แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้างหนึ่งจะหลุดผึงออกจากบานพับแล้วล้มตึงลงมากระแทกพื้นกระดานเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นละอองสีหม่นฟุ้งกระจายตลบอบอวลจนนางต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกพลางไอโขลกออกมาติดๆ กันหลายครั้ง
นี่หรือคือจวนเผิงกวงโหวอันทรงเกียรติ ยอดนักขายมือทองอย่างนางอยากจะแหงนหน้ามองฟ้าแล้วตะโกนด่าสวรรค์ให้รู้แล้วรู้รอด สภาพของเรือนพักที่นางยืนอยู่นี้อย่าว่าแต่จะเป็นที่อยู่ของชนชั้นสูงเลย แม้แต่ศาลเจ้าชานเมืองที่ถูกทิ้งร้างมาสิบปียังดูมีสง่าราศีมากกว่านี้เสียอีก เสาไม้แต่ละต้นเต็มไปด้วยรอยกัดแทะของปลวกจนเว้าแหว่ง สีแดงที่เคยทาเคลือบไว้ลอกหลุดลุ่ยจนเห็นเนื้อไม้สีซีดจางด้านใน พื้นระเบียงทางเดินก็แอ่นยวบยาบทุกครั้งที่ทิ้งน้ำหนักเท้าลงไป ราวกับพร้อมจะหักโค่นลงมาฝังร่างนางได้ทุกเมื่อ
ไป๋ลี่ถิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้างหน้าเรือนด้วยแววตาว่างเปล่าระคนสังเวชใจ สระบัวขนาดเล็กที่ควรจะร่มรื่นสวยงามกลับกลายเป็นบ่อโคลนตมสีเขียวอี๋ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าตุๆ โชยมาเตะจมูก กอบัวที่แห้งเหี่ยวตายซากชูจงอยสีดำทะมึนราวกับมือของปีศาจร้ายที่กำลังขอส่วนบุญ ต้นหลิวริมสระก็เหลือแต่กิ่งก้านอัปลักษณ์ไร้ใบ มีเพียงใยแมงมุมผืนใหญ่ที่เกาะพันระโยงระยางเป็นอนุสาวรีย์แห่งความขี้เกียจของบ่าวไพร่ในจวนแห่งนี้ นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ลากยาวจนสุดปอด ความรู้สึกหดหู่เกาะกุมจิตใจอย่างหนักหน่วง นี่มันไม่ใช่แค่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่มันคือการเริ่มต้นจากติดลบทะลุลงไปถึงขุมนรกชั้นล่างสุดชัดๆ
อาชิง สาวใช้ตัวน้อยที่เพิ่งวิ่งไปตักน้ำมาให้นางล้างหน้า เดินถืออ่างทองเหลืองบุบๆ บี้ๆ เข้ามาด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ นางแอบลอบมองใบหน้าด้านข้างของคุณหนูสามที่ยืนจ้องมองสระบัวเน่าด้วยสายตาถมึงทึง รังสีอำมหิตบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากร่างบางจนอาชิงรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกสันหลัง คุณหนูของนางเปลี่ยนไปมากจริงๆ ตั้งแต่รอดชีวิตจากการแขวนคอเมื่อวานนี้ ท่าทีหวาดกลัวและเอาแต่ก้มหน้าหลบตาผู้คนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสตรีที่มีแววตาดุดันและท่าทางหยิ่งผยองราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำคอเหยื่อ
“คุณหนูสาม ท่านเป็นอะไรไปหรือไม่เจ้าคะ เหตุใดจึงออกมายืนตากลมอยู่ตรงนี้ ประเดี๋ยวจะจับไข้เอาได้นะเจ้าคะ”
เสียงเล็กๆ ของอาชิงดังขึ้นทำลายความเงียบ ไป๋ลี่ถิงปรายตาหางตามามองสาวใช้ข้างกาย ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน ลมพัดเบาๆ หอบเอากลิ่นเหม็นเขียวจากสระบัวเน่ามากระทบจมูกอีกระลอกจนนางต้องเบ้ปากด้วยความขยะแขยง
“ลมแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกอาชิง แต่ไอ้กลิ่นเน่าๆ ของสระบัวนี่ต่างหากที่กำลังจะทำให้ข้าขาดใจตาย จวนของขุนนางระดับโหว แต่กลับมีสภาพเหมือนกองขยะเทศบาลเช่นนี้ ไม่มีใครคิดจะทำความสะอาดบ้างเลยหรืออย่างไร หรือว่าคนในจวนนี้จมูกบอดกันไปหมดแล้ว”
อาชิงรีบวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ที่ขาเป๋ไปข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว นางก้มหน้างุด สองมือบีบเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ
“โธ่ คุณหนู บ่าวไพร่ในเรือนหลักของเรามีเหลือแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ส่วนใหญ่ก็ถูกบรรดาฮูหยินรองและอนุภรรยาดึงตัวไปรับใช้ที่เรือนอื่นจนหมดสิ้น เงินทองที่จะนำมาจ้างคนงานหรือซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดก็ไม่มี ฮูหยินใหญ่ต้องเจียดเงินเก็บส่วนตัวมาเป็นค่าอาหารในแต่ละวันก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาปรับปรุงจวนล่ะเจ้าคะ”
ไป๋ลี่ถิงเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจระคนหงุดหงิด นางยกมือขึ้นกอดอกพลางใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง สมองของยอดนักขายเริ่มประมวลผลข้อมูลที่ได้รับอย่างรวดเร็ว ฐานะทางการเงินย่ำแย่ ขาดแคลนทรัพยากรบุคคล อำนาจการบริหารจัดการถูกแทรกแซงโดยบุคคลที่สาม นี่มันโครงสร้างของบริษัทที่กำลังจะล้มละลายชัดๆ นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุขึ้นในอก
ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากซักไซ้ไล่เลียงข้อมูลเพิ่มเติมจากอาชิงอยู่นั้นเอง หางตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของสตรีผู้หนึ่งกำลังเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาทางประตูเรือน สตรีผู้นั้นสวมชุดกระโปรงสีน้ำตาลหม่นที่เนื้อผ้าหยาบกระด้างและมีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง รูปร่างของนางผอมโซจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด แววตาอมทุกข์และเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นราวกับนกน้อยที่ตื่นตระหนกตลอดเวลา ทุกย่างก้าวที่เดินดูเชื่องช้าและไร้เรี่ยวแรงราวกับกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักสะบั้นลงเพียงแค่ลมพัดผ่าน
“ถิงเอ๋อร์ ลูกแม่”
เสียงเรียกที่แหบพร่าและสั่นเครือดังหลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากของสตรีผู้นั้น ทันทีที่นางเห็นไป๋ลี่ถิงยืนอยู่กลางลาน น้ำตาหยดใสก็ร่วงเผาะลงมาอาบสองแก้มที่ตอบซูบ นางรีบเร่งฝีเท้าพุ่งเข้ามาหาลูกสาวด้วยความร้อนรน แต่เพราะความอ่อนแอของร่างกายทำให้นางสะดุดเข้ากับก้อนหินที่โผล่พ้นดินขึ้นมาจนเสียหลักล้มคะมำไปข้างหน้าอย่างแรง
ไป๋ลี่ถิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สัญชาตญาณความไวทำให้นางพุ่งตัวเข้าไปรับร่างของสตรีผู้นั้นไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่ใบหน้าของอีกฝ่ายจะกระแทกพื้น น้ำหนักตัวที่โถมทับลงมาบนท่อนแขนของนางนั้นเบาหวิวเสียจนนางแอบตกใจ นี่ไม่ใช่คนแล้ว นี่มันวิญญาณเร่ร่อนชัดๆ สมองของนางดึงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมขึ้นมาซ้อนทับทันที สตรีผู้น่าสงสารที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายกอดนางแน่นอยู่นี้คือ ฮูหยินไป๋ หรือมารดาบังเกิดเกล้าของไป๋ลี่ถิง ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นถึงฮูหยินเอกแห่งจวนเผิงกวงโหว
ฮูหยินไป๋กอดรัดร่างของลูกสาวเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าลูกสาวจะสลายหายไปในอากาศ นางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน น้ำตาเปียกชุ่มทะลุเสื้อผ้าของไป๋ลี่ถิงจนรู้สึกเหนอะหนะ ฝ่ามือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยร่องรอยของการทำงานหนักลูบคลำไปตามใบหน้าและลำคอของลูกสาวอย่างลุกลี้ลุกลน เมื่อสัมผัสโดนรอยช้ำสีม่วงคล้ำจากการถูกเชือกรัดที่ลำคอของไป๋ลี่ถิง ฮูหยินไป๋ก็ยิ่งปล่อยโฮออกมาอย่างหนักหน่วงบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ
“ลูกแม่ เจ้าทำกรรมอะไรไว้ถึงได้คิดสั้นเช่นนี้ หากเจ้าเป็นอะไรไปแล้วแม่จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ข้ามันเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง ปกป้องเจ้าไม่ได้เลย ข้าขอโทษ ถิงเอ๋อร์ ข้าขอโทษ”
เสียงพร่ำเพ้อขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังสลับกับเสียงสะอื้นไห้ ไป๋ลี่ถิงยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นหิน นางไม่คุ้นเคยกับการถูกกอดรัดและร้องไห้ใส่เช่นนี้เลยในชีวิตก่อนหน้านี้ แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยอันบริสุทธิ์ที่ถ่ายทอดออกมาจากร่างที่สั่นเทาของมารดา หัวใจที่แข็งกระด้างของยอดนักขายก็อดไม่ได้ที่จะอ่อนยวบลงเล็กน้อย นางค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังที่ผอมจนคลำเจอกระดูกสันหลังของมารดาเบาๆ เป็นการปลอบประโลม
“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านเห็นหรือไม่ ข้ายังยืนอยู่ตรงนี้ ยังมีชีวิตอยู่ ยังหายใจได้ตามปกติ ท่านเลิกร้องไห้เถิด ประเดี๋ยวจะหมดลมพับไปเสียก่อน”
ไป๋ลี่ถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ดูอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าแววตาของนางกลับฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก นางสังเกตเห็นรอยช้ำสีเขียวจางๆ ที่ข้อมือของมารดาตอนที่ฮูหยินไป๋ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เก่าและบางจนกันลมหนาวแทบไม่ได้ ซ้ำยังมีรอยเย็บปะชุนด้วยด้ายสีที่ไม่เข้ากันอย่างเห็นได้ชัด นี่หรือคือสภาพของนายหญิงใหญ่แห่งจวนขุนนาง มันช่างน่าสมเพชเวทนาจนนางอยากจะเอาหัวโขกเสาเรือนให้รู้แล้วรู้รอด
ฮูหยินไป๋พยายามกลั้นเสียงสะอื้น นางเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวด้วยดวงตาที่บวมเป่งแดงช้ำ มือที่สั่นเทาเอื้อมมาจับมือของไป๋ลี่ถิงเอาไว้แน่นราวกับจะถ่ายทอดความอบอุ่นอันน้อยนิดที่มีอยู่ไปให้
“เจ้าอย่าได้เก็บเรื่องการถอนหมั้นมาใส่ใจอีกเลยนะลูก คนตระกูลโยวเขาตาบอดที่ไม่เห็นค่าของเจ้า พวกเขาไม่คู่ควรกับลูกสาวที่แสนดีของแม่เลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องพี่หญิงรองของเจ้า เจ้าก็... เจ้าก็อย่าไปโกรธเคืองนางเลยนะ ถือเสียว่าทำบุญทำทานให้พวกนางไปเถิด เราสองแม่ลูกอยู่กันอย่างสงบเจียมเนื้อเจียมตัวเช่นนี้ก็ดีแล้ว อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวให้ลำบากใจอีกเลย”
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจากปากของมารดาทำให้เส้นเลือดตรงขมับของไป๋ลี่ถิงเต้นตุบๆ ด้วยความหงุดหงิดระคนเหลืออด นางแทบจะยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองทันทีที่ได้ยินประโยคที่แสนจะพ่ายแพ้และไร้ศักดิ์ศรีเช่นนั้น นี่มันตรรกะวิบัติแบบไหนกัน โดนแย่งคู่หมั้น โดนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนถึงขั้นต้องผูกคอตาย แล้วยังจะให้มานั่งสวดมนต์แผ่เมตตาอโหสิกรรมให้อีกอย่างนั้นหรือ มารดาของนางผู้นี้ช่างเป็นสตรีที่จิตใจดีงามและอ่อนแอจนน่าโมโห อ่อนแอปานเต้าหู้เละๆ ที่แค่เอานิ้วจิ้มก็เละคาปิ่นโตแล้ว
“ท่านแม่ ท่านฟังข้านะ”
ไป๋ลี่ถิงจับไหล่ทั้งสองข้างของมารดาเอาไว้แน่น บังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางตรงๆ แววตาของนางจริงจังและเด็ดขาดจนฮูหยินไป๋ถึงกับผงะไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ
ข้าบอกท่านไว้ตรงนี้เลยว่า ข้าไม่ได้เสียใจเรื่องไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่นแม้แต่นิดเดียว ข้าแค่หน้ามืดชั่วขณะเลยพลาดพลั้งไปเท่านั้น ต่อจากนี้ไป ข้าจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกรังแกและเอาเปรียบอีกแล้ว และท่านเองก็เช่นกัน ท่านเป็นถึงฮูหยินเอก เป็นนายหญิงใหญ่ของจวนนี้ ทำไมท่านถึงต้องยอมให้พวกอนุภรรยาชั้นต่ำพวกนั้นมาเหยียบย่ำข่มเหง ทำไมท่านถึงต้องใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ซอมซ่อในขณะที่พวกนางนุ่งห่มแพรพรรณราคาแพง ท่านไม่รู้สึกเจ็บแค้นบ้างเลยหรืออย่างไร
ฮูหยินไป๋เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง นางรีบยกมือขึ้นปิดปากลูกสาวด้วยความตกใจกลัว สายตาลุกลี้ลุกลนมองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแอบได้ยินเข้า แขนขวาของนางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“ชู่ว ถิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าพูดจาเสียงดังไป ประเดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าจะนำไปฟ้องท่านพ่อของเจ้า แล้วเราจะเดือดร้อนกันหนักกว่าเดิมนะลูก แม่... แม่ไม่ได้ลำบากอะไรเลย เสื้อผ้าพวกนี้ก็ยังใส่ได้ดีอยู่ ส่วนเรื่องพวกอนุ... พวกนางเป็นที่โปรดปรานของท่านพ่อ แม่ไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากให้จวนต้องวุ่นวาย ยอมๆ พวกนางไปเถิดลูกเอ๋ย เพื่อความสงบสุขของพวกเราเอง”
เพื่อความสงบสุขหรือ ไป๋ลี่ถิงแค่นเสียงหัวเราะหยันในลำคออย่างสุดจะทน นางค่อยๆ ดึงมือของมารดาออกจากปากของตนเองอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น ความสงบสุขที่ต้องแลกมาด้วยการกดหัวตัวเองให้ต่ำติดดิน ยอมเป็นพรมเช็ดเท้าให้คนอื่นเหยียบย่ำเล่นตามอำเภอใจเช่นนี้ นางไม่ขอรับไว้เด็ดขาด
“ท่านแม่ ท่านกลับไปพักผ่อนที่เรือนของท่านเถิด ร่างกายท่านอ่อนแอมากแล้ว ไว้ข้าจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ข้าจะไปเยี่ยมท่านเอง”
ไป๋ลี่ถิงเอ่ยตัดบทอย่างรวดเร็ว เพราะนางรู้ดีว่าขืนสนทนากับมารดาผู้มีทัศนคติพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาต่อไป นางคงได้อกแตกตายเสียก่อน นางหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้อาชิงเข้ามาช่วยประคองร่างที่โอนเอนของฮูหยินไป๋ อาชิงรีบเข้ามาประคองผู้เป็นนายหญิงใหญ่ด้วยความระมัดระวัง ฮูหยินไป๋ยังคงหันกลับมามองลูกสาวด้วยสายตาห่วงใยและกังวลใจอย่างสุดซึ้ง แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่เรียบตึงและแววตาที่เด็ดเดี่ยวของไป๋ลี่ถิง นางจึงได้แต่ถอนหายใจยาวและยอมเดินจากไปอย่างเงียบๆ
เมื่อแผ่นหลังที่งองุ้มของมารดาลับสายตาไปแล้ว ไป๋ลี่ถิงก็หมุนตัวขวับกลับมาเผชิญหน้ากับอาชิงที่เพิ่งเดินกลับมาสมทบ นางกอดอกยืนจังก้า สายตาคมกริบจ้องมองทะลุปรุโปร่งไปถึงวิญญาณของสาวใช้ตัวน้อย ทำเอาอาชิงถึงกับสะดุ้งเฮือกและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
“เอาล่ะ อาชิง ตอนนี้เหลือแค่ข้ากับเจ้าแล้ว เจ้าจงเล่าความจริงมาให้หมดเปลือก ห้ามปิดบังแม้แต่ครึ่งคำ บิดาผู้ประเสริฐของข้า ท่านโหวผู้ยิ่งใหญ่แห่งจวนนี้ วันๆ เขามัวทำอะไรอยู่ ถึงได้ปล่อยให้เมียเอกและลูกสาวตกระกำลำบากเหมือนขอทานเช่นนี้ เขาตาบอดหรือว่าสมองกลับกันแน่”
อาชิงหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินคำถามที่แสนจะตรงไปตรงมาและหมิ่นประมาทผู้เป็นนายใหญ่ของจวน นางรีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น สองมือสั่นระริกพนมเข้าหากันพลางละล่ำละลักตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“โธ่ คุณหนูสาม ท่านอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ หากใครมาได้ยินเข้าท่านจะถูกลงหวายเอานะเจ้าคะ ท่านโหว... ท่านโหวไม่ได้ตาบอดหรือสมองกลับหรอกเจ้าค่ะ แต่ท่าน... ท่านเป็นคนรักสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย”
“รักสงบงั้นหรือ”
ไป๋ลี่ถิงเลิกคิ้วสูงอย่างกวนประสาท พลางยกมือขึ้นลูบปลายคางของตนเองเบาๆ เล่ามาให้ละเอียดกว่านี้ อาชิง รักสงบแบบไหนกันแน่
อาชิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดในหัวและเริ่มเล่าเรื่องราวของบิดาบังเกิดเกล้าให้คุณหนูสามฟัง
“ท่านโหวเป็นผู้ที่ชื่นชอบศิลปะและบทกวีมากเจ้าค่ะ วันๆ ท่านจะขลุกอยู่แต่ในห้องหนังสือ แต่งกลอน วาดภาพ และจิบน้ำชา ไม่เคยสนใจเรื่องการบริหารจัดการภายในจวนหรือเรื่องการทำมาค้าขายใดๆ ทั้งสิ้น เงินทองที่ใช้จ่ายในจวนก็มาจากเบี้ยหวัดขุนนางอันน้อยนิดที่ท่านได้รับในแต่ละเดือน ซึ่งมันไม่พอหยิบจ่ายเลยเจ้าค่ะ พอมีปัญหาเรื่องเงินทองหรือเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างบรรดาอนุภรรยา ท่านโหวก็จะทำหน้ารำคาญ ปิดประตูห้องหนังสือขังตัวเองอยู่ข้างใน แล้วตะโกนออกมาบอกว่าให้ฮูหยินใหญ่จัดการเอาเอง แต่พอฮูหยินใหญ่พยายามจะใช้กฎระเบียบจัดการ บรรดาอนุโดยเฉพาะอนุหมินที่เป็นมารดาของพี่หญิงรองก็จะวิ่งไปร้องห่มร้องไห้บีบน้ำตาหน้าห้องหนังสือท่านโหว พอท่านโหวกดดันรำคาญเสียงร้องไห้ ท่านก็จะออกมาต่อว่าฮูหยินใหญ่ว่าไร้เมตตา รังแกคนอ่อนแอ แล้วก็ตัดสินให้อนุหมินเป็นฝ่ายถูกเสมอ สุดท้ายฮูหยินใหญ่ก็ต้องเป็นฝ่ายยอมถอยตลอดมาเจ้าค่ะ”
ไป๋ลี่ถิงฟังจบก็ถึงกับอ้าปากค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนขบขัน นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะปล่อยก๊ากออกมาเสียงดังลั่นลานกว้างอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไป เสียงหัวเราะของนางดังกังวานไปทั่วบริเวณ ทำเอาอาชิงถึงกับสะดุ้งตกใจจนต้องเงยหน้าขึ้นมองคุณหนูของตนด้วยแววตาหวาดหวั่น นี่คุณหนูของนางเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร ถึงได้หัวเราะร่วนออกมาทั้งๆ ที่กำลังฟังเรื่องราวอันแสนจะน่ารันทดของครอบครัวตัวเองอยู่เช่นนี้
“โอ๊ย สวรรค์ นี่ท่านส่งข้ามาเกิดในครอบครัวแบบไหนกันเนี่ย” ไป๋ลี่ถิงเอามือกุมท้องพลางหัวเราะจนน้ำตาเล็ด
“บิดาเป็นตาแก่ขี้ขลาดที่หลบอยู่หลังกระโปรงเมียน้อยและเอาแต่ท่องบทกวีปัญญาอ่อนหนีปัญหา มารดาเป็นคนดีศรีสังคมที่อ่อนแอและยอมคนปานผ้าเช็ดเท้า อนุภรรยาร้ายกาจและมารยาสาไถยเป็นที่หนึ่ง ส่วนพี่สาวต่างแม่ก็เป็นนางจิ้งจอกเก้าหางที่แย่งคู่หมั้นน้องสาวหน้าตาเฉย นี่มันละครน้ำเน่าหลังข่าวชัดๆ บริษัทที่ผู้บริหารระดับสูงไร้น้ำยาและเอาแต่หนีปัญหาแบบนี้ ถ้าเป็นในยุคที่ข้าจากมา มันล้มละลายโดนฟ้องร้องจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงในไปนานแล้ว”
อาชิงนั่งกระพริบตาปริบๆ ฟังคำศัพท์แปลกประหลาดที่หลุดออกมาจากปากคุณหนูสามด้วยความงุนงง บริษัทคือสิ่งใด ผู้บริหารระดับสูงคืออะไร แล้วกางเกงในคืออาภรณ์ชิ้นไหนกัน ทำไมคุณหนูถึงได้พูดจาแปลกประหลาดเช่นนี้
ไป๋ลี่ถิงหยุดหัวเราะ นางค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนหลังตรง สองมือเท้าสะเอวอย่างมาดมั่น แววตาขี้เล่นและขบขันเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เปลี่ยนเป็นความคมกริบและดุดันประดุจใบมีดที่เพิ่งถูกลับมาอย่างดี นางกวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพจวนที่ทรุดโทรมอีกครั้ง แต่คราวนี้สายตาของนางไม่ได้มีแต่ความสังเวชใจอีกต่อไป มันแฝงไปด้วยประกายแห่งความท้าทายและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“เอาล่ะ อาชิง เจ้าลุกขึ้นมาได้แล้ว”
ไป๋ลี่ถิงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด อาชิงรีบพยุงตัวลุกขึ้นยืนก้มหน้าเจียมตัวอยู่ด้านข้างทันที
ในเมื่อบิดาของข้ามันพึ่งพาไม่ได้ มารดาของข้าก็อ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตัวเอง ข้าก็จะไม่ทนรอความตายหรือรอคอยความเมตตาจากใครหน้าไหนอีกต่อไป จวนเผิงกวงโหวแห่งนี้ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ในสภาพนี้ต่อไป มีหวังพวกเราทุกคนได้อดตายหรือถูกพวกอนุภรรยากดขี่จนจมดินแน่ๆ
ไป๋ลี่ถิงเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าสระบัวเน่า นางชี้มือไปยังกอบัวที่ตายซากเหล่านั้นพลางประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องกังวานและเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจระดับสิบกะโหลก
“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ข้า ไป๋ลี่ถิง จะเป็นคนปฏิวัติระบบการบริหารจัดการของจวนแห่งนี้เสียใหม่ ข้าจะถอนรากถอนโคนความเน่าเฟะทั้งหมด ข้าจะฝึกฝนท่านแม่ให้เข้มแข็ง จะดัดนิสัยพวกอนุภรรยาจองหองพวกนั้นให้รู้จักที่ต่ำที่สูง จะทำให้บิดาผู้รักสงบของข้าต้องกระโดดออกมาเต้นแร้งเต้นกา และที่สำคัญ ข้าจะหาเงินเข้าจวนให้มากพอที่จะซื้อจวนใหม่ที่ใหญ่กว่าจวนตระกูลโหยวของไอ้คู่หมั้นเฮงซวยนั่นสักสิบเท่า ข้าจะทำให้ทุกคนที่เคยดูถูกและเหยียบย่ำครอบครัวของข้า ต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาจากข้า ยอดนักขายมือทองอย่างข้า จะไม่ยอมแพ้ให้กับบริษัทที่กำลังจะล้มละลายแห่งนี้เด็ดขาด งานนี้ข้าจะปิดยอดขายความยิ่งใหญ่ให้ดู”
สายลมพัดกระโชกแรงขึ้นราวกับเป็นการตอบรับคำปฏิญาณอันแน่วแน่ของนาง ชายกระโปรงสีเทาหม่นปลิวไสวไปตามแรงลม ใบหน้าที่เคยซีดเซียวบัดนี้กลับมีเลือดฝาดแห่งความมุ่งมั่น อาชิงยืนมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงและดูแข็งแกร่งราวกับภูผาผาของคุณหนูสามด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งหวาดกลัว สับสน แต่ในขณะเดียวกันก็สัมผัสได้ถึงประกายความหวังเล็กๆ ที่จุดประกายขึ้นในใจอย่างเงียบๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นในจวนเผิงกวงโหวแห่งนี้ และพายุลูกใหญ่ที่มีชื่อว่า ไป๋ลี่ถิง ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ