ตอนที่ 9 การเจรจาต่อรองวิญญาณเร่ร่อน

1164 Words
สายลมเย็นเยียบของฤดูใบไม้ร่วงพัดลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่นเป็นริ้ว หอบเอาความหนาวเหน็บเข้ามาตอกย้ำความวังเวงภายในห้องนอนอันซอมซ่อของเรือนหลักแห่งจวนเผิงกวงโหว แสงแดดที่เคยทอดตัวสว่างไสวจู่ๆ ก็ถูกเมฆก้อนใหญ่บดบังจนบรรยากาศรอบด้านมืดสลัวลง ร่างบางของไป๋ลี่ถิงที่เพิ่งจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าสะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังตั้งตรงดิก ถ้วยชาดินเผาที่นางถือค้างไว้ในมือร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นโต๊ะเสียงดังสนั่น น้ำชาสีจางหกเลอะเทอะเป็นวงกว้าง แต่นางกลับไม่สนใจที่จะหยิบผ้ามาเช็ดเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างที่สุด เมื่อครู่นี้นางได้ยินเสียงที่ไม่ได้ดังมาจากภายนอกห้อง ไม่ได้ดังมาจากสวนที่เต็มไปด้วยวัชพืชแห้งกรอบ และไม่ได้เป็นเสียงของบ่าวไพร่คนใดในจวนแห่งนี้ แต่มันเป็นเสียงที่ดังก้องกังวานมาจากภายในหัวของนางเอง เป็นเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก และเย็นเยียบจนทำให้เส้นขนอ่อนบริเวณท้ายทอยลุกชัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของยอดนักขายมือทองทำงานอย่างรวดเร็ว นางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เตะเก้าอี้ไม้ตัวนั้นให้ถอยห่างออกไปเพื่อเปิดพื้นที่ว่างในการป้องกันตัว สองมือของนางควานหาสิ่งของรอบกายที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้ และไปคว้าเอาไม้กวาดขนไก่ที่ขนหลุดลุ่ยไปกว่าครึ่งมาถือไว้แน่นในมือขวา ท่าทางของนางในเวลานี้ประดุจแม่ทัพหญิงที่พร้อมจะออกศึกรบกับศัตรูที่มองไม่เห็นตัว "ใคร ออกมาเดี๋ยวนี้นะ" ไป๋ลี่ถิงเปล่งเสียงตะโกนก้อง กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า น้ำเสียงของนางพยายามกดให้ต่ำและหนักแน่นที่สุดเพื่อปกปิดความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ทว่าความเงียบก็ยังคงเป็นคำตอบเดียวที่นางได้รับ ไม่มีเงาของผู้บุกรุก ไม่มีร่องรอยของการงัดแงะ มีเพียงเสียงลมหายใจของตัวนางเองที่ดังหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลหาเหตุผลมารองรับเหตุการณ์สุดวิสัยนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ซ้ำร้ายร่างกายที่นางสวมทับอยู่นี้ก็เพิ่งจะผ่านการผูกคอตายมาหมาดๆ คงหนีไม่พ้นวิญญาณของไป๋ลี่ถิงคนเดิมที่ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด แต่กลับมาวนเวียนทวงร่างคืนอย่างแน่นอน "หากเจ้าเป็นผีเร่ร่อนหรือวิญญาณเจ้าที่เจ้าทาง ข้าขอเจรจาทำข้อตกลงทางธุรกิจกับเจ้าเดี๋ยวนี้" นางเริ่มใช้ทักษะการเจรจาต่อรองแบบพนักงานขายมืออาชีพเข้าสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็น นางยืดอกขึ้นเล็กน้อย พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นการเป็นงานมากที่สุด "ข้าขอเสนอแพ็กเกจกงเต๊กชุดใหญ่ให้เจ้า หากเจ้าดวงวิญญาณยอมถอยห่างออกไปและไม่มากวนใจข้า ข้าสัญญาว่าเมื่อข้าหาเงินได้ก้อนแรก ข้าจะจ้างนักพรตมาสวดส่งวิญญาณให้เจ้าอย่างสมเกียรติ จะเผากระดาษเงินกระดาษทอง เผาคฤหาสน์หลังใหญ่พร้อมสาวใช้ไปให้เจ้าได้เสวยสุขในปรโลก ข้าเป็นคนรักษาคำพูดเสมอ ข้อเสนอนี้คุ้มค่ายิ่งกว่าการมาหลอกหลอนคนยากจนที่ไม่มีแม้แต่เศษเงินจะซื้อธูปมาจุดบูชาเจ้าเสียอีกนะ เจ้าลองตรองดูให้ดีเถิด" ไป๋ลี่ถิงพ่นคำเจรจายาวเหยียดด้วยความหวังว่าผีในยุคโบราณจะเข้าใจหลักการตลาดและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ทว่าคำตอบที่นางได้รับกลับไม่ใช่เสียงหมาหอน หรือร่องรอยของการตอบรับจากวิญญาณใดๆ แต่กลับเป็นเสียงประหลาดที่ดังแทรกขึ้นมาในโสตประสาทของนางอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม "กำลังตรวจสอบรากฐานจิตวิญญาณ ตรวจพบทักษะการค้าขั้นสูงสุด เริ่มต้นผสานจิตวิญญาณ" เสียงก้องกังวานนั้นราบเรียบและเย็นชา มันไม่ได้ดังมาจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง แต่มันดังสะท้อนไปมาอยู่ในสมองของนางโดยตรง ไป๋ลี่ถิงเบิกตากว้างจนสุดขีด นางทิ้งไม้กวาดขนไก่ในมือลงพื้นอย่างไร้เยื่อใย สองมือยกขึ้นกุมศีรษะของตนเองแน่น ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นปราดไปทั่วร่าง มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคล้ายกับมีกระแสลมเย็นๆ พัดวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับมีม้วนตำราเล่มหนาถูกกางเปิดและพลิกอ่านอย่างรวดเร็ว ข้อมูลความทรงจำในอดีตชาติของนาง ภาพการนำเสนองานขาย ภาพการเซ็นสัญญา และภาพตัวเลขในบัญชี ล้วนถูกดึงขึ้นมาฉายซ้ำในหัวราวกับภาพวาดที่เคลื่อนไหวได้ "การเชื่อมต่อรากฐานเสร็จสมบูรณ์ ความเข้ากันได้ของร่างสถิตอยู่ในขั้นสูงสุด ขอต้อนรับยอดนักขายเข้าสู่เส้นทางแห่งความมั่งคั่ง" เสียงนั้นประกาศก้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ความรู้สึกวูบโหวงในหัวจะหายไป กลับกลายเป็นความปลอดโปร่งและโล่งสบายอย่างประหลาด ไป๋ลี่ถิงค่อยๆ ปล่อยมือออกจากศีรษะ นางกระพริบตาปริบๆ พยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวเรื่องผีสางเมื่อครู่ถูกปัดเป่าทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นที่ลุกโชนขึ้นมาในอกประดุจกองไฟที่ถูกราดด้วยน้ำมันก๊าด "คุณหนูสาม ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ เหตุใดจึงลงไปนั่งกองกับพื้นเช่นนั้น" อาชิงที่เพิ่งเดินถือถาดน้ำชากลับเข้ามาในห้องร้องอุทานด้วยความตกใจ สาวใช้ตัวน้อยรีบวางถาดลงบนโต๊ะแล้ววิ่งเข้ามาประคองผู้เป็นนายด้วยความร้อนรน "ข้าไม่เป็นไร อาชิง ข้าแค่สะดุดชายกระโปรงตัวเองล้มเท่านั้น เจ้าออกไปรอหน้าห้องก่อนเถิด ข้าต้องการความสงบเพื่อใช้ความคิดสักครู่ ห้ามใครเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาดจนกว่าข้าจะเรียก" นางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและจริงจัง อาชิงแม้จะมีสีหน้าลังเลและเป็นห่วง แต่นางก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเจ้านายที่กำลังมีท่าทีขึงขัง สาวใช้ตัวน้อยค้อมศีรษะรับคำก่อนจะเดินถอยหลังออกจากห้องและปิดประตูลงอย่างเบามือที่สุด เมื่อบานประตูถูกปิดสนิทและบรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ไป๋ลี่ถิงก็รีบพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน นางเดินไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ จัดระเบียบเสื้อผ้าและท่านั่งให้ดูสง่างามราวกับกำลังเตรียมตัวเข้าประชุมเจรจาการค้าระดับสูง นางหลับตาลงช้าๆ พยายามรวบรวมสมาธิและเพ่งจิตเข้าไปในความว่างเปล่าภายในหัวของตนเองพร้อมกับแย้มยิ้มกว้างขวาง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD