ไป๋ลี่ถิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ขยับตัว สองมือของนางกุมขมับแน่น ดวงตากลมโตที่เคยเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์เมื่อวานนี้ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำจากการอดนอนตลอดทั้งคืน สมองอันปราดเปรื่องของยอดนักขายมือทองระดับพระกาฬกำลังทำงานอย่างหนักหน่วงประดุจกงล้อวิดน้ำที่หมุนวนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
การตอกหน้าบิดาผู้ขี้ขลาดและการรีดไถเงินเบี้ยหวัดย้อนหลังสามสิบตำลึงเงินจากพ่อบ้านหวังหน้าเลือดเมื่อวานนี้ ถือเป็นชัยชนะที่หอมหวานและสะใจอย่างที่สุด มันเหมือนกับการปิดการขายลูกค้ารายใหญ่ที่เคี้ยวยากได้สำเร็จ ทว่าเมื่ออารมณ์แห่งความฮึกเหิมจางหายไป ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็กลับมาพาดผ่านใบหน้างดงามของนางอีกครั้ง ไป๋ลี่ถิงตระหนักได้ว่า การต้องมานั่งสู้รบตบมือกับบรรดาอนุภรรยาจอมมารยาและบิดาที่ไร้น้ำยาในจวนแห่งนี้ทุกวี่ทุกวัน มันช่างเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าและไร้สาระสิ้นดี
สำหรับยอดเซลส์อย่างนาง เวลาทุกวินาทีมีค่าเป็นเงินเป็นทอง การต้องมานั่งเถียงกับคนพวกนี้เพื่อแย่งชิงเศษเงินเบี้ยหวัดรายเดือน หรือเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้ มันไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งระดับมหาเศรษฐีให้นางได้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้นางจะสามารถด่าทออนุหมินจนกระอักเลือดตายไปต่อหน้าต่อตา มันก็ไม่ได้ทำให้นางมีเงินไปซื้อคฤหาสน์หลังใหม่ หรือมีทองคำมากองเท่าภูเขาได้ นางต้องการเงินตราจำนวนมหาศาลเพื่อพลิกฟื้นฐานะของมารดาและตนเองให้กลับมายิ่งใหญ่จนผู้คนต้องแหงนหน้ามอง ไม่ใช่มาจมปลักเป็นนางเอกละครหลังข่าวที่เอาแต่ตบตีแย่งชิงอำนาจในเรือนหลังแคบๆ แห่งนี้
"คุณหนูสาม ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ ปวดหัวหรือเจ้าคะ หรือว่าแผลที่คออักเสบขึ้นมาอีก"
เสียงเล็กๆ ของอาชิง สาวใช้ตัวน้อยที่กำลังยกอ่างทองเหลืองใส่น้ำสะอาดเข้ามาในห้องดังขึ้นทำลายความเงียบ อาชิงวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาดูอาการผู้เป็นนายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แววตาของสาวใช้เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างสุดซึ้ง
ไป๋ลี่ถิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ลากยาวจนสุดปอด นางปล่อยมือจากขมับแล้วเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้ข้างกายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตใจ
"ข้าไม่ได้ปวดหัว ข้าไม่ได้เจ็บแผล แต่ข้ากำลังเจ็บปวดกับความยากจนต่างหากล่ะอาชิง เจ้าลองคิดดูสิ เงินสามสิบตำลึงที่เราได้มาเมื่อวาน หากใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด ซื้อแต่ข้าวสารกับผักกาดดอง มันก็คงต่อชีวิตพวกเราไปได้อีกแค่ไม่กี่เดือน แล้วหลังจากนั้นเล่า เราจะทำอย่างไร จะให้ข้าเดินไปด่าพ่อบ้านหวังทุกเดือนเพื่อรีดไถเงินเบี้ยหวัดอันน้อยนิดแค่นั้นน่ะหรือ ข้าคือสุดยอดนักขายนะ ไม่ใช่นักเลงทวงหนี้นอกระบบ การทำเช่นนั้นมันไร้ซึ่งวิสัยทัศน์ทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิง"
อาชิงกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง นางพยายามทำความเข้าใจกับคำศัพท์แปลกประหลาดที่หลุดออกมาจากปากของคุณหนูสาม แต่ก็มืดแปดด้าน นางรู้เพียงแค่ว่าคุณหนูสามกำลังกังวลเรื่องเงินทองสำหรับอนาคต ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสภาวะของเรือนหลักในตอนนี้
"โธ่ คุณหนูสาม ท่านอย่าเพิ่งกังวลไปเลยเจ้าค่ะ เงินสามสิบตำลึงก็ถือว่ามากโขอยู่ ฮูหยินใหญ่ก็เพิ่งจะได้ทานอาหารดีๆ ไปเมื่อวาน พวกเราประหยัดกันหน่อยก็คงอยู่ได้อีกนานนะเจ้าคะ"
ไป๋ลี่ถิงส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว นางผุดลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างบานเก่า ทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก สระบัวเน่าเหม็นเขียวและวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏคือภาพสะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการจวนแห่งนี้ นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
"ไม่ได้ ข้าจะยอมมีชีวิตอยู่แบบประทังความอดอยากไปวันๆ ไม่ได้เด็ดขาด ข้าต้องหาทางทำธุรกิจ ข้าต้องหาสินค้าสักอย่างไปเร่ขายในตลาดเมืองหลวง แต่ปัญหาคือ ข้าจะขายอะไรดีล่ะอาชิง ข้าพยายามคิดจนสมองแทบจะระเบิดเป็นจุลอยู่แล้วก็ยังคิดไม่ออก"
ไป๋ลี่ถิงเริ่มเดินวนไปวนมากลางห้องราวกับหนูติดจั่น ท่าทางของนางเต็มไปด้วยความงุ่นง่านขัดใจ นางยกมือขึ้นนับนิ้วพร้อมกับวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของธุรกิจแต่ละประเภทด้วยหลักการและเหตุผลที่เฉียบขาด
"หากข้าจะทำอาหารไปขาย ฝีมือการทำอาหารของข้าก็ห่วยแตกสิ้นดี ตอนอยู่ยุค... เอ่อ ตอนที่ข้ายังเป็นข้าคนเดิม ข้าทำเป็นแค่ต้มบะหมี่สำเร็จรูปกับทอดไข่เจียวที่ไหม้เกรียม ขืนทำอาหารไปขาย มีหวังชาวบ้านเมืองหลวงได้ท้องร่วงตายกันทั้งเมืองแน่ๆ แล้วหากข้าจะเย็บปักถักร้อยทำผ้าเช็ดหน้าไปเร่ขาย เจ้าก็ดูรอยปะชุนบนเสื้อของข้าสิ มันยึกยือราวกับไส้เดือนคลานหนีน้ำท่วม ใครมันจะยอมควักเงินซื้อของอัปลักษณ์เช่นนั้น"
อาชิงพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ตัวเองของคุณหนูสาม เพราะฝีมือเย็บปักถักร้อยของคุณหนูสามนั้นถือว่าย่ำแย่ที่สุดในบรรดาคุณหนูจวนโหวทั้งหมดจริงๆ
"ถ้างั้นเราไปรับจ้างซักผ้าหรือทำความสะอาดดีหรือไม่เจ้าคะ" อาชิงเสนอความคิดเห็นด้วยความซื่อสัตย์
ไป๋ลี่ถิงตวัดสายตาขวับมามองอาชิงประดุจใบมีดโกน ทำเอาสาวใช้ตัวน้อยถึงกับสะดุ้งเฮือกและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
"อาชิง เจ้าใช้สมองส่วนไหนคิด ข้าคือไป๋ลี่ถิง คุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหว ข้าคืออดีตเซลส์มือทองระดับจักรวาล จะให้ข้าไปนั่งหลังขดหลังแข็งซักผ้าให้คนอื่นเพื่อแลกกับเศษเงินไม่กี่อีแปะงั้นหรือ ข้าต้องการทำธุรกิจที่สร้างกำไรมหาศาล ธุรกิจที่ใช้สมองมากกว่ากำลังกาย ธุรกิจที่สามารถผูกขาดตลาดและทำให้ข้ารวยล้นฟ้าได้ภายในพริบตาต่างหากล่ะ"
พูดจบนางก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ดังตุบ สองมือเท้าคางด้วยท่าทางสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวไปด้วยความหงุดหงิดที่หาทางออกไม่เจอ
"แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของข้าในตอนนี้คือ ต้นทุน ข้าไม่มีเงินทุนมากพอที่จะไปซื้อวัตถุดิบชั้นเลิศมาผลิตสินค้า ข้าไม่มีเส้นสาย ไม่มีคนงาน ไม่มีร้านค้า ไม่มีอะไรเลยนอกจากความรู้ด้านการขายที่อัดแน่นอยู่ในสมอง แต่ความรู้พวกนั้นมันจะงอกเงยเป็นเงินตราได้อย่างไรหากไม่มีสินค้าในมือ ข้ามืดแปดด้านไปหมดแล้วจริงๆ"
บรรยากาศภายในห้องนอนอันซอมซ่อตกอยู่ในความเงียบงันอย่างน่าอึดอัด อาชิงได้แต่นั่งคุกเข่าอยู่เงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกมาอีก นางรู้ดีว่าในยามที่คุณหนูสามกำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง การพูดแทรกขึ้นมาอาจนำพาความซวยมาสู่ตนเองได้
ไป๋ลี่ถิงนั่งเหม่อมองอากาศธาตุเบื้องหน้า ภาพความทรงจำในอดีตชาติของนางหลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำป่า นางนึกถึงชีวิตอันแสนจะหรูหราและสะดวกสบายในยุคสมัยที่ตนจากมา ชีวิตของการเป็นเซลส์ระดับท็อปที่ไม่เคยต้องมานั่งปวดหัวเรื่องการหาสินค้ามาขาย เพราะบริษัทมีทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้ให้หมดแล้ว
"สวรรค์ ทำไมท่านถึงได้โหดร้ายกับข้านัก"
ไป๋ลี่ถิงบ่นรำพึงรำพันออกมาเสียงดังพลางแหงนหน้ามองเพดานไม้ที่เต็มไปด้วยหยากไย่
"ตอนที่ข้ายังเป็นยอดนักขาย ข้ามีเครื่องมืออำนวยความสะดวกครบครัน ข้ามีกระดานแบนๆ ที่เพียงแค่ใช้นิ้วแตะก็มีข้อมูลลูกค้าและรูปภาพสินค้าเด้งขึ้นมาให้ดูเป็นร้อยเป็นพัน ข้ามีกระดาษสีสันสวยงามที่พิมพ์รายละเอียดสินค้าอย่างชัดเจนจนลูกค้าอ่านแล้วต้องเคลิบเคลิ้ม ข้ามีทีมงานคอยวิเคราะห์ตลาด ข้ามีสินค้าพรีเมียมที่ใครๆ ก็แย่งกันซื้อ สิ่งเดียวที่ข้าต้องทำคือใช้ปากและสมองอันชาญฉลาดของข้าเจรจาหว่านล้อมให้ลูกค้าเซ็นชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีเท่านั้น แต่ดูตอนนี้สิ ข้าทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูตกอับในยุคโบราณที่ไม่มีแม้แต่กระดาษดีๆ สักแผ่นให้เขียนแผนธุรกิจ ข้าต้องมาเริ่มต้นนับจากศูนย์ ไม่สิ นับจากติดลบเลยต่างหาก ต้นทุนก็ไม่มี สินค้าก็ไม่มี แล้วข้าจะเอาอะไรไปขายให้พวกเศรษฐีหน้าโง่ในเมืองหลวงกันเล่า ข้าอยากจะบ้าตาย"
นางยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองจนฟูฟ่องไม่เหลือเค้าโครงของกุลสตรีผู้สูงศักดิ์ ความรู้สึกคับแค้นใจและท้อแท้ประดังประเดเข้ามาจนนางแทบจะอยากเอาหัวโขกเสาเรือนให้รู้แล้วรู้รอด นางคือยอดนักขายที่ขายได้ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ แต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ให้กับความขัดสนและข้อจำกัดของยุคสมัยเช่นนี้หรือ มันช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่ขำไม่ออกเลยจริงๆ
อาชิงมองดูอาการคุ้มคลั่งของคุณหนูสามด้วยความหวาดผวา สาวใช้ตัวน้อยรีบขยับเข้าไปใกล้พลางเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของคุณหนูเบาๆ
"คุณหนูสาม ท่านใจเย็นๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ หากท่านคิดไม่ออกจริงๆ วันนี้เราก็พักผ่อนกันก่อนเถิดนะเจ้าคะ อย่าเพิ่งกดดันตัวเองเลย ประเดี๋ยวจะล้มป่วยไปเสียก่อน ฮูหยินใหญ่จะต้องเป็นห่วงท่านมากแน่ๆ เจ้าค่ะ"
คำพูดซื่อๆ ของอาชิงไม่ได้ช่วยให้พายุในใจของไป๋ลี่ถิงสงบลงได้เลย นางสะบัดแขนเสื้อออกเบาๆ ก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยจากความหงุดหงิดที่อัดอั้นอยู่ในอก นางหลับตาลงแน่น พยายามรวบรวมสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา นางคือจูน ยอดเซลส์ที่ไม่เคยรู้จักคำว่ายอมแพ้ หากไม่มีสินค้า นางก็จะสร้างมันขึ้นมาจากอากาศ หากไม่มีเงินทุน นางก็จะใช้คำพูดหลอกล่อเอาเงินจากกระเป๋าคนอื่นมาเป็นทุน นางต้องทำได้สิ นางต้องหาช่องโหว่ของตลาดในยุคโบราณนี้ให้เจอให้จงได้
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันที่โรยตัวลงมาปกคลุมห้องนอนอันคับแคบ ท่ามกลางความสิ้นหวังและความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงในสมองของไป๋ลี่ถิง จู่ๆ เหตุการณ์อันแสนประหลาดและน่าเหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้น
เสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างหยุดชะงักลงกะทันหัน เสียงนกร้องที่เคยดังแว่วมาจากสวนก็เงียบหายไปราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาเอาไว้ บรรยากาศรอบด้านเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างฉับพลันจนอาชิงต้องยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองด้วยความหนาวสั่น
ไป๋ลี่ถิงที่ฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองรอบห้องด้วยแววตาระแวดระวัง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนางร้องเตือนว่ากำลังมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น
และในวินาทีนั้นเอง เสียงประหลาดที่ดังก้องและชัดเจนราวกับมีใครมาตะโกนอยู่ข้างหูก็ดังขึ้น เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงของสัตว์ และไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ แต่มันคือเสียงก้องกังวานที่แฝงไปด้วยความรู้สึกเย็นเยียบและไร้ชีวิตชีวา เสียงที่เหมือนกับกลไกหรือเครื่องจักรบางอย่างที่กำลังเริ่มต้นทำงาน
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงสัญญาณดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอสามครั้งซ้อน ทำเอาไป๋ลี่ถิงถึงกับสะดุ้งสุดตัว นางเบิกตากว้าง หันซ้ายหันขวามองหาต้นตอของเสียงประหลาดนั้นอย่างลุกลี้ลุกลน
"อาชิง เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่ เสียงเหมือนมีใครมากดกระดิ่งอยู่ใกล้ๆ นี่เอง"
นางกระซิบถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือขวาคว้าถ้วยชาเคลือบดินเผาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือไว้แน่น เตรียมพร้อมที่จะใช้เป็นอาวุธหากมีผู้บุกรุก
อาชิงส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของสาวใช้ซีดเผือดลงยิ่งกว่าเดิม ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
"บะ... บ่าวไม่ได้ยินเสียงอันใดเลยเจ้าค่ะคุณหนูสาม นอกเหนือจากเสียงลมหายใจของท่านกับบ่าวแล้ว ห้องนี้ก็เงียบกริบราวกับป่าช้าเลยนะเจ้าคะ คุณหนู... ท่านอย่าหลอกบ่าวให้กลัวสิเจ้าคะ"
คำตอบของอาชิงทำเอาเส้นขนอ่อนบนคอของไป๋ลี่ถิงลุกซู่ นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ หากอาชิงไม่ได้ยิน ถ้างั้นเสียงประหลาดนั่นก็ต้องดังมาจาก... ภายในหัวของนางเองอย่างนั้นหรือ นี่มันเรื่องบ้าบออันใดกัน นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างคุณหนูตกอับก็ว่าเหลือเชื่อพอแล้ว นี่ยังจะประสาทหลอนหูแว่วได้ยินเสียงเครื่องจักรในหัวอีกหรือ สวรรค์ช่างสรรหาบททดสอบมาทรมานนางได้ไม่หยุดหย่อนจริงๆ
ยังไม่ทันที่นางจะคิดหาคำอธิบายให้กับความผิดปกติที่เกิดขึ้น เสียงก้องกังวานประดุจเครื่องจักรนั้นก็ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของนางอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงสัญญาณเตือน แต่มันเป็นประโยคคำพูดที่ชัดเจนและเป็นระบบระเบียบราวกับถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ล่วงหน้า
“เริ่มต้นการติดตั้งระบบเซลส์มือทองระดับจักรวาล กำลังสแกนความทรงจำและทักษะของโฮสต์... ยืนยันตัวตน โฮสต์ ไป๋ลี่ถิง อดีตพนักงานขายดีเด่น ยินดีต้อนรับสู่โลกใบใหม่ ระบบพร้อมสำหรับการใช้งานและมอบหมายภารกิจแล้ว”
เสียงประกาศที่ดังก้องอยู่ในหัวทำเอาไป๋ลี่ถิงถึงกับช็อกค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ถ้วยชาในมือร่วงหล่นลงมากระทบโต๊ะไม้เสียงดังแต๊ง แต่นางกลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ปากอ้าค้างจนกรามแทบหลุด สมองของนางพยายามประมวลผลข้อความที่เพิ่งได้รับอย่างเอาเป็นเอาตาย