แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวานประดุจจังหวะกลองแห่งชัยชนะ จูนเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องประชุมของมหาเศรษฐีจอมตืดที่เคี้ยวยากที่สุดในวงการ แต่เธอก็สามารถใช้ศิลปะแห่งการเจรจาหว่านล้อมระดับปรมาจารย์ ปิดการขายกรมธรรม์ประกันชีวิตมูลค่าหลายร้อยล้านมาได้สำเร็จ เอกสารสัญญาที่ลงลายมือชื่อด้วยปากกาหมึกซึมราคาแพงระยับถูกกอดแนบไว้กับอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก เธอคือสุดยอดเซลส์สาวมือทองผู้ไม่เคยรู้จักคำว่าพลาด ไม่เคยมีลูกค้าคนไหนหลุดรอดไปจากเงื้อมมือของเธอได้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ขายยากขายเย็นเพียงใด จูนก็สามารถพลิกแพลงหาจุดขายจนลูกค้าต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายอย่างเต็มใจเสมอ
จูนเดินฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี พลางวาดฝันถึงตัวเลขค่าคอมมิชชั่นก้อนมหึมาที่จะถูกโอนเข้าบัญชีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เธอจะนำเงินก้อนนี้ไปซื้อคอนโดหรูใจกลางเมือง จะไปเที่ยวรอบโลก จะกินอาหารมื้อละแสนให้หนำใจ ทว่าในขณะที่สองเท้ากำลังก้าวเดินข้ามถนนตรงทางม้าลายด้วยท่วงท่าดุจนางพญาที่กำลังเดินเฉิดฉายอยู่บนพรมแดงนั้นเอง เสียงแตรรถยนต์ก็ดังกึกก้องกังวานไปทั่วบริเวณ จูนหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ และภาพสุดท้ายที่ปรากฏแก่สายตาก็คือกระจังหน้าอันใหญ่โตมโหฬารของรถบรรทุกสิบล้อคันเบ้อเริ่มที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูงทะลุพิกัดโดยไม่มีทีท่าว่าจะเบรกเลยแม้แต่น้อย
ตุบ
ร่างของจูนลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศราวกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกเหวี่ยงอย่างแรง สติสัมปชัญญะของเธอเริ่มเลือนรางพร้อมกับความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ากลืนกินทุกสิ่ง จูนไม่ได้นึกถึงพ่อแม่ ไม่ได้นึกถึงความตาย และไม่ได้นึกถึงบาปบุญคุณโทษใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่ดังก้องอยู่ในหัวของยอดนักขายอย่างเธอก็คือ ค่าคอมมิชชั่นของฉัน สัญญาของฉัน โบนัสปลายปีของฉัน ฉันยังไม่ได้ใช้เงินเลยสักบาทเดียว สวรรค์ ท่านจะมายกเลิกออเดอร์ชีวิตของฉันกะทันหันแบบนี้ไม่ได้ ฉันไม่ยอม
ความมืดมิดปกคลุมอยู่เนิ่นนาน ราวกับจมดิ่งลงไปในห้วงมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง จูนรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดรัดรึงที่ลำคออย่างรุนแรง มันแน่นเสียจนเธอแทบจะสูดอากาศเข้าไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ลำคอของเธอปวดร้าวราวกับมีกระดูกท่อนใหญ่มากดทับเอาไว้ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เธอพยายามเบิกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพดานสีขาวของโรงพยาบาล และไม่ใช่ใบหน้าของหมอหรือพยาบาล แต่กลับเป็นขื่อไม้เก่าๆ สีหม่นหมองที่เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นผง จูนพยายามจะขยับตัว แต่ก็พบว่าเท้าของเธอกำลังแกว่งไกวอยู่กลางอากาศโดยไม่มีพื้นดินให้เหยียบย่ำ
จูนดิ้นรนสุดชีวิต สองมือพยายามไขว่คว้าขึ้นไปตะปบสิ่งที่รัดคอของตนเองอยู่ จึงได้สัมผัสกับความหยาบกระด้างของเชือกป่านเส้นเขื่องที่รัดเกลียวแน่นหนา เธอเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า นี่มันเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเธอถึงมาห้อยต่องแต่งอยู่บนขื่อบ้านเก่าๆ โทรมๆ แบบนี้ได้ ใครบังอาจมาจับสุดยอดเซลส์สาวอย่างเธอแขวนคอ หรือว่านี่คือการทวงหนี้รูปแบบใหม่ของพวกแก๊งมาเฟียข้ามชาติ ไม่สิ เธอไม่มีหนี้สินอะไรสักหน่อย เธอรวยจะตายอยู่แล้ว จูนพยายามอ้าปากเพื่อส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอที่ถูกรัดแน่น มีเพียงเสียงครางฮืดฮาดในลำคอราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังจะพังเท่านั้น
"คุณหนูสาม ท่านอย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ"
เสียงร้องไห้คร่ำครวญแหลมปรี๊ดดังก้องขึ้นมาพร้อมกับเสียงกระแทกประตูไม้อย่างแรงจนบานประตูแทบจะหลุดออกจากบานพับ ร่างของเด็กสาววัยแรกรุ่นในชุดเสื้อผ้าหยาบๆ สีเขียวซีดเซียวพุ่งพรวดเข้ามาในห้องราวกับพายุหมุน ใบหน้าของเด็กสาวผู้นั้นเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและขี้มูกที่ไหลเยิ้มย้อยจนดูไม่ได้ เธอเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างของจูนห้อยอยู่กลางอากาศ ก่อนจะแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
"ช่วยด้วยเจ้าค่ะ ใครก็ได้ช่วยคุณหนูสามของข้าที"
เด็กสาวคนนั้นวิ่งพล่านไปทั่วห้องราวกับหนูติดจั่น พลางส่งเสียงร้องไห้ฟูมฟายจนฟังไม่รู้เรื่อง จูนที่กำลังจะขาดใจตายอยู่รอมร่อได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจว่า นังหนู ถ้ามัวแต่วิ่งแหกปากร้องโวยวายอยู่แบบนั้น ฉันได้ตายจริงๆ แน่ รีบหาทางเอาฉันลงไปเดี๋ยวนี้เลย ยัยเด็กโง่เอ๊ย แต่แน่นอนว่าจูนไม่สามารถเปล่งเสียงด่าออกมาได้ เธอจึงทำได้เพียงถลึงตาใส่เด็กสาวคนนั้นอย่างเคียดแค้น พร้อมกับพยายามเตะขากลางอากาศเพื่อส่งสัญญาณให้รู้ว่าเธอยังไม่ตายและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่สุด
เด็กสาวในชุดสีเขียวซีดหยุดวิ่งพล่าน หันมามองจูนที่กำลังเตะขาไปมาอย่างบ้าคลั่ง เธอสูดน้ำมูกเสียงดังฟืดใหญ่ ก่อนจะพุ่งกระโจนเข้ามาหาร่างของจูน แล้วใช้สองแขนกอดรัดท่อนขาของจูนเอาไว้แน่น พร้อมกับออกแรงดึงลงมาอย่างสุดกำลัง
"ฮือๆๆ คุณหนูสาม ท่านอย่าทิ้งข้าไปนะเจ้าคะ ลงมาเถิดเจ้าค่ะ"
จูนเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม ความเจ็บปวดที่ลำคอทวีความรุนแรงขึ้นเป็นสิบเท่าเมื่อน้ำหนักตัวของเด็กสาวบวกเข้ากับแรงดึงถ่วงร่างของเธอให้ตกลงมา เชือกป่านที่รัดคออยู่เสียดสีกับผิวหนังจนรู้สึกแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก จูนอยากจะยกเท้าขึ้นถีบยอดหน้าเด็กสาวคนนี้ให้กระเด็นออกไปให้พ้นๆ นังเด็กนี่มันเป็นบ้าอะไรของมัน การดึงขาคนผูกคอตายมันเท่ากับเป็นการเร่งรัดให้ตายไวขึ้นไม่ใช่หรือไง นี่แกตั้งใจจะช่วยฉันหรือตั้งใจจะฆ่าฉันให้ตายสมบูรณ์แบบกันแน่ จูนดิ้นรนอย่างหนัก สองมือพยายามแกะเชือกที่รัดคอออกอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่เด็กสาวก็ยังคงร้องไห้ฟูมฟายและกอดขาเธอแน่นไม่ยอมปล่อย
โชคยังดีที่สวรรค์ยังพอมีเมตตาอยู่บ้าง เด็กสาวคนนั้นคงจะตระหนักได้ว่าการดึงขาไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เธอจึงยอมปล่อยมือจากขาของจูน แล้วหันซ้ายหันขวาลุกลี้ลุกลนมองหาสิ่งของที่จะมาช่วยตัดเชือก สายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับกรรไกรตัดผ้าอันเก่าคร่ำคร่าที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง เธอรีบพุ่งตัวไปคว้ากรรไกรอันนั้นมาถือไว้แน่น จากนั้นก็ลากเก้าอี้ไม้ที่ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าเพื่อนจนโยกเยกไปมา มาวางไว้ใต้ร่างของจูน
เด็กสาวปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ไม้โยกเยกนั้นอย่างทุลักทุเล มือที่สั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำกำกรรไกรขึ้นเล็งไปที่เส้นเชือกป่านเหนือศีรษะของจูน เธอกัดฟันแน่น หลับตาปี๋ แล้วออกแรงใช้กรรไกรทื่อๆ นั้นหนีบและตัดเส้นเชือกอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงกรรไกรเสียดสีกับเส้นเชือกดังสลับกับเสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาว ในที่สุด เส้นเชือกป่านที่เหนียวแน่นก็ขาดสะบั้นลง
ร่างของจูนร่วงหล่นลงมากระแทกกับพื้นกระดานไม้แข็งๆ อย่างแรง เสียงดังตุบใหญ่ฝุ่นผงที่เกาะอยู่บนพื้นฟุ้งกระจายขึ้นมาตลบอบอวล จูนล้มลงไปกองกับพื้นในท่าทางที่หมดสภาพสุดๆ บั้นท้ายของเธอกระแทกพื้นอย่างจังจนรู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูกสันหลัง ซ้ำร้ายเด็กสาวที่ยืนอยู่บนเก้าอี้โยกเยกก็เสียหลักร่วงหล่นลงมาทับบนร่างของจูนซ้ำเติมเข้าไปอีกระลอก
จูนไอโขลกอย่างรุนแรง เธอรีบผลักร่างของเด็กสาวออกไปให้พ้นทาง แล้วใช้สองมือยันพื้นเพื่อพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง สองมือกุมลำคอที่บอบช้ำแดงเถือกของตัวเองเอาไว้แน่น พลางอ้าปากกอบโกยอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ อากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงไหลผ่านลำคอที่อักเสบทำให้เธอสำลักและไอออกมาอีกหลายระลอก น้ำหูน้ำตาไหลพรากอย่างไม่อาจควบคุมได้
"คุณหนูสาม ท่านยังไม่ตาย ท่านยังไม่ตายจริงๆ ด้วย ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์"
เด็กสาวคนนั้นคลานเข่าเข้ามาหาจูน พลางพนมมือไหว้ปลกๆ น้ำตายังคงไหลอาบสองแก้ม จูนเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวด้วยสายตาขวางขุ่น เธออยากจะด่ากราดให้สมกับความเจ็บปวดที่ได้รับ แต่ลำคอที่บาดเจ็บทำให้เธอเปล่งเสียงออกมาได้เพียงเสียงแหบพร่าเบาๆ เท่านั้น
ในจังหวะที่จูนกำลังจะอ้าปากด่าทออยู่นั้นเอง จู่ๆ อาการปวดหัวอย่างรุนแรงก็แล่นจี๊ดขึ้นมาในสมองราวกับมีใครเอาค้อนปอนด์อันเขื่องมาทุบหัวอย่างจัง ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงเสียจนจูนต้องยกมือขึ้นกุมขมับทั้งสองข้างเอาไว้แน่น เธอหลับตาปี๋ กัดฟันข่มความเจ็บปวด ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่ไม่ใช่ของเธอก็หลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำป่าที่ไหลหลากทะลักทลายเขื่อนกั้นน้ำ
ภาพของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราที่เติบโตขึ้นมาในคฤหาสน์หลังใหญ่โตที่ดูผิวเผินเหมือนจะหรูหราอลังการ แต่วัสดุสิ่งของเครื่องใช้ภายในกลับเก่าคร่ำคร่าและซอมซ่อ เด็กผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่า ไป๋ลี่ถิง เธอคือคุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหว ฟังจากชื่อตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของบิดาแล้วน่าจะยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีเงินทองกองเป็นภูเขาเลากา แต่ความเป็นจริงกลับพลิกผันอย่างสิ้นเชิง จวนเผิงกวงโหวแห่งนี้ตกต่ำลงอย่างหนัก บิดาของเธอเป็นเพียงขุนนางไร้ความสามารถที่วันๆ เอาแต่ถอนหายใจและท่องบทกวีหลบมุมอยู่แต่ในห้องหนังสือ ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานหรือหาเงินเข้าจวนเลยแม้แต่น้อย ฐานะทางการเงินของครอบครัวจึงง่อนแง่นร่อแร่ ขัดสนจนแทบจะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น มารดาของไป๋ลี่ถิงซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงฮูหยินเอก ผู้มีสิทธิ์ขาดในการจัดการดูแลจวน กลับมีนิสัยอ่อนแอ ขี้เกรงใจ และมักจะยอมคนอื่นเสมอ ทำให้บรรดาอนุภรรยาทั้งหลายที่บิดารับเข้ามาในจวนต่างพากันกำเริบเสิบสาน ไม่เห็นหัวฮูหยินเอกเลยแม้แต่น้อย พวกอนุเหล่านั้นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดี ประดับประดาด้วยเครื่องประดับทองหยองระยิบระยับ ในขณะที่ฮูหยินเอกและไป๋ลี่ถิงกลับต้องสวมใส่เสื้อผ้าสีสันจืดชืดและเก่าซีด พวกอนุข่มเหงรังแกฮูหยินเอกสารพัดวิธี แย่งชิงทรัพยากรทุกอย่างในจวนไปเป็นของตนเองและลูกๆ ของตน ส่วนไป๋ลี่ถิงก็ต้องทนอยู่ในสภาพที่ถูกหมางเมินและดูถูกเหยียดหยามมาตั้งแต่จำความได้
จูนพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวอย่างรวดเร็ว นี่เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูตกอับในยุคจีนโบราณอย่างนั้นหรือเนี่ย พับผ่าสิ ชีวิตเดิมกำลังจะรุ่งโรจน์เป็นเศรษฐีนีอยู่รอมร่อ กลับต้องมาตายอนาถแล้วมาเกิดใหม่ในสภาพที่ยากจนข้นแค้นแถมยังมีครอบครัวที่วุ่นวายปานรังนกกระจอกแตกรังแบบนี้อีก โชคชะตามันจะเล่นตลกกับยอดนักขายอย่างเธอมากเกินไปแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋ลี่ถิงคนเดิมถึงขั้นทนรับสภาพความกดดันไม่ไหวจนต้องตัดสินใจผูกคอตายลาโลกไปนั้น ไม่ใช่เรื่องความยากจน หรือการถูกบรรดาอนุภรรยากดขี่ข่มเหง แต่เป็นเรื่องราวความรักอันแสนรันทดและน่าสมเพชของเธอต่างหาก ความทรงจำช่วงสุดท้ายก่อนที่ไป๋ลี่ถิงจะนำเชือกมาผูกคอตนเองฉายชัดขึ้นมาในสมองของจูนราวกับภาพยนตร์ความละเอียดสูง
ไป๋ลี่ถิงมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่คนหนึ่ง เป็นคุณชายจากตระกูลขุนนางที่มีฐานะดีกว่าจวนเผิงกวงโหวอยู่หลายขุม เธอหลงรักคู่หมั้นหนุ่มรูปงามคนนี้อย่างหัวปักหัวปำ เฝ้าฝันถึงวันที่จะได้สวมชุดแต่งงานสีแดงสดและก้าวออกจากจวนที่แสนจะน่าอึดอัดแห่งนี้ไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับชายที่ตนรัก ทว่าความฝันอันสวยงามนั้นกลับพังทลายลงย่อยยับไม่มีชิ้นดี เมื่อคู่หมั้นสุดที่รักของเธอส่งแม่สื่อมาที่จวนเผิงกวงโหวพร้อมกับจดหมายขอถอนหมั้นอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลที่ฟังแล้วแทบจะกระอักเลือดตายว่า เขารู้สึกถูกชะตาและหลงรัก ไป๋ลี่ชาน พี่หญิงรองของเธอ ซึ่งเป็นลูกสาวที่เกิดจากอนุหมินผู้หยิ่งผยอง มากกว่าตัวเธอที่เป็นเพียงคุณหนูสามที่จืดชืดไร้เสน่ห์
ภาพใบหน้าอันหล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความเย็นชาของคู่หมั้นหนุ่ม และภาพใบหน้าสวยหวานที่เคลือบแฝงไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันของไป๋ลี่ชาน ลอยเด่นอยู่ในความทรงจำ พี่หญิงรองแสร้งทำตัวอ่อนแอ บีบน้ำตา ร้องไห้คร่ำครวญบอกว่าตนเองไม่ได้ตั้งใจจะแย่งคนรักของน้องสาว แต่ความรักมันห้ามกันไม่ได้ ขอให้น้องสาวโปรดเห็นใจและหลีกทางให้ด้วยเถิด คำพูดเหล่านั้นเปรียบเสมือนมีดแหลมคมนับพันเล่มที่พุ่งทะลุกลางอกของไป๋ลี่ถิง ความอับอายขายหน้าจากการถูกหยามเกียรติอย่างรุนแรง การถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจากทั้งชายคนรักและพี่สาวต่างมารดา ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายในจิตใจของสาวน้อยผู้เปราะบางขาดสะบั้นลง เธอไม่เหลือความหวังใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป จึงตัดสินใจใช้ผ้าแพรผูกคอตายเพื่อหนีความอัปยศอดสูในครั้งนี้
เมื่อจูนได้รับรู้ถึงสาเหตุการตายของเจ้าของร่างเดิมจนหมดสิ้น เธอถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึงระคนเหลือเชื่อ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ หึ ออกมาทางจมูกอย่างอดรนทนไม่ไหว
จูนก่นด่าเจ้าของร่างเดิมอยู่ในใจอย่างดุเดือดว่า ยัยหนูถิงถิงเอ๊ย สมองของเธอทำด้วยเต้าหู้เละๆ หรืออย่างไร ถึงได้คิดสั้นตัดช่องน้อยแต่พอตัวด้วยเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ ผู้ชายขอถอนหมั้นแล้วไง มันก็แค่ลูกค้าที่ยกเลิกออเดอร์กลางคันเพราะไปเจอสินค้าชิ้นอื่นที่ถูกใจกว่าก็เท่านั้นเอง ในเมื่อลูกค้ารายนี้ตาถั่ว มองไม่เห็นคุณค่าของสินค้าพรีเมียมอย่างเรา ดันไปคว้าเอาสินค้าเกรดรองที่บรรจุภัณฑ์ดูดีแต่ข้างในกลวงโบ๋อย่างยัยพี่หญิงรองนั่นไป เราก็แค่หาฐานลูกค้าใหม่ที่ตาถึงและกระเป๋าหนักกว่าเดิมก็สิ้นเรื่อง การที่ลูกค้าปฏิเสธสินค้า ไม่ได้หมายความว่าโรงงานจะต้องปิดตัวลงเสียหน่อย นี่อะไรกัน โดนยกเลิกออเดอร์แค่นี้ถึงขั้นระเบิดโรงงานทิ้งทำลายตัวเองเลยเหรอ เป็นความคิดที่ไร้ประสิทธิภาพและขาดทุนป่นปี้ที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบเจอมาเลย ยัยเด็กโง่ชะมัด
จูนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่านที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในอก เธอปล่อยมือที่กุมขมับออก แล้วค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ว่าบั้นท้ายจะยังคงปวดหนึบ และลำคอจะยังคงเจ็บแปลบทุกครั้งที่กลืนน้ำลายก็ตาม เธอใช้มือปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามเสื้อผ้ากระโปรงสีซีดๆ ของตนเองออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นสูง ยืดหลังตรง ท่วงท่าที่เคยอ่อนแอและอมทุกข์ของไป๋ลี่ถิงคนเดิมมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงท่วงท่าอันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของยอดนักขายมือทองผู้ไร้พ่าย
สาวใช้ตัวน้อยที่นั่งพับเพียบอยู่บนพื้นเบิกตากว้างมองผู้เป็นนายด้วยความตกตะลึงระคนงุนงง ปกติแล้วคุณหนูสามของเธอเป็นคนขี้อาย เก็บตัว พูดจาเสียงเบาราวกับยุงกระซิบ และมักจะก้มหน้าก้มตาหลบสายตาผู้คนอยู่เสมอ ยิ่งเวลาที่ถูกรังแกก็จะเอาแต่แอบไปนั่งร้องไห้กระซิกๆ อยู่คนเดียวในมุมมืด แต่วันนี้ ท่าทีของคุณหนูสามกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แววตาที่เคยเศร้าหมองและหวาดกลัว กลับแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่เฉียบคม ดุดัน และเปล่งประกายเจิดจ้าประดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะโฉบตะครุบเหยื่อ ซ้ำร้ายยังไม่มีน้ำตาหลงเหลืออยู่บนใบหน้าเลยแม้แต่หยดเดียว
"เจ้าชื่ออะไร"
จูนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่นและทรงพลัง มันไม่ใช่เสียงสะอื้นไห้ที่สาวใช้คุ้นเคยอีกต่อไป
สาวใช้สะดุ้งเฮือก รีบก้มหน้าลงจนคางแทบจะชิดอก ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะละล่ำละลักตอบตะกุกตะกัก
"ขะ... ข้าน้อยชื่ออาชิงเจ้าค่ะ คุณหนูสาม ท่าน... ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ หรือว่าวิญญาณร้ายเข้าสิงท่านตอนที่ท่านกำลัง..."
"หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว อาชิง"
จูนตวัดเสียงดุ ตัดบทคำพูดของสาวใช้ทันควัน เธอเดินเข้าไปใกล้สาวใช้ พลางก้มลงมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและความมุ่งมั่น
"ข้าไม่ได้ถูกผีที่ไหนเข้าสิงทั้งนั้น ข้าก็คือไป๋ลี่ถิง คุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหวคนเดิมนี่แหละ แต่จำเอาไว้ให้ดีนะ อาชิง นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ไป๋ลี่ถิงคนที่อ่อนแอ ขี้แย และยอมให้คนอื่นเอาเปรียบได้ตายไปแล้วพร้อมกับเชือกเส้นนั้น"
จูนชี้นิ้วไปยังซากเชือกป่านที่กองอยู่บนพื้น ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างมาดมั่น รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และกวนประสาทอย่างถึงที่สุด
"ในเมื่อสวรรค์อุตส่าห์ส่งข้า... เอ้ย ในเมื่อสวรรค์เมตตาต่อชีวิตข้า ให้ข้ารอดพ้นจากความตายมาได้ ข้าก็จะไม่ยอมใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างโง่เขลาและไร้ค่าอีกต่อไป จวนเผิงกวงโหวที่แสนจะเน่าเฟะแห่งนี้ บิดาที่ไร้น้ำยา บรรดาอนุภรรยาที่จองหองพองขน ยัยพี่หญิงรองจอมมารยา และไอ้คู่หมั้นเฮงซวยนั่น ข้าจะถือว่าพวกมันทั้งหมดคือ ความท้าทาย ในการปิดยอดขายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้า"
อาชิงเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนมึนงง ปากอ้าค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ เธอไม่เข้าใจคำศัพท์แปลกประหลาดที่หลุดออกมาจากปากของคุณหนูสามเลยสักคำ ยอดขายคือสิ่งใดกัน แล้วทำไมท่านโหว ฮูหยิน และคุณชายตระกูลโหยวถึงกลายเป็นสิ่งเหล่านั้นไปได้เล่า
"ทะ... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ ข้าน้อยไม่เข้าใจ"
จูนยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ เธอหมุนตัวเดินไปที่หน้าต่างบานพังๆ ที่ลมพัดเข้ามาจนส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด ทอดสายตามองออกไปเบื้องนอก ซึ่งเห็นเพียงสวนดอกไม้ที่แห้งเหี่ยวและกำแพงจวนที่สีลอกหลุดลุ่ย
"ไม่ต้องเข้าใจหรอก อาชิง เจ้าแค่รู้เอาไว้ก็พอว่า ต่อจากนี้ไป ข้า ไป๋ลี่ถิง จะเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ทุกอย่างในชีวิตของข้าเอง ใครที่เคยดูถูกข้า ใครที่เคยเหยียบย่ำข้า ข้าจะเอาคืนพวกมันให้สาสมเป็นร้อยเท่าพันทวี ข้าจะทำให้พวกมันต้องคลานเข่าเข้ามากราบกรานขอร้องข้า จะทำให้พวกมันต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปอย่างเจ็บปวดที่สุด และที่สำคัญที่สุด ข้าจะทำให้จวนเผิงกวงโหวแห่งนี้ กลับมายิ่งใหญ่และร่ำรวยจนพวกเศรษฐีหน้าโง่ทั้งเมืองหลวงต้องอิจฉาตาร้อนจนแทบกระอักเลือดตายเลยคอยดู"
จูนประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย เธอหัวเราะร่วนออกมาอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าแผนการกอบกู้ความยิ่งใหญ่และล้างแค้นได้ถูกร่างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบในหัวของเธอเรียบร้อยแล้ว ชีวิตใหม่ในร่างของคุณหนูตกอับแห่งยุคโบราณ แม้จะมีต้นทุนที่ติดลบ แต่สำหรับยอดนักขายมือทองอย่างจูนแล้ว มันก็แค่เกมธุรกิจฉากใหม่ที่ท้าทายความสามารถระดับเทพของเธอเท่านั้นเอง
อาชิงได้แต่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น พลางลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า สิ่งที่รอดชีวิตจากการผูกคอตายกลับมานั้น คือคุณหนูสามผู้แสนดีและอ่อนแอของเธอ หรือว่าเป็นนางมารร้ายจอมกวนประสาทที่หลุดออกมาจากขุมนรกขุมที่ลึกที่สุดกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด อาชิงก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ร้องเตือนอยู่ลึกๆ ในใจว่า หลังจากนี้เป็นต้นไป จวนเผิงกวงโหวแห่งนี้จะต้องเกิดพายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำจนราบเป็นหน้ากลองอย่างแน่นอน และพายุลูกนั้นก็มีชื่อว่า ไป๋ลี่ถิง คนนี้นี่เอง!