎระเบียบของจวน เราจะปล่อยให้มันทำตัวเป็นกบฏในจวนโหวไม่ได้ พ่อบ้านหวัง เจ้าจงทำหน้าให้ดูน่าสงสารที่สุด บีบน้ำตาออกมาให้เยอะๆ แล้วตามพวกข้ามา เราจะไปฟ้องท่านโหวด้วยกัน ข้าอยากจะรู้นักว่า ถ้านังเด็กนั่นเจอท่านโหวตวาดใส่ มันจะยังกล้าปากดีอยู่อีกหรือไม่" พูดจบ อนุหมินก็สะบัดชายกระโปรงอย่างแรง แล้วเดินนำหน้าขบวนแห่ความตอแหลมุ่งหน้าตรงไปยังห้องหนังสือของเผิงกวงโหวอย่างรวดเร็ว อนุเจียวและพ่อบ้านหวังรีบเดินจ้ำอ้าวตามไปติดๆ ทุกย่างก้าวของพวกเขาสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะทำลายล้างเป้าหมายให้ย่อยยับ ณ ห้องหนังสืออันเงียบสงบ เผิงกวงโหว ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความอ่อนแอและขี้ขลาด กำลังนั่งหลับตาพริ้ม เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีอย่างสบายอารมณ์ ในมือของเขาถือพู่กันขนหมาป่าด้ามงาม ทำทีเป็นกำลังครุ่นคิดแต่งบทกวีชมความงามของนกกระเรียนที่วาดค้างไว้บนกระดาษสา บนโต๊ะมีกาน้ำชาดินเผาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของชาชั้นเลิศลอยอบอวลไปทั่วห้อง เขาเกลียดความวุ่นวาย เกลียดการต้องตัดสินปัญหาครอบครัว และมักจะใช้ห้องหนังสือแห่งนี้เป็นหลุมหลบภัยส่วนตัวเสมอ ทว่าความสงบสุขของเขาก็มีอันต้องพังทลายลงอย่างราบคาบ เมื่อบานประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกพร้อมกับเสียงร้องไห้คร่ำครวญแหลมปรี๊ดที่ดังก้องกังวานราวกับเสียงภูตผีปีศาจมาทวงบุญคุณ "ท่านพี่เจ้าขา ท่านโหวผู้ประเสริฐของข้า ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเรานะเจ้าคะ ฮือๆๆ" อนุหมินพุ่งพรวดเข้ามาภายในห้อง นางทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาโต๊ะทำงานของเผิงกวงโหวเอาไว้แน่น น้ำตาที่เค้นออกมาจากความพยายามระดับเทพไหลอาบแก้มจนเครื่องสำอางละลายเป็นคราบสีดำน่าเกลียด นางสะอื้นไห้จนตัวโยน ทำเอาเผิงกวงโหวถึงกับสะดุ้งเฮือก ทำพู่กันในมือร่วงหล่นลงไปเปื้อนกระดาษสาจนภาพนกกระเรียนกลายเป็นรอยด่างดำเลอะเทอะ "นี่มันเรื่องอันใดกันอีก หมินเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าถึงได้มาร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายทำลายบรรยากาศการแต่งกวีของข้าเช่นนี้ ข้าเพิ่งจะนึกคำคล้องจองออกแท้ๆ เจ้าทำให้จินตนาการของข้าแตกกระเจิงไปหมดแล้ว" เผิงกวงโหวขมวดคิ้วแน่นด้วยความหงุดหงิด เขาพยายามดึงขาโต๊ะออกจากอ้อมกอดของอนุหมิน แต่สตรีผู้นี้กลับกอดรัดเอาไว้แน่นราวกับปลิงดูดเลือด อนุเจียวที่เดินตามเข้ามาพร้อมกับพ่อบ้านหวังก็รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าเคียงข้างอนุหมิน นางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง พลางทำเสียงสั่นเครือราวกับกำลังหวาดกลัวอย่างหนัก "ท่านโหวเจ้าขา ท่านต้องรีบจัดการเรื่องนี้นะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นจวนของเราต้องพินาศย่อยยับเป็นแน่ คุณหนูสาม... คุณหนูสามนางเสียสติไปแล้วเจ้าค่ะ เมื่อครู่นี้นางบุกไปที่ห้องบัญชี อาละวาดทำลายข้าวของ ซ้ำยังทุบตีและข่มขู่พ่อบ้านหวังอย่างโหดเหี้ยม นางบังคับปล้นเอาเงินกองกลางของจวนไปถึงสามสิบตำลึงเงิน นางบอกว่าหากพ่อบ้านหวังไม่ให้ นางจะฆ่าเขาทิ้งแล้วเผาจวนให้วอดวายเลยนะเจ้าคะ" พ่อบ้านหวังเมื่อได้รับสัญญาณจากอนุเจียว ก็รีบประสานมือโขลกศีรษะลงกับพื้นกระดานดังโป๊กๆ พร้อมกับส่งเสียงร้องไห้ครวญครางอย่างน่าเวทนา "เป็นความจริงขอรับท่านโหว คุณหนูสามก้าวร้าวป่าเถื่อนยิ่งนัก ข้าน้อยพยายามอธิบายเหตุผลว่าคลังจวนว่างเปล่า แต่นางก็ไม่ฟัง ซ้ำยังคว้าลูกคิดจะมาฟาดหัวข้าน้อย ข้าน้อยกลัวตายจึงจำต้องมอบเงินก้อนสุดท้ายที่เตรียมไว้ซื้อเสบียงให้จวนไปจนหมดสิ้น ตอนนี้จวนของเราไม่มีเงินเหลือแม้แต่แดงเดียวแล้วนะขอรับ ท่านโหวต้องทวงคืนความยุติธรรมให้บ่าวชราผู้นี้ด้วยเถิดขอรับ" เรื่องราวที่ถูกปรุงแต่งและใส่สีตีไข่จนกลายเป็นนิยายสยองขวัญ ทำเอาเผิงกวงโหวถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ความขี้ขลาดและหูเบาที่ฝังรากลึกอยู่ในกมลสันดานทำให้เขาเชื่อคำโกหกพกตลมเหล่านั้นอย่างสนิทใจโดยไม่คิดจะสืบสวนหาความจริงให้ถ่องแท้เลยแม้แต่น้อย ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาไม่สนใจว่าบุตรสาวจะเอาเงินไปทำอะไร เขาสนใจเพียงแค่ว่าบุตรสาวคนนี้กำลังสร้างความวุ่นวายทำลายความสงบสุขของเขา และยังกล้าทำตัวเหนืออำนาจของเขาในฐานะผู้นำตระกูล "บังอาจนัก นังลูกทรพีผู้นี้มันจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ข้าอุตส่าห์เมตตาปล่อยให้นางพักผ่อนรักษาตัว แต่นางกลับแว้งกัดทำร้ายบ่าวไพร่และปล้นเงินจวนเยี่ยงโจรป่า สตรีที่ก้าวร้าวไร้ยางอายเช่นนี้ หากข้าไม่สั่งสอนให้หลาบจำ วันหน้าข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในหมู่ขุนนางด้วยกัน" เผิงกวงโหวผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์เดือดดาล เขาสะบัดชายแขนเสื้ออย่างแรง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินกระทืบเท้าตึงตังออกจากห้องหนังสือไปอย่างเกรี้ยวกราด เป้าหมายคือเรือนหลักของฮูหยินเอก อนุหมิน อนุเจียว และพ่อบ้านหวัง ลอบหันมามองหน้ากันแล้วแสยะยิ้มเยาะเย้ยอย่างสมใจ พวกเขารีบลุกขึ้นปัดฝุ่นที่หัวเข่า แล้วเดินตามหลังท่านโหวไปติดๆ เพื่อรอดูฉากเด็ดที่คุณหนูสามจะถูกลงโทษทัณฑ์อย่างสาสม ในขณะเดียวกัน ณ เรือนหลักอันแสนจะซอมซ่อ บรรยากาศกลับแตกต่างจากพายุที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไป๋ลี่ถิงในกระโปรงตัวเดิมกำลังนั่งขัดสมาธิอย่างไม่แคร์สื่ออยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ในมือของนางถือไม้จิ้มฟันที่เหลาจากซี่โครงไผ่ กำลังแคะเศษเนื้อเป็ดย่างที่ติดอยู่ตามซอกฟันอย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ ฮูหยินไป๋ผู้เป็นมารดากำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงหลังจากได้รับประทานอาหารดีๆ จนอิ่มท้อง ส่วนอาชิงก็กำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดจานชามบนโต๊ะ "แหม เป็ดย่างร้านนี้รสชาติไม่เลวเลยจริงๆ หนังกรอบเนื้อนุ่ม น้ำจิ้มก็กลมกล่อม วันหลังต้องไปอุดหนุนใหม่เสียแล้ว การมีเงินนี่มันดีอย่างนี้นี่เอง รู้สึกเหมือนมีอำนาจล้นฟ้าชี้หมากเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้เลยทีเดียว" ไป๋ลี่ถิงพึมพำกับตัวเองอย่างอารมณ์ดี พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อล้างคอ ทว่าความสุขหลังมื้ออาหารของนางก็มีอันต้องสิ้นสุดลงกะทันหัน เมื่อเสียงตวาดดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าดังกังวานมาจากหน้าประตูเรือน "ไป๋ลี่ถิง นังลูกอกตัญญู ไร้ยางอาย ออกมาเดี๋ยวนี้" เผิงกวงโหวเดินกระทืบเท้าเข้ามาในเรือนหลักด้วยใบหน้าที่แดงก่ำไปด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ เขาชี้หน้าด่าทอบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ อนุหมิน อนุเจียว และพ่อบ้านหวังที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังต่างแสร้งทำหน้าเศร้าสร้อยหวาดกลัว แต่ในดวงตากลับเปล่งประกายความสะใจอย่างปิดไม่มิด ฮูหยินไป๋ที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกลัว นางรีบวิ่งออกมาจากห้องนอนด้วยสภาพที่ยังไม่เรียบร้อยนัก เมื่อเห็นผู้เป็นสามีกำลังชี้หน้าด่าทอลูกสาว นางก็รีบถลันตัวเข้าไปขวางหน้าไป๋ลี่ถิงเอาไว้ สองมือยกขึ้นไหว้ปลกๆ อย่างน่าเวทนา "ท่านพี่ใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ มีเรื่องอันใดค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันเถิด ถิงเอ๋อร์นางเพิ่งจะหายป่วย ท่านอย่าดุด่านางแรงนักเลยนะเจ้าคะ" "เจ้าหลบไปฮูหยิน เจ้ามันก็เป็นมารดาที่ไม่ได้เรื่อง เลี้ยงลูกอย่างไรถึงได้กลายเป็นโจรปล้นบ้านตัวเองเช่นนี้" เผิงกวงโหวตวาดใส่ภรรยาเอกอย่างไม่ไว้หน้า เขาพยายามจะปัดร่างของฮูหยินไป๋ให้พ้นทาง แต่ทันใดนั้นเอง มือเรียวยาวของไป๋ลี่ถิงก็เอื้อมมาจับแขนของมารดาเอาไว้แน่น แล้วค่อยๆ ดึงฮูหยินไป๋ให้หลบไปอยู่ด้านหลังของตนเองอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ไป๋ลี่ถิงไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวหรือลนลานเลยแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า ลุกขึ้นยืนยืดแผ่นหลังตั้งตรงสง่างาม ริมฝีปากบางเฉียบคลี่รอยยิ้มเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความกวนประสาทอย่างถึงที่สุด นางกวาดสายตามองบิดาที่กำลังเดือดพล่าน และมองเลยไปยังเหล่าตัวตลกด้านหลังที่กำลังรอชมงิ้วฉากเด็ด "แหมๆ ท่านพ่อผู้ทรงธรรม อุตส่าห์ดั้นด้นมาเยือนเรือนหลักอันซอมซ่อแห่งนี้ด้วยตนเอง ช่างเป็นเกียรติแก่ลูกและท่านแม่อย่างหาที่สุดไม่ได้ ไม่ทราบว่าลมพายุลูกไหนหอบท่านมาถึงที่นี่ หรือว่าบทกวีชมดอกไม้ของท่านมันตันจนแต่งไม่ออก ถึงได้มาระบายอารมณ์ใส่คนในเรือนเช่นนี้เจ้าคะ" น้ำเสียงของไป๋ลี่ถิงราบเรียบแต่คมกริบประดุจใบมีดโกนอาบยาพิษ ท่าทางที่ดูผ่อนคลายเกินเหตุของนางทำเอาเผิงกวงโหวถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ เขาไม่คุ้นชินกับการที่บุตรสาวกล้าต่อล้อต่อเถียงและมองเขาด้วยสายตาที่ท้าทายเช่นนี้ "เจ้าอย่ามาเล่นลิ้นกับข้า ไป๋ลี่ถิง เจ้ารู้ตัวดีว่าเจ้าทำความผิดอันใดลงไป เจ้ากล้าบุกไปอาละวาดที่ห้องบัญชี ทุบตีพ่อบ้านหวัง และปล้นเงินเบี้ยหวัดไปถึงสามสิบตำลึง การกระทำเยี่ยงโจรป่าเช่นนี้ เจ้ายังมีหน้ามายืนยิ้มเยาะอยู่อีกหรือ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ ข้าจะสั่งโบยเจ้าให้หลังลาย โทษฐานที่ทำตัวก้าวร้าวทำลายกฎระเบียบของจวน" เผิงกวงโหวตวาดลั่น ชี้นิ้วสั่นระริกไปที่ใบหน้าของบุตรสาว ไป๋ลี่ถิงเลิกคิ้วสูงจนแทบจะกลืนหายเข้าไปในไรผม นางแค่นเสียงหัวเราะ หึ ออกมาทางจมูกอย่างแรง ก่อนจะยกมือขึ้นกอดอกจังก้า เปลี่ยนโหมดจากหญิงสาวธรรมดาเป็นยอดนักขายมือทองผู้พร้อมจะฟาดฟันลูกค้าที่อ่านสัญญาไม่แตกฉาน "ทุบตีงั้นหรือ ปล้นเงินงั้นหรือ ช่างเป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่แต่งแต้มสีสันได้วิจิตรพิสดารเสียยิ่งกว่าบทกวีของท่านพ่อเสียอีกนะเจ้าคะ ข้าขอถามท่านพ่อสักคำเถิดเจ้าค่ะ ท่านพ่อเคยเรียนวิชาคำนวณพื้นฐานหรือไม่เจ้าคะ หรือว่าวันๆ เอาแต่ท่องจำตัวอักษรจนสมองส่วนตรรกะมันฝ่อไปหมดแล้ว" คำพูดที่ดูหมิ่นสติปัญญาอย่างรุนแรงทำเอาเผิงกวงโหวหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เขาอ้าปากจะด่าทอ แต่นางไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แทรกแม้แต่ครึ่งคำ "ท่านพ่อบอกว่าข้าปล้นเงินจวน ถ้างั้นข้าขอแจกแจงบัญชีให้ท่านฟังอย่างละเอียดก็แล้วกัน กฎระเบียบดั้งเดิมของจวนโหวที่ท่านปู่ตั้งเอาไว้ระบุชัดเจนว่า ฮูหยินเอกและบุตรสายตรงแห่งเรือนหลัก มีสิทธิ์ได้รับเบี้ยหวัดรายเดือน เดือนละห้าตำลึงเงิน นี่คือสวัสดิการพื้นฐานที่บริษัท... เอ้อ จวนแห่งนี้ต้องจ่ายให้ผู้บริหารระดับสูงอย่างท่านแม่ แต่ความจริงก็คือ พ่อบ้านหน้าเลือดของท่านงดจ่ายเบี้ยหวัดให้พวกเรามาหกเดือนเต็ม หกคูณห้าเท่ากับสามสิบ ข้าแค่ไปทวงหนี้ที่ค้างชำระอย่างถูกต้องตามกฎหมายและกฎของจวน การทวงสิทธิ์อันชอบธรรมของตนเองเรียกว่าการปล้นงั้นหรือเจ้าคะ หากตรรกะวิบัติเช่นนี้ถูกนำไปใช้ที่ศาลว่าการเมืองหลวง ใต้เท้าผู้ว่าการคงได้หัวเราะจนฟันร่วงหมดปากเป็นแน่" เผิงกวงโหวอ้าปากค้าง สมองของเขาพยายามประมวลผลตัวเลขและเหตุผลที่พรั่งพรูออกมาจากปากบุตรสาว เขาหันไปมองหน้าพ่อบ้านหวังด้วยความสงสัย พ่อบ้านหวังรีบหลบสายตาก้มหน้างุด เหงื่อแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง "ส่วนเรื่องที่หาว่าข้าทุบตีพ่อบ้านหวัง ท่านพ่อจงแหกตาดูไขมันที่ย้วยอยู่บนหน้าของเขาสิเจ้าคะ มีรอยฟกช้ำดำเขียวตรงไหนบ้าง หรือว่าแค่ข้าขยับตัวแรงหน่อย คลื่นอากาศก็ไปกระแทกหน้าเขาจนเจ็บปวดเจียนตายแล้ว ข้าแค่ตบโต๊ะเพื่อเรียกสติคนแก่ที่ความจำเสื่อมให้จำได้ว่าต้องจ่ายเงินเท่านั้น ไม่ได้แตะต้องตัวเขาสักปลายก้อย" ไป๋ลี่ถิงก้าวประชิดตัวบิดา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มมีแววสับสนและหวาดหวั่นของอีกฝ่าย น้ำเสียงของนางดุดันและทรงพลังประดุจฟ้าผ่าลงกลางลานเรือน "ท่านพ่อบอกว่าข้าก้าวร้าวทำลายกฎระเบียบ ถ้างั้นข้าขอถามกลับบ้าง การที่อนุภรรยาชั้นต่ำเบิกเงินกงสีของจวนไปเป็นร้อยตำลึงเพื่อซื้อผ้าแพรพรรณและเครื่องประดับราคาแพงมาใส่เล่นอวดชาวบ้าน ในขณะที่ฮูหยินเอกต้องใส่เสื้อผ้าปะชุนและกินข้าวต้มใส่น้ำล้างบ่อปลา แบบนี้เรียกว่าประหยัดมัธยัสถ์และเคารพกฎเกณฑ์งั้นหรือเจ้าคะ การที่บ่าวไพร่กล้านั่งเชิดหน้าในห้องทำงาน ปล่อยให้เจ้านายยืนค้ำหัว แบบนี้เรียกว่ารู้จักที่ต่ำที่สูงงั้นหรือเจ้าคะ หากท่านพ่อมองว่าการกระทำของอนุหมินและพ่อบ้านหวังคือความถูกต้อง ถ้างั้นจวนโหวแห่งนี้ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องมีกฎระเบียบอันใดอีกแล้ว ยกตำแหน่งฮูหยินเอกให้นางโลม... เอ้อ ให้อนุหมินไปเลยไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป" คำพูดที่แทงทะลุกลางปล้องและแหกหน้ากากแห่งความดีงามของบรรดาตัวร้ายจนย่อยยับ ทำเอาเผิงกวงโหวถึงกับเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขาเหมือนถูกตบหน้าด้วยความจริงอันโหดร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตรรกะและเหตุผลของบุตรสาวมันแน่นหนาและไร้ช่องโหว่จนเขาไม่สามารถหาคำใดมาโต้แย้งได้เลย เขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปนอกจวน เขาจะต้องกลายเป็นตัวตลกของชาวเมืองหลวงที่ปล่อยให้บ้านเมืองเน่าเฟะจนเมียน้อยขี่หัวเมียหลวง เผิงกวงโหวหน้าซีดสลับแดง สลับเขียว ริมฝีปากสั่นระริก เขาหันไปถมึงตาใส่อนุหมินและพ่อบ้านหวังด้วยความโกรธที่ถูกหลอกให้มาหน้าแตกถึงที่นี่ อนุหมินก้มหน้าหลบสายตา มือจิกผ้าเช็ดหน้าแน่นจนแทบขาด ส่วนพ่อบ้านหวังก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นตัวสั่นเป็นลูกนก ความขี้ขลาดที่เป็นสันดานเดิมของเผิงกวงโหวเริ่มทำงานอีกครั้ง เขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา ไม่กล้ายอมรับความผิดพลาด และไม่อยากรับมือกับบุตรสาวที่ดูเหมือนจะถูกวิญญาณนักปราชญ์ฝีปากกล้าเข้าสิงผู้นี้ เขาจึงเลือกใช้วิธีเดิมๆ คือการวิ่งหนีปัญหาอย่างหน้าไม่อาย "นี่... นี่พวกเจ้า... บังอาจหลอกลวงข้า ข้า... ข้าปวดหัวยิ่งนัก อาการโรคเก่าของข้ากำเริบ ข้าต้องรีบกลับไปพักผ่อน แต่งบทกวีที่ค้างไว้ให้จบ เรื่องพรรค์นี้พวกเจ้าจัดการกันเองก็แล้วกัน ข้าไม่ยุ่งแล้ว ฮูหยิน เจ้าดูแลบุตรสาวของเจ้าให้ดีด้วย อย่าให้มาสร้างความวุ่นวายอีก" เผิงกวงโหวละล่ำละลักอ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นอย่างที่สุด เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรงเพื่อรักษาหน้าอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ ก่อนจะรีบหมุนตัวหันหลังเดินจ้ำอ้าวหนีออกจากเรือนหลักไปอย่างรวดเร็วราวกับมีสุนัขบ้าวิ่งไล่ตาม ทิ้งให้อนุหมิน อนุเจียว และพ่อบ้านหวังยืนเคว้งคว้างอ้าปากค้างอยู่กลางลานเรือนอย่างคนเสียสติ ไป๋ลี่ถิงมองตามแผ่นหลังของบิดาที่หายลับไปอย่างรวดเร็ว นางกอดอกยืนจังก้า เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะอันงดงาม รอยยิ้มเย้ยหยันและกวนประสาทที่สุดในโลกปรากฏขึ้นบนใบหน้า นางหันมามองบรรดาตัวร้ายที่เหลืออยู่ด้วยสายตาที่พร้อมจะเชือดเฉือนให้ตายคาที่ "อ้าว ท่านพ่อผู้ทรงธรรมกลับไปเสียแล้ว พวกท่านยังจะยืนเป็นสัมภเวสีรอส่วนบุญอยู่อีกทำไมล่ะเจ้าคะ หรือว่าอยากจะให้ข้าแจกแจงบัญชีค่าปรับที่พวกท่านติดค้างเรือนหลักเอาไว้อีกสักรอบดีไหมเจ้าคะ รับรองว่ารอบนี้ข้าจะคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอก เอาให้ขายกางเกงในมาจ่ายก็ไม่พอเลยทีเดียว" อนุหมินและพรรคพวกสะดุ้งสุดตัว พวกเขารีบหันหลังกลับ วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากเรือนหลักไปอย่างไม่คิดชีวิต ท่าทางการวิ่งที่สะเปะสะปะและลื่นไถลไปกับฝุ่นดินช่างเป็นภาพที่น่าขบขันยิ่งนัก ไป๋ลี่ถิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นลานเรือน เสียงหัวเราะแห่งความสะใจของผู้ชนะดังกังวานไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า การปะทะคารมในยกนี้ ยอดนักขายมือทองเป็นฝ่ายน็อกเอาต์คู่ต่อสู้ด้วยตรรกะและเหตุผลขั้นเทพ นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการล้างบางจวนโหวอันเน่าเฟะแห่งนี้เท่านั้น เตรียมตัวรับแรงกระแทกจากแผนการตลาดสุดแสบของนางในตอนต่อไปได้เลย!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD