ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมารดาอยู่กลางห้องโถงค่อยๆ ปรายหางตาไปมองยังต้นเสียงด้วยความรำคาญใจขั้นสูงสุด วันนี้นางเพิ่งจะฟื้นคืนชีพกลับมาจากความตายแท้ๆ แต่กลับต้องมารับแขกไม่ได้รับเชิญประดุจพนักงานต้อนรับส่วนหน้าที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้างี่เง่าตลอดทั้งวัน
ผู้ที่ก้าวข้ามธรณีประตูเรือนหลักเข้ามาด้วยท่วงท่าที่พยายามจะดัดให้ดูสง่างามราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิคือ เผิงกวงโหว บิดาบังเกิดเกล้าของไป๋ลี่ถิงและเป็นเจ้าของจวนอันแสนจะซอมซ่อแห่งนี้ ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีต แม้เนื้อผ้าจะไม่ได้ใหม่เอี่ยมอ่องแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านและมีราคาค่างวดแตกต่างจากเสื้อผ้าปะชุนของฮูหยินเอกราวฟ้ากับเหว ในมือของเขากางพัดกระดาษเคลือบน้ำมันที่วาดลวดลายกอไผ่เอาไว้โบกพัดไปมาเบาๆ ทั้งที่อากาศในยามนี้ไม่ได้ร้อนอบอ้าวเลยแม้แต่น้อย
ใบหน้าของเผิงกวงโหวประดับไปด้วยหนวดเคราที่ได้รับการตัดแต่งมาอย่างดี ทว่าคิ้วที่ขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปมและริมฝีปากที่เบ้ลงเล็กน้อยนั้น บ่งบอกถึงความหงุดหงิดขัดใจอย่างปิดไม่มิด เขากวาดสายตามองสภาพเรือนหลักที่เก่าทรุดโทรมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้คือรังหนูที่สกปรกโสมมที่สุดในโลก ก่อนที่สายตาของเขาจะมาหยุดลงที่ร่างของภรรยาเอกและบุตรสาวคนที่สาม
"นี่มันเกิดเรื่องอันใดกัน เสียงเอะอะโวยวายดังทะลุกำแพงไปถึงห้องหนังสือของข้า ข้ากำลังแต่งบทกวีชมจันทร์อยู่เชียว อารมณ์สุนทรีย์ของข้าพังทลายลงหมดสิ้นเพราะพวกเจ้า"
น้ำเสียงของเผิงกวงโหวเต็มไปด้วยความตำหนิติเตียน เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงอาการบาดเจ็บที่ลำคอของบุตรสาวที่เพิ่งจะผูกคอตายเมื่อวานนี้เลยแม้แต่ครึ่งคำ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือความสงบสุขส่วนตัวและการท่องบทกวีอันไร้สาระของเขาเท่านั้น
ฮูหยินไป๋เมื่อเห็นผู้เป็นสามีเดินเข้ามาก็เกิดอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นระริก นางรีบปล่อยมือจากการเกาะกุมของบุตรสาว แล้วก้มหน้าลงต่ำจนคางแทบจะชิดอก สองมือบีบเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า
"ทะ ท่านพี่ ข้าขออภัยที่ทำให้ท่านต้องระคายหูเจ้าค่ะ ไม่มีเรื่องอันใดร้ายแรงหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่..."
"ไม่มีเรื่องอันใดได้อย่างไรกัน"
เผิงกวงโหวตวาดแทรกขึ้นมาทันควันก่อนที่ฮูหยินไป๋จะทันได้พูดจบประโยค เขาสะบัดพัดในมืออย่างแรงจนเกิดเสียงดังพรึ่บ
"เมื่อครู่นี้อนุหมินวิ่งร้องห่มร้องไห้ไปหาข้าที่ห้องหนังสือ นางบอกว่าถูกถิงเอ๋อร์ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ซ้ำยังทำท่าทางจะทำร้ายนางอีกด้วย ฮูหยิน นี่เจ้าอบรมสั่งสอนลูกสาวอย่างไรถึงได้ปล่อยให้ก้าวร้าวไร้มารยาทกับผู้อาวุโสเช่นนี้ สตรีที่ดีต้องรู้จักโอนอ่อนผ่อนตาม ต้องมีเมตตาธรรมในจิตใจ ไม่ใช่ทำตัวเป็นอันธพาลเช่นนี้"
ไป๋ลี่ถิงยืนฟังบิดาเทศนาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าภายในใจของนางกำลังหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง ยอดนักขายมือทองอย่างนางเคยเจอคนประเภทหลีกหนีปัญหาและชอบโยนความผิดให้คนอื่นมาก็มาก แต่คนที่เป็นถึงผู้นำครอบครัวกลับหูเบาเชื่อคำยุยงของเมียน้อยจนหน้ามืดตามัว ซ้ำยังขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงเช่นนี้นางเพิ่งจะเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก
"ผู้อาวุโสหรือเจ้าคะท่านพ่อ"
ไป๋ลี่ถิงเอ่ยสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็น นางก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืดแผ่นหลังตั้งตรงสง่างาม จ้องมองบิดาด้วยดวงตาที่คมกริบประดุจใบมีด
"อนุหมินเป็นเพียงแค่อนุภรรยา มีฐานะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ชั้นสูงในจวนนี้เท่านั้น แต่นางกลับกล้าเดินเชิดหน้าชูตาเข้ามาในเรือนหลัก นั่งบนเก้าอี้โดยที่นายหญิงใหญ่ยังไม่อนุญาต ซ้ำยังพูดจาเยาะเย้ยถากถางเรื่องที่ข้าถูกถอนหมั้นและเรื่องที่ข้าคิดสั้น นางจงใจมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของท่านแม่ถึงที่ หากท่านพ่อคิดว่าการกระทำของนางคือสิ่งที่ผู้อาวุโสพึงกระทำ ถ้างั้นคำว่ามารยาทและกฎระเบียบของจวนโหวแห่งนี้ก็คงจะบิดเบี้ยววิปริตไปหมดแล้วกระมังเจ้าคะ"
คำพูดที่ฉะฉานและมีเหตุผลรองรับอย่างหนักแน่นของไป๋ลี่ถิง ทำเอาเผิงกวงโหวถึงกับชะงักงัน เขาเบิกตากว้างมองบุตรสาวคนที่สามด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง ปกติแล้วบุตรสาวผู้นี้เอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ ไม่เคยกล้าสบตาเขาตรงๆ เลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้นางกลับกล้าต่อล้อต่อเถียง ซ้ำยังยกเอากฎระเบียบของจวนมาอ้างอิงจนเขาแทบจะหาคำมาโต้แย้งไม่ได้
ทว่าความขี้ขลาดและรักความสบายที่ฝังรากลึกอยู่ในกมลสันดานของเผิงกวงโหว ทำให้เขาเลือกที่จะหลับหูหลับตาเมินเฉยต่อความจริง เขาไม่อยากมีปัญหากับอนุหมิน เพราะทุกครั้งที่มีเรื่องขัดใจกัน อนุหมินจะร้องไห้คร่ำครวญเสียงดังลั่นจวนจนเขาปวดหัว ซ้ำนางยังเป็นมารดาของไป๋ลี่ชาน บุตรสาวคนรองที่กำลังจะได้แต่งงานเข้าตระกูลโหยวที่ร่ำรวย เขาจึงเลือกที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ และโยนความผิดทั้งหมดให้กับฝั่งที่อ่อนแอกว่าอย่างฮูหยินเอกเสมอ
"เหลวไหล ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้ใหญ่กว่า เจ้าเป็นเด็กจะไปต่อปากต่อคำกับนางได้อย่างไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็หัดปล่อยวางเสียบ้างเถิด ครอบครัวเดียวกันจะมามัวคิดเล็กคิดน้อยทะเลาะเบาะแว้งกันไปทำไม ความสงบสุขในจวนต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด ทรัพย์สินเงินทองหรือยศถาบรรดาศักดิ์ล้วนเป็นเพียงของนอกกาย ความกลมเกลียวปรองดองต่างหากคือคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต"
เผิงกวงโหวเชิดหน้าขึ้นสูง พลิกแพลงถ้อยคำนำเอาหลักปรัชญาและบทกวีที่สวยหรูมาใช้เป็นข้ออ้างในการปัดสวะให้พ้นตัวอย่างหน้าไม่อาย
ไป๋ลี่ถิงเลิกคิ้วขึ้นสูง นางกอดอกมองบิดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาอย่างปิดไม่มิด ชายผู้นี้ช่างเป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในการบริหารงานอย่างแท้จริง ทฤษฎีสวยหรูแต่การปฏิบัติกลับติดลบ
"ความสงบสุขหรือเจ้าคะท่านพ่อ"
ไป๋ลี่ถิงแค่นเสียงหัวเราะหยันในลำคอ
"ความสงบสุขที่ต้องแลกมาด้วยการให้ภรรยาเอกนุ่งห่มเสื้อผ้าปะชุน ในขณะที่พวกอนุภรรยาสวมใส่ผ้าไหมราคาแพงเดินกรีดกราย ความสงบสุขที่บุตรสาวสายตรงต้องกินข้าวต้มผสมน้ำใสๆ ในขณะที่เรือนของอนุมีเนื้อสัตว์วางเต็มโต๊ะ หากท่านพ่อคิดว่าทรัพย์สินเงินทองเป็นของนอกกาย ถ้างั้นเดือนนี้ท่านพ่อก็ยกเบี้ยหวัดขุนนางทั้งหมดของท่านมาให้ท่านแม่ปรับปรุงซ่อมแซมเรือนหลักที่หลังคารั่วจนจะกลายเป็นบ่อปลาบาดาลแห่งนี้สิเจ้าคะ ในเมื่อมันเป็นของนอกกาย ท่านพ่อผู้ทรงธรรมก็คงจะไม่เสียดายกระมัง"
คำพูดที่แทงใจดำอย่างจังทะลุกลางปล้อง ทำเอาเผิงกวงโหวถึงกับหน้าถอดสี เขาอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะหาคำพูดมาเถียงกลับ แต่สมองอันน้อยนิดที่วันๆ เอาแต่ท่องกลอนชมดอกไม้กลับว่างเปล่า เขาหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายที่ถูกบุตรสาวต้อนให้จนมุมด้วยตรรกะที่เขาไม่สามารถโต้แย้งได้
เผิงกวงโหวรีบหุบพัดกระดาษในมือดังฉับ เขาทำทีเป็นกระแอมไอแก้เกี้ยว ก่อนจะรีบหมุนตัวหันหลังเตรียมจะเดินหนีออกจากเรือนหลักด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน
"ข้า... ข้ามีบทกวีที่ยังแต่งค้างเอาไว้ สนทนากับสตรีที่เอาแต่หมกมุ่นเรื่องเงินทองและของนอกกายเช่นพวกเจ้าช่างไร้รสนิยมสิ้นดี ข้าไปล่ะ ฮูหยิน เจ้าก็อบรมบุตรสาวของเจ้าให้ดีด้วย อย่าให้ไปก่อเรื่องวุ่นวายสร้างความรำคาญให้ผู้อื่นอีก"
พูดจบ เผิงกวงโหวก็รีบก้าวเท้ายาวๆ เดินจ้ำอ้าวหนีออกจากเรือนหลักไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกผีหลอก ทิ้งให้ฝุ่นผงบนพื้นไม้กระดานฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกระลอก
ไป๋ลี่ถิงมองตามแผ่นหลังของบิดาที่หายลับไปตรงหัวมุมระเบียงด้วยแววตาที่เย็นชาและว่างเปล่า นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลากเส้นกากบาทสีแดงตัวโตๆ ทับลงบนชื่อของเผิงกวงโหวในระบบบัญชีรายชื่อบุคคลในสมองของนางทันที ชายผู้นี้ไม่ใช่สินทรัพย์ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้ เขาคือหนี้สินสูญที่รังแต่จะทำให้บริษัทขาดทุนย่อยยับ การจะกอบกู้จวนแห่งนี้ นางต้องพึ่งพาลำแข้งและมันสมองของตัวเองล้วนๆ ขืนรอความหวังจากบิดาจอมขี้ขลาดผู้นี้ มีหวังพวกนางสองแม่ลูกคงได้อดตายกลายเป็นผีเฝ้าเรือนผุๆ แห่งนี้เป็นแน่
ฮูหยินไป๋เมื่อเห็นสามีเดินจากไปแล้ว นางก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ อย่างหมดเรี่ยวแรง ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่หางตาเงียบๆ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเกาะกุมจิตใจของนางอย่างหนักหน่วง สามีที่ควรจะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พักพิง กลับไม่เคยปกป้องนางและลูกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในขณะที่ความเงียบอันน่าอึดอัดกำลังปกคลุมเรือนหลัก อาชิง สาวใช้ตัวน้อยก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจากทางหน้าประตูจวน ในมือของนางประคองกล่องไม้แกะสลักลวดลายดอกโบตั๋นเคลือบเงาอย่างดีกล่องหนึ่งเอาไว้ด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าของอาชิงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและลำบากใจ
"คุณหนูสามเจ้าคะ มีคนจากเรือนของคุณหนูรองนำของสิ่งนี้มาส่งให้เจ้าค่ะ"
อาชิงพูดพลางยื่นกล่องไม้ใบนั้นส่งให้ไป๋ลี่ถิงด้วยมือที่สั่นเทา
ไป๋ลี่ถิงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางรับกล่องไม้ใบนั้นมาถือไว้ในมือ น้ำหนักของมันไม่มากนักแต่สัมผัสของเนื้อไม้บอกให้รู้ว่าเป็นของมีราคา นางค่อยๆ เปิดฝากล่องไม้ออกอย่างช้าๆ
สิ่งที่นอนนิ่งอยู่ภายในกล่องไม้บุผ้ากำมะหยี่สีแดงสดนั้น ไม่ใช่เครื่องประดับล้ำค่า ไม่ใช่ยาสมุนไพรหายาก และไม่ใช่ขนมรสเลิศ แต่มันคือ ผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ผืนยาว ที่ถูกพับเก็บไว้อย่างประณีตบรรจง เนื้อผ้ามันวาวลื่นมือและดูเหนียวแน่นทนทานอย่างยิ่ง ด้านบนของผ้าแพรมีกระดาษแผ่นเล็กๆ วางทับเอาไว้
ไป๋ลี่ถิงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาคลี่อ่าน ลายมือตวัดพลิ้วไหวอย่างวิจิตรบรรจงบ่งบอกถึงการได้รับการศึกษามาอย่างดีของเจ้าของลายมือ เนื้อความในจดหมายเขียนเอาไว้สั้นๆ ว่า
"ได้ข่าวว่าเมื่อวานนี้น้องหญิงสามประสบอุบัติเหตุเชือกขาดกลางคัน พี่หญิงรองรู้สึกเวทนาและเห็นใจยิ่งนัก จึงได้สั่งให้บ่าวไพร่นำผ้าแพรเนื้อดีจากสินสอดที่ตระกูลโหยวเพิ่งส่งมาให้ นำมามอบให้น้องหญิงสาม ผ้าผืนนี้เหนียวทนทานเป็นพิเศษ หวังว่าหากน้องหญิงสามมีความตั้งใจอันใดในคราวหน้า จะได้ไม่เกิดเหตุขัดข้องผิดพลาดให้ต้องอับอายผู้คนอีก ขอให้น้องหญิงสามโชคดี"
ทันทีที่อ่านจบ ฮูหยินไป๋ที่ชะโงกหน้าเข้ามาดูจดหมายด้วยก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น นางอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวดร้าวรานใจอย่างที่สุด นี่มันไม่ใช่ของเยี่ยมไข้ แต่มันคือคำแช่งชักหักกระดูก เป็นการส่งเชือกเส้นใหม่มาให้ลูกสาวของนางผูกคอตายอีกรอบอย่างโจ่งแจ้ง จิตใจของไป๋ลี่ชานผู้นี้ทำด้วยอำมหิตอันใดกัน ถึงได้กล้าเหยียบย่ำซ้ำเติมคนที่กำลังตกต่ำถึงเพียงนี้
อาชิงเมื่อรู้ความหมายของสิ่งของในกล่องก็ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง นางรีบทิ้งตัวลงคุกเข่ากอดขาไป๋ลี่ถิงเอาไว้แน่น
"คุณหนูสาม ท่านอย่าไปสนใจของอัปมงคลพวกนี้นะเจ้าคะ คุณหนูรองใจร้ายใจดำเกินไปแล้ว พวกนางรังแกเราเกินไปแล้วเจ้าค่ะ"
ทว่า ปฏิกิริยาของไป๋ลี่ถิงกลับตรงกันข้ามกับมารดาและสาวใช้โดยสิ้นเชิง นางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้กรีดร้อง และไม่ได้แสดงอาการโศกเศร้าเสียใจเลยแม้แต่น้อย นางกลับก้มหน้ามองผ้าแพรสีขาวในกล่องแล้วแสยะยิ้มกว้างออกมา รอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวจนอาชิงที่นั่งอยู่แทบเท้าถึงกับขนลุกซู่
"ฮ่าๆๆๆๆ"
จู่ๆ ไป๋ลี่ถิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เสียงหัวเราะของนางดังกังวานไปทั่วเรือนหลัก มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนเสียสติ แต่เป็นเสียงหัวเราะของคนที่กำลังรู้สึกสนุกสนานและตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด
"ช่างเป็นการทำการตลาดที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร ยัยพี่หญิงรองจอมมารยาผู้นี้มีหัวการค้าไม่เบา รู้จักใช้จุดอ่อนของคู่แข่งมาเป็นเครื่องมือในการเหยียบย่ำซ้ำเติมเพื่อสร้างความโดดเด่นให้ตัวเอง ถือว่าเป็นการโจมตีทางจิตวิทยาที่เฉียบคมมาก หากเป็นไป๋ลี่ถิงคนเดิมคงได้หยิบผ้าผืนนี้ไปผูกคอตายซ้ำสองสมใจนางเป็นแน่แท้"
ไป๋ลี่ถิงพูดพึมพำกับตัวเองด้วยความชื่นชมในความร้ายกาจของศัตรู ก่อนที่แววตาของนางจะเปลี่ยนเป็นความดุดันและแข็งกร้าวประดุจพญาเสือที่พร้อมจะตะปบเหยื่อ นางหยิบผ้าแพรสีขาวผืนนั้นขึ้นมาสะบัดอย่างแรงจนเกิดเสียงดังพรึ่บ
"อาชิง ลุกขึ้นมา"
ไป๋ลี่ถิงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด อาชิงรีบปาดน้ำตาทิ้งแล้วลุกขึ้นยืนตัวตรงทันที
"เอาผ้าแพรชั้นดีผืนนี้ ไปโยนทิ้งลงในสระบัวเน่าหน้าเรือนเดี๋ยวนี้ ให้พวกบ่าวไพร่ของเรือนอื่นที่แอบดูอยู่มันเห็นกันให้เต็มสองตาว่า ข้า ไป๋ลี่ถิง ไม่ได้ให้ราคากับเศษขยะที่พวกมันส่งมาเยาะเย้ยเลยแม้แต่น้อย"
อาชิงรับผ้าแพรสีขาวมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะรีบวิ่งออกไปที่หน้าลานเรือน แล้วจัดการโยนผ้าแพรผืนงามราคาแพงลิ่วผืนนั้นลงไปในสระบัวที่มีแต่น้ำโคลนสีเขียวอี๋และกลิ่นเหม็นเน่า ผ้าแพรสีขาวค่อยๆ จมลงสู่ก้นสระ กลืนหายไปกับความสกปรกโสมมอย่างไร้ค่า
ไป๋ลี่ถิงเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าประตูเรือน นางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆดำก่อตัวขึ้นลางๆ สายลมพัดกระโชกแรงหอบเอาฝุ่นผงและใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ นางกอดอกยืนจังก้า ท่วงท่าสง่างามและเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีราวกับนางพญาที่กำลังทอดพระเนตรอาณาจักรของตนเอง
"ในเมื่อบิดาพึ่งพาไม่ได้ มารดาก็อ่อนแอเกินไป ศัตรูก็รายล้อมอยู่รอบทิศ ถ้างั้นข้าก็จะใช้สองมือของข้านี่แหละ พลิกฟื้นกิจการจวนเผิงกวงโหวที่กำลังจะล้มละลายแห่งนี้ให้กลับมายิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกครั้ง ข้าจะทำให้ไอ้คู่หมั้นตาถั่วนั่นต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้ข้าชายตามอง ข้าจะทำให้ยัยพี่หญิงรองจอมมารยาต้องกระอักเลือดตายด้วยความอิจฉาริษยา ข้า ไป๋ลี่ถิง ยอดนักขายมือทอง จะขอประกาศเปิดตัวเข้าสู่สมรภูมิการค้าแห่งยุคโบราณอย่างเป็นทางการตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ใครที่มันขวางทางรวยของข้า ข้าจะเหยียบมันให้จมดินไม่ให้เหลือแม้แต่ซากเลยคอยดู"
เสียงประกาศกร้าวของไป๋ลี่ถิงดังก้องกังวานแข่งขันกับเสียงลมพัดกระโชกแรง ดวงตาของนางเปล่งประกายเจิดจ้าด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานที่ไม่มีวันดับมอด การต่อสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและสร้างความมั่งคั่งในโลกใบใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง และมันจะต้องเป็นการปิดยอดขายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน