แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกร้าว ทอดตัวเป็นลำแสงสีทองอาบไล้ฝุ่นละอองที่ล่องลอยคว้างอยู่กลางอากาศภายในห้องนอนของฮูหยินเอกแห่งจวนเผิงกวงโหว ไป๋ลี่ถิงยืนท้าวสะเอวอยู่กลางห้องด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมงผิดวิสัยสตรีในห้องหอ นางเพิ่งจะส่งมารดาเข้านอนพักผ่อนหลังจากเหตุการณ์ปะทะอารมณ์อันดุเดือดเมื่อช่วงสาย บัดนี้ถึงเวลาที่ยอดนักขายมือทองอย่างนางจะต้องเริ่มต้นกอบกู้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้อย่างจริงจังเสียที
เป้าหมายแรกในการทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ตามคือเงินทุนหมุนเวียน นางต้องการเงินก้อนแรกเพื่อนำไปต่อยอดและสร้างผลกำไรให้งอกเงย หากไม่มีเงินทุน ไม่ว่าจะมีแผนการตลาดยอดเยี่ยมเลิศเลอเพียงใดก็เป็นได้แค่เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น ไป๋ลี่ถิงสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด กลิ่นอับชื้นของไม้ผุพังและกลิ่นเก่าเก็บของเสื้อผ้าที่ซักจนซีดจางลอยปะทะจมูก แต่นางหาได้สนใจไม่ ดวงตากลมโตที่บัดนี้แฝงไปด้วยประกายความเจ้าเล่ห์และมุ่งมั่นกวาดมองไปรอบห้องอย่างประเมินมูลค่า
นางเริ่มต้นปฏิบัติการรื้อค้นอย่างเป็นระบบระเบียบเยี่ยงนักตรวจสอบบัญชีมืออาชีพ สองมือที่เคยบอบบางและเอาแต่จับพู่กันวาดภาพของไป๋ลี่ถิงคนเดิม บัดนี้กำลังดึงลิ้นชักตู้ไม้สลักลายที่สีถลอกปอกเปิกออกมาทีละชั้นอย่างแข็งขัน ลิ้นชักแรกเปิดออกมาพร้อมกับเสียงไม้เสียดสีกันดังกึกกัก ภายในมีเพียงเศษผ้าปะชุนชิ้นเล็กชิ้นน้อยและด้ายสีหม่นสองสามม้วน นางเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะกระแทกปิดมันกลับเข้าไปแล้วดึงลิ้นชักที่สองออกมา คราวนี้มีเพียงความว่างเปล่าและซากแมงมุมแห้งกรอบที่ร่วงหล่นลงมาตรึงสายตา นางไม่ย่อท้อ เดินหน้าต่อไปยังหีบไม้ใบใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ฝาหีบหนักอึ้งถูกดันเปิดออกอย่างยากลำบาก ฝุ่นควันฟุ้งกระจายจนนางต้องเบือนหน้าหนีพลางไอโขลกออกมาหลายครั้ง แต่เมื่อฝุ่นจางลง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุดที่เนื้อผ้าบางเบาจนแทบจะมองทะลุได้
อาชิง สาวใช้ตัวน้อยที่ยืนหดหัวอยู่หน้าประตูห้องมองการกระทำของคุณหนูสามด้วยความตื่นตระหนกตกใจ นางยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นผีสางเทวดา คุณหนูของนางกำลังทำสิ่งใดกัน เหตุใดจึงรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจายประดุจโจรปล้นจวนเช่นนี้ ท่าทางที่ก้มๆ เงยๆ มุดเข้าใต้เตียงบ้าง ปีนขึ้นไปดูบนหลังตู้บ้าง ช่างห่างไกลจากคำว่ากุลสตรีผู้เพียบพร้อมอย่างสิ้นเชิง
"คุณหนูสาม ท่านกำลังหาอันใดอยู่หรือเจ้าคะ ให้บ่าวช่วยหาหรือไม่เจ้าคะ"
อาชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางก้าวเท้าเข้ามาในห้องอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ไป๋ลี่ถิงผุดลุกขึ้นจากใต้โต๊ะเครื่องแป้งเก่าคร่ำคร่า เส้นผมที่เคยมัดไว้หลุดลุ่ยชี้ฟูเล็กน้อย ใบหน้าเนียนมีคราบฝุ่นเกาะเป็นรอยดำที่แก้มซ้าย แต่นางหาได้ใส่ใจความสวยงามในเวลานี้ไม่ นางหันมามองหน้าสาวใช้พลางปัดฝุ่นออกจากมือทั้งสองข้างด้วยท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่าน
"หาเงินน่ะสิ หาของมีค่า หาทอง หาหยก หาเครื่องประดับ หรืออะไรก็ได้ที่พอจะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินตราได้ จวนระดับโหวที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มันต้องมีสมบัติซุกซ่อนอยู่บ้างสิ นี่ข้ารื้อจนจะรื้อพื้นกระดานขึ้นมาดูอยู่แล้ว ทำไมถึงเจอแต่ขยะกับซากแมลงตายล่ะอาชิง สมบัติของท่านแม่หายไปไหนหมด สินเดิมตอนแต่งงานของท่านแม่เล่า อยู่ที่ใด"
คำถามที่ยิงรัวเป็นชุดราวกับหน้าไม้ของคุณหนูสามทำเอาอาชิงถึงกับสะดุ้งเฮือก สาวใช้ตัวน้อยก้มหน้างุด น้ำตาเริ่มปริ่มขอบตาด้วยความอึดอัดใจ นางค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นไม้กระดาน สองมือจับชายกระโปรงสีซีดของตนเองเอาไว้แน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้าในการตอบคำถามที่แสนจะบาดใจนี้
"โธ่ คุณหนูสามเจ้าคะ ของมีค่าอันใดกันเล่าเจ้าคะ ไม่มีเหลือตกทอดมาถึงเรือนหลักตั้งนานแล้วเจ้าค่ะ"
อาชิงสะอื้นไห้เบาๆ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความรันทดและคับแค้นใจแทนผู้เป็นนาย
ไป๋ลี่ถิงเลิกคิ้วสูงจนแทบจะกลืนหายเข้าไปในไรผม นางเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าสาวใช้ กอดอกจังก้าพลางหรี่ตามองอย่างจับผิด
"ไม่มีเหลือหมายความว่าอย่างไร จวนโหวแต่งฮูหยินเอกเข้าจวนทั้งที ตระกูลเดิมของท่านแม่ก็ไม่ใช่ตระกูลไพร่ไร้สกุล ย่อมต้องมีสินเดิมติดตัวมาไม่น้อย แล้วของพวกนั้นมันงอกขาเดินหนีออกจากจวนไปเองได้หรืออย่างไร เล่ามาให้ละเอียด ห้ามข้ามแม้แต่ประโยคเดียว"
อาชิงเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่ดุดันเอาเรื่องของคุณหนูสาม นางกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ก่อนจะเริ่มสาธยายวีรกรรมอันแสนจะหน้าด้านหน้าทนของบรรดาอนุภรรยาให้ฟังอย่างหมดเปลือก
"สินเดิมของฮูหยินใหญ่มีมากมายจริงๆ เจ้าค่ะ ตอนแต่งเข้ามาใหม่ๆ มีทั้งหีบผ้าไหม หีบเครื่องประดับทองคำ หยกเนื้อดี และแจกันลายครามโบราณ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ท่านโหวไม่สนใจดูแลเรือนหลัก ปล่อยให้ฮูหยินใหญ่ต้องจัดการค่าใช้จ่ายเอง เงินเบี้ยหวัดก็ไม่พอ ฮูหยินใหญ่จึงต้องทยอยนำสินเดิมออกไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อข้าวสารกรอกหม้อให้พวกเราได้กินประทังชีวิตเจ้าค่ะ"
ไป๋ลี่ถิงพยักหน้าช้าๆ รับฟังด้วยความปวดร้าวในใจ การต้องขายสมบัติเก่ากินเพื่อประทังชีวิตคือจุดต่ำสุดของการบริหารจัดการครอบครัว แต่นางรู้ดีว่าเรื่องราวมันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่เลวร้ายกว่านั้น นางพยักพเยิดหน้าให้อาชิงเล่าต่อไป
"แต่นั่นยังไม่หมดเจ้าค่ะ สิ่งที่ทำให้สมบัติร่อยหรอไปอย่างรวดเร็วที่สุดคือพวกอนุภรรยาเจ้าค่ะ โดยเฉพาะอนุหมินกับอนุเจียว พวกนางมักจะอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อมาหยิบยืมของมีค่าจากฮูหยินใหญ่ไป เมื่อปีกลาย อนุหมินอ้างว่าต้องไปร่วมงานเลี้ยงของภรรยาท่านราชครู นางไม่มีเครื่องประดับที่สมฐานะ จึงมาร้องไห้คร่ำครวญหน้าเรือน ขอยืมปิ่นหยกสลักลายหงส์ของฮูหยินใหญ่ไปใส่ ฮูหยินใหญ่ทนรำคาญไม่ไหวจึงให้ยืมไป แต่จนบัดนี้นางก็ยังไม่นำมาคืนเลยเจ้าค่ะ พอไปทวงถาม นางก็แสร้งทำเป็นจำไม่ได้ ซ้ำยังบอกว่าฮูหยินใหญ่ยกให้นางเป็นของขวัญแล้ว"
เส้นเลือดตรงขมับของไป๋ลี่ถิงเริ่มเต้นตุบๆ ด้วยความโกรธจัดที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น นางกัดฟันกรอดจนเกิดเสียงดังกึก
"ยังมีอีกนะเจ้าคะ แจกันลายครามโบราณคู่ที่เป็นของรักของหวงของฮูหยินใหญ่ อนุเจียวก็ให้บ่าวไพร่มายกไปหน้าตาเฉย โดยอ้างว่าท่านโหวสั่งให้นำไปประดับที่เรือนของนางเพื่อเสริมฮวงจุ้ยให้ท่านโหวมีโชคลาภ ฮูหยินใหญ่ไม่กล้าขัดคำสั่งท่านโหวจึงต้องปล่อยไป แล้วก็ยังมีหีบผ้าไหมเนื้อดีที่อนุหมินบอกว่าจะนำไปตัดชุดให้คุณหนูรองใส่ไปอวดคุณชายโหยวคู่หมั้นของนาง... เอ้อ คู่หมั้นของท่านในตอนนั้น พวกนางเอาไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่เศษผ้าให้เรือนหลักเลยเจ้าค่ะ"
อาชิงเล่าจบก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ความอัดอั้นตันใจที่เก็บสะสมมานานหลายปีพรั่งพรูออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา
ส่วนไป๋ลี่ถิงนั้น ยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งไปแล้ว ทว่าภายในใจของนางกำลังเดือดปุดๆ ประดุจน้ำในหม้อที่ถูกต้มด้วยไฟนรกกัลป์ ใบหน้าที่เคยงดงามอ่อนหวานบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธแค้นขั้นสุดยอด นางหลับตาลงแน่น พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติสัมปชัญญะไม่ให้ระเบิดออกมาอาละวาดพังเรือนแห่งนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง
"ยืมไปไม่คืน อ้างคำสั่งสามีมาปล้นทรัพย์ แย่งสมบัติเมียหลวงไปตัดชุดให้ลูกสาวตัวเองไปอ่อยผู้ชาย"
ไป๋ลี่ถิงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบจนน่าขนลุก นางลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาของนางเปล่งประกายวาวโรจน์ไปด้วยไฟแห่งการล้างแค้น
"นี่มันไม่ใช่การข่มเหงรังแกธรรมดาแล้ว แต่มันคือการยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์ และฉ้อโกงอย่างโจ่งแจ้ง บริษัทไหนปล่อยให้พนักงานระดับล่างมาปล้นทรัพย์สินของประธานบริษัทไปหน้าตาเฉยแบบนี้ มันต้องฟ้องร้องให้ล้มละลาย ติดคุกหัวโตกันไปข้างหนึ่ง พวกนางกล้าดีอย่างไรมาสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวของข้าจนหมดตัวเช่นนี้"
นางเดินวนไปวนมากลางห้องราวกับเสือที่ถูกขังอยู่ในกรง มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ สมองอันปราดเปรื่องของยอดนักขายกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง เมื่อไม่มีเงินทุน ไม่มีสมบัติให้แปลงเป็นทุน ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการสร้างรายได้จากอากาศธาตุ การจับเสือมือเปล่า การใช้ความสามารถทางการพูดและสมองอันชาญฉลาดเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจ
"ได้ ในเมื่อไม่มีของให้ขาย ข้าก็จะขายความสามารถ ขายไอเดีย ขายบริการ หรือขายอะไรก็ตามที่ข้าสามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยสองมือและหนึ่งสมองนี้แหละ จวนเผิงกวงโหวต้องมีรายได้เข้ามาก่อนที่พวกเราจะแห้งตายเป็นผีเฝ้าเรือนผุๆ นี่"
ไป๋ลี่ถิงหยุดเดิน นางหันขวับมามองอาชิงที่ยังคงนั่งสะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น แววตาของนางมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวจนอาชิงต้องหยุดร้องไห้กะทันหัน
"อาชิง เจ้าหยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ น้ำตาของเจ้าไม่ช่วยให้ท้องเราอิ่มหรือทำให้สมบัติกลับคืนมาได้หรอก จงฟังข้าให้ดี ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะเริ่มต้นทำธุรกิจ ข้าจะออกไปสำรวจตลาดในเมืองหลวง ดูว่าผู้คนต้องการสิ่งใด ขาดแคลนสิ่งใด และข้าจะนำสิ่งนั้นไปเสนอขายให้พวกเขา ข้าจะกอบโกยเงินทองทั้งหมดกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้เรือนหลักแห่งนี้ พวกอนุหมินอนุเจียวจะต้องอิจฉาตาร้อนจนแทบกระอักเลือดเมื่อเห็นความร่ำรวยของพวกเรา"
คำประกาศกร้าวของคุณหนูสามทำเอาอาชิงถึงกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง สาวใช้ตัวน้อยเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ปากอ้าค้างจนกรามแทบหลุด นางแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าสตรีสูงศักดิ์ระดับคุณหนูจวนโหวจะเอ่ยปากพูดเรื่องการออกไปทำมาค้าขายเยี่ยงแม่ค้าในตลาดสดเช่นนี้
"มะ... ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนูสาม ท่านจะทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด"
อาชิงละล่ำละลักห้ามปรามเสียงหลง นางรีบคลานเข่าเข้าไปเกาะขาไป๋ลี่ถิงเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าคุณหนูของนางจะวิ่งออกไปตั้งแผงขายของเสียเดี๋ยวนี้ ใบหน้าของสาวใช้เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและเหงื่อแห่งความหวาดกลัว
"ท่านเป็นสตรีในห้องหอ เป็นถึงคุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหวอันทรงเกียรติ กฎระเบียบและธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณกาลกำหนดไว้ชัดเจนว่า สตรีชั้นสูงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ฝึกฝนงานปักสะดึง ท่องจำตำราคุณธรรมสตรี รอคอยวันที่จะแต่งงานออกไปเป็นภรรยาที่ดี การออกไปเดินเร่ขายของตามท้องถนน เจรจาพาทีกับบุรุษแปลกหน้า เป็นเรื่องที่ผิดผี ผิดธรรมเนียมอย่างร้ายแรงนะเจ้าคะ หากมีคนนอกรู้เข้า ชื่อเสียงของท่านจะป่นปี้ไม่มีชิ้นดี จะถูกผู้คนครหาติฉินนินทาว่าเป็นสตรีไร้ยางอาย ซ้ำร้ายหากท่านโหวทราบเรื่อง ท่านจะต้องถูกลงโทษทัณฑ์อย่างหนัก อาจจะถึงขั้นถูกเฆี่ยนตีด้วยหวายจนหลังลาย หรือถูกจับขังในศาลรรพชนไปตลอดชีวิตเลยนะเจ้าคะ คุณหนู ท่านอย่าคิดสั้นทำเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ บ่าวขอร้อง"
อาชิงพร่ำพรรณนาถึงความน่าสะพรึงกลัวของบทลงโทษทางสังคมและกฎของตระกูลยาวเหยียดประดุจสายน้ำหลาก นางก้มศีรษะลงโขลกกับพื้นกระดานดังโป๊กๆ เพื่อขอร้องอ้อนวอนให้ผู้เป็นนายเปลี่ยนใจ ความคิดที่จะให้สตรีชั้นสูงออกไปทำมาค้าขายนั้น เป็นสิ่งที่เกินกว่าสติปัญญาและกรอบความเชื่อของคนในยุคนี้จะรับได้ มันคือความวิปริตผิดเพี้ยนอย่างที่สุดในสายตาของสาวใช้ผู้ซื่อสัตย์
ไป๋ลี่ถิงยืนฟังคำทัดทานอันยืดยาวของอาชิงด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นหรือสลดใจใดๆ ทั้งสิ้น นางปล่อยให้อาชิงโขลกหัวจนพอใจ ก่อนจะค่อยๆ ก้มตัวลงไปจับไหล่ทั้งสองข้างของสาวใช้แล้วดึงให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากัน
ดวงตาของไป๋ลี่ถิงไม่ได้มีความโกรธเคืองที่สาวใช้ขัดคำสั่ง แต่กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความกวนประสาทและเย้ยหยันต่อกฎเกณฑ์อันคร่ำครึของโลกใบนี้ นางเหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้มองรู้สึกถึงความอันตรายและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน
"ธรรมเนียมประเพณีงั้นหรือ กฎระเบียบของสตรีในห้องหองั้นหรือ"
นางทวนคำพูดของอาชิงด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะแค่นเสียงดัง หึ ออกมาทางจมูกอย่างจงใจเหยียดหยาม
"อาชิง เจ้าจงแหกตาดูสภาพของเรือนที่เรายืนอยู่นี่สิ ดูหลังคาที่รั่วจนจะเห็นดวงดาว ดูพื้นกระดานที่ผุจนจะทะลุลงไปถึงชั้นบาดาล ดูเสื้อผ้าปะชุนที่ท่านแม่สวมใส่ แล้วตอบข้ามาสิว่า ไอ้ธรรมเนียมประเพณีอันสูงส่งที่เจ้าเทิดทูนนักหนาน่ะ มันเคยเสกข้าวสารลงหม้อให้พวกเรากินอิ่มไหม มันเคยปกป้องท่านแม่จากการถูกพวกอนุชั้นต่ำด่าทอเหยียบย่ำหรือไม่ มันเคยทำให้บิดาผู้ทรงเกียรติของข้าหันมาเหลียวแลพวกเราบ้างไหม"
คำถามที่แทงใจดำและตรงไปตรงมาทำเอาอาชิงถึงกับสะอึก นางอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะหาเหตุผลมาโต้แย้ง แต่กลับพบว่าตนเองไม่มีคำตอบใดๆ ที่จะเอาชนะความจริงอันโหดร้ายนี้ได้เลย
"ความจริงก็คือ กฎพวกนั้นมันมีไว้เพื่อกดขี่ให้สตรีอ่อนแอและยอมจำนนต่อโชคชะตา มีไว้เพื่อควบคุมให้พวกเรากลายเป็นทาสรับใช้ที่ไร้ปากเสียง แต่ข้า ไป๋ลี่ถิงผู้นี้ จะไม่ยอมตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์งี่เง่าพวกนั้นเด็ดขาด ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้ ชื่อเสียงจอมปลอมที่ไม่มีใครเห็นหัว ข้าจะโยนมันทิ้งลงสระบัวเน่าหน้าเรือนให้หมด"
ไป๋ลี่ถิงสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ท่วงท่าของนางดุดันและเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจการตัดสินใจเด็ดขาด
"สตรีชั้นสูงห้ามค้าขายงั้นหรือ ข้าก็จะค้านี่แหละ ข้าจะขายทุกอย่างที่ขวางหน้า ข้าจะใช้ความกะล่อน ความเจ้าเล่ห์ และวาทศิลป์อันเป็นเลิศของข้า โน้มน้าวให้ผู้คนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ข้าด้วยความเต็มใจ ต่อให้ต้องขายทรายให้คนในทะเลทราย ขายหวีให้พระธุดงค์ ข้าก็จะทำให้ดู การนั่งพับเพียบร้อยพวงมาลัยรอคอยความตายอยู่ในเรือนผุๆ แห่งนี้ต่างหากที่เรียกว่าไร้ยางอาย ไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง"
นางก้าวประชิดตัวอาชิง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ยังคงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงของสาวใช้ แววตาของนางบัดนี้ไม่มีความลังเลแม้แต่นิดเดียว
"ส่วนเรื่องที่ท่านโหวจะลงโทษข้านั้น เจ้ายิ่งไม่ต้องกังวล หากข้าหาเงินมาได้ก้อนโต เอาทองคำมากองตรงหน้าเขา ตาแก่หน้าเงินที่แสร้งทำตัวเป็นบัณฑิตรักสงบนั่น จะต้องรีบเปลี่ยนกฎของจวนและตั้งป้ายเชิดชูเกียรติให้ข้าเป็นเทพธิดาแห่งความมั่งคั่งประจำตระกูลอย่างแน่นอน โลกนี้มันขับเคลื่อนด้วยเงินตรา อาชิงเอ๋ย เงินคืออำนาจ เงินคือความถูกต้อง และยอดนักขายมือทองอย่างข้า ก็คือผู้ที่จะกุมอำนาจนั้นไว้ในกำมือ"
ไป๋ลี่ถิงยืดตัวขึ้นยืนหลังตรงสง่างาม แขนทั้งสองข้างกางออกเล็กน้อยราวกับกำลังเปิดรับความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า แสงแดดที่สาดส่องลงมากระทบใบหน้าของนางทำให้ดูเปล่งประกายเจิดจ้าประดุจดวงอาทิตย์ที่กำลังจะแผดเผาความยากจนและกฎเกณฑ์เก่าแก่ให้เป็นจุณ
"เตรียมตัวให้พร้อมเถิดอาชิง พรุ่งนี้เช้าตรู่ เราสองคนจะแปลงโฉมเป็นบุรุษหนุ่ม แล้วออกไปถล่มตลาดเมืองหลวงให้ราบเป็นหน้ากลอง มหกรรมการค้าขายที่กวนประสาทและทำกำไรมหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์แคว้นนี้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ใครที่มันกล้ามาขวางทางรวยของข้า ข้าจะด่ามันให้ลืมวิธีหายใจไปเลยคอยดู ฮ่าๆๆๆ"
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและหลงตัวเองของไป๋ลี่ถิงดังก้องกังวานไปทั่วเรือนหลัก ทำเอาฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่อคานถึงกับร่วงกราวลงมาอีกรอบ อาชิงได้แต่นั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น มือทั้งสองข้างยกขึ้นกุมขมับอย่างคนสิ้นหวัง นางรู้ชะตากรรมของตนเองแล้วว่า นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตอันเงียบสงบและน่าเบื่อหน่ายของสตรีรับใช้ในเรือนหลังได้จบสิ้นลงแล้ว นางกำลังถูกดึงเข้าไปพัวพันกับพายุบุรีกรรมอันบ้าคลั่งของคุณหนูสาม ผู้ซึ่งประกาศกร้าวว่าจะแหกทุกกฎเกณฑ์เพื่อเงินตรา อาชิงลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ สวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจขอให้พรุ่งนี้นางและคุณหนูรอดชีวิตกลับมาครบสามสิบสองประการโดยไม่ถูกใครจับโยนลงน้ำทิ้งเสียก่อน การผจญภัยในโลกธุรกิจยุคโบราณของเซลส์สาวสุดกวนกำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!