อาศัยนอนบ้านพี่ปายหนึ่งคืน พอเช้าฉันก็ตื่นตั้งแต่หกโมงเพื่อกลับหอ โชคดีที่ในหมู่บ้านมีบริการเรียกแท็กซี่ให้มารับถึงหน้าบ้าน ฉันจึงไม่จำเป็นต้องเดินออกไปโบกรถที่หน้าหมู่บ้าน
หอพักที่ฉันพักอยู่เป็นหอพักรวมซึ่งฉันพักอยู่ที่นี่มาตลอดสามปีไม่เคยย้ายไปไหน ดังนั้นจึงค่อนข้างสนิทกับป้าหอและลุงยามในระดับหนึ่ง เวลาออกหอหรือเข้าหอฉันจึงมักจะทักทายป้าหอกับลุงยามตลอด วันนี้ก็เช่นกันพอกลับมาถึงหอฉันก็ทักทายป้าหอตามปกติ
“อ้าว หนูใบชา ไปไหนมาแต่เช้า ป้านึกว่าหนูยังไม่ได้ลงมาซะอีก” ป้าหอถามฉันด้วยสีหน้าสงสัย
“เมื่อคืนหนูไปนอนกับเพื่อนมาค่ะ ป้าเอมกินข้าวหรือยัง” ฉันถามไปตามปกติของฉัน แต่ป้าหอกลับขมวดคิ้วทำหน้าแปลกๆ
“ไปนอนกับเพื่อน? แล้วหนูไม่ได้บอกแฟนหรอลูก เมื่อคืนป้าก็เห็นมาหารอบหนึ่ง เมื่อตะกี้ก็มาอีกรอบ ป้าเลยนึกว่าหนูอยู่บนห้องซะอีก”
“แฟน? ชินอยู่ข้างบนหรอคะป้า” ฉันชะงักไปทันที
“เพิ่งขึ้นไปก่อนหน้าเรามาถึงเนี่ย”
“...”
ฉันเม้มปากแน่น ลังเลขึ้นมาควรจะขึ้นไปอยู่ไหม หรือจะรอให้เขากลับไปก่อน เพราะตอนนี้ฉันยังไม่อยากเจอหน้าชินเลย ถ้าทำได้ฉันก็อยากให้เขาหายๆ ไปเลยมากกว่า ทำเหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ไปเลยได้ก็ยิ่งดี
เอาไงดีวะ
“ทะเลาะกันหรอลูก” ป้าหอถาม
ก่อนหน้านี้ตอนที่ความสัมพันธ์ของฉันกับชินยังดี ฉันเคยเล่าเรื่องชินให้ป้าหอฟังหลายครั้ง บวกกับที่ชินเคยมาส่งฉันที่หอเกือบทุกอาทิตย์ ป้าหอเลยรู้จักชินไปด้วย เพียงแต่ปกติฉันไม่ค่อยให้ชินขึ้นไปบนห้องสักเท่าไหร่ เพราะอยากหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องอยู่สองต่อสอง พอเขามาหาฉันแล้วเดินขึ้นไปบนห้องติดๆ กันสองรอบแบบนี้ ป้าหอเลยสงสัย
“ค่ะ ประมาณนั้น” ฉันตอบไม่เต็มปาก
“ค่อยๆ คุยกันนะ เดี๋ยวก็ดีกันแล้ว”
ดีไม่ไหวแล้วค่ะป้า ถ้าหนูยังกลับไปดีกับชินหนูยอมเป็นหมูดีกว่า
“ป้าเอมคะ วันนี้หนูว่าง หนูช่วยรีดผ้าดีไหมคะ”
ด้านข้างห้องออฟฟิศเป็นร้านซักรีดของป้าหอที่แกเปิดไว้หารายได้พิเศษจากคนในหอ แล้วฉันก็เคยมาทำงานรับจ้างแกรีดผ้าอยู่หลายครั้ง
“ได้สิ จะมาตอนไหนล่ะ” ป้าหอถามอย่างแปลกใจ เพราะแกรู้ดีว่าฉันมีปัญหาเรื่องเงิน ซึ่งฉันเนี่ยแหละคนเล่าให้แกฟังอีกตามเคย
เอาจริงๆ นะ ทุกวันนี้ป้าหอกับลุงยามสองคนนี้เหมือนได้กลายเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของฉันไปแล้ว อาจจะเป็นเพราะฉันไม่มีใครด้วย เวลามีเรื่องไม่สบายใจอะไรที่สามารถปรึกษาแกได้ จึงเอามาปรึกษาแกตลอด ป้าหอก็ใจดีแกมักจะรับฟังและช่วยให้คำแนะนำดีดีมาตลอด
“ตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ” ฉันว่าแล้วเดินเข้าไปในร้านซักรีด ป้าหอมองตามฉันไปด้วยสีหน้างงมากกว่าเดิม
“แล้วหนูชาไม่ขึ้นไปหาแฟนก่อนหรอ”
“คือ.. ป้าเอม จริงๆ แล้วหนูไม่ได้ทะเลาะกับชินหรอกค่ะ แต่เลิกกับเขาแล้ว” ฉันหยิบเตารีดกับที่รีดผ้าออกมา แล้วตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกไป
“อ้าว ทำไมล่ะ หนุ่มน้อยคนนั้นก็น่ารักดีนี่”
“เมื่อวานตอนเช้า หนูไปเจอเขามีอะไรอยู่กับผู้หญิงคนอื่นนะสิ เลยเลิกไปแล้ว” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะเล่าเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่
“ห๊า ไอ้หนุ่มน้อยนั่นนะ ... ป้าไม่อยากเชื่อเลย แล้วหนูเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นไหม รู้หรือเปล่าว่าเป็นใคร”
เห็นค่ะ รู้ดีเลยว่าเป็นใคร แถมยังตบเธอจนเลือดกลบปากอีกด้วย แต่หนูบอกป้าไม่ได้หรอก ว่าผู้หญิงคนนั้นคือยัยพัชชา เพื่อสนิทของหนูที่ป้าก็รู้จัก
“เห็นค่ะ แต่ไม่รู้จัก” ฉันโกหก เพราะไม่อยากพูดเรื่องนี้อีกเลยเลือกที่จะโกหก
“เฮ้อ คนเราสมัยนี้เนี่ยนะ ช่างเถอะๆ หนูชาหลบอยู่นี่ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวไอ้หนุ่มน้อยคนนั้นกลับไปแล้วป้าจะมาบอก”
ป้าหอบ่นเล็กน้อย แล้วกลับไปทำงานของแก ส่วนฉันก็หยิบเสื้อผ้าบนราวแขวนที่ซักแล้วออกมารีดเพื่อฆ่าเวลารอชินกลับไปก่อน จนกระทั่งเกือบสิบโมงป้าหอถึงได้เดินมาบอกว่าชินลงมาและออกไปแล้ว
ก่อนขึ้นห้องฉันไม่ลืมบอกป้าหอกับลุงยามเอาไว้ว่าถ้าชินมาอีกไม่ต้องให้เขาเข้าข้างในแล้ว ปกติคนที่อยู่ในหอจะต้องมีบัตรสแกนตรงหน้าประตูถึงจะเข้าไปด้านในได้ แม้ว่าระบบที่นี่จะไม่ได้ดีอะไรมาก โชคดีที่ลุงยามกลับความจำค่อนข้างดี แกจำคนที่อยู่ในหอได้เกือบทุกคน ดังนั้นพอฉันบอกว่าชินกับฉันเลิกกันไปแล้ว ป้าหอกับลุงยามก็รับปากว่าจะคอยดูไม่ให้ชินแอบเข้าไปด้านในหออีก
ครืด ครืด
โทรศัพท์ที่ฉันเพิ่งหยิบออกมาวางบนโต๊ะ สว่างวาบแล้วสั่นเมื่อมีสายโทรเรียกเข้า นั่นทำให้ฉันเหลือบกลับไปมอง แล้ว พอเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามา ฉันก็หน้าตึงด้วยความหงุดหงิดทันที
พัชชา
ตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า หลังจากที่ฉันจับได้ว่าถูกเพื่อนสนิทกับแฟนหักหลัง ฉันก็ปิดเครื่องทิ้งเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องรับรู้ไปมากกว่านี้ แล้วฉันก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย เพิ่งจะมาจำได้เมื่อประมาณห้านาทีก่อนหน้านี้ ตอนที่เปิดประเป๋าเพื่อเอาของข้างในออกมา
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วคว่ำหน้าจอลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าขนหนูกับเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ ระหว่างอาบน้ำฉันก็คิดขึ้นมาได้ว่า โชคดีที่ฉันลังเลเรื่องกุญแจห้องที่ชินอยากได้มาตลอด ทำให้ยังไม่ได้มอบดอกสำรองให้เขาสักที ไม่อย่างนั้นเมื่อวานกับเมื่อเช้าเขาคงไม่ใช่แค่มาดักรอฉันด้านนอกเท่านั้น
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ฉันก็ออกจากห้องอีกครั้งเพื่อไปทำงานพิเศษช่วงบ่าย ซึ่งเป็นงานในร้านคาเฟ่ พอมาถึงร้าน พี่พลอยเจ้าของร้านก็กำลังตรวจนับของในสต๊อกพอดี ฉันเลยเข้าไปช่วยเธอ
ร้านคาเฟ่ของพี่พลอยเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่มีโต๊ะนั่งด้านในและด้านนอกร้านเพียงหกโต๊ะเท่านั้น เพราะลูกค้าส่วนมากเน้นซื้อกลับไม่เน้นนั่งในร้านสักเท่าไหร่ แล้วปกติจะมีพนักงานคอยช่วยในร้านสองคน แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งลาออกไปคนหนึ่ง ตอนนี้จึงมีแค่ฉันช่วยพี่พลอยกันอยู่แค่สองคน
นับของเสร็จเวลาก็บ่ายสองพอดี ฉันกับพี่พลอยเลยไปช่วยกันเปิดหน้าร้านเตรียมรับลูกค้าเข้าร้าน ซึ่งปกติลูกค้าจะเข้าเยอะช่วงประมาณสี่โมงเย็นเป็นต้นไป
เปิดร้านเสร็จแล้ว ฉันก็ไปจัดเตรียมของในครัวตามปกติเพื่อรับลูกค้า แล้วพอเสียงประตูร้านเปิดฉันก็หันไปยิ้มให้ลูกค้าคนแรกของร้าน แต่เห็นคนที่เดินเข้ามาในร้านรอยยิ้มของฉันก็พลันหด ฉันจ้องชินที่เดินเข้ามานิ่งๆ ความรู้สึกไม่พอใจพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที จนแทบอยากจะเดินหนีเพราะไม่อยากเห็นหน้าเขา
แต่ฉันเดินหนีไม่ได้ ตอนนี้ในร้านมีฉันอยู่แค่คนเดียว ก่อนหน้านี้พี่พลอยเพิ่งออกไปทำธุระได้ไม่ถึงห้านาที ดังนั้นนอกจากยืนมองชินเผชิญหน้ากับเขา ฉันก็ทำอย่างอื่นไม่ได้อีก
เอาเถอะ จะเร็วจะช้ายังไงก็ต้องเจอ
“ชา..”
“รับอะไรดีคะ”
ชินเม้มปาก เพราะเขาคงไม่คิดว่าจะถูกฉันตัดบทแบบนี้
“ไม่ได้..”
“ไม่สั่งก็ออกไป” ฉันชี้ไปทางประตู
“คาปูแก้วนึง” เจอแบบนี้ชินเลยต้องสั่งเมนูหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ร้อนหรือเย็น” ซึ่งฉันไม่ขัดหรอก ถ้าฉันได้ขายของ
“เย็น”
“ปั่นหรือธรรมดา”
“ธรรมดา”
“60 บาท สะดวกเงินสดหรือสแกน” คีย์ออเดอร์แล้วฉันก็เหลือบไปมองชิน ถึงแม้ว่าในตอนนี้ในใจฉันจะเดือดปุดๆ แต่ฉากหน้าฉันก็ยังคงทำไปตามหน้าที่ไม่มีตกหล่น
“เงินสด”
ชินยื่นแบงก์ร้อยมาให้ ฉันจึงรับมันมาแล้วหยิบเงินทอนพร้อมใบเสร็จให้เขา จากนั้นถึงไปทำออเดอร์
“ขอโทษ... เราขอโทษ”
ฉันชะงักเมื่อคนหน้าเคาเตอร์พูดประโยคนี้ออกมาในขณะที่ฉันกำลังชงเครื่องดื่มให้เขาอยู่ แต่ก็แค่ชะงักไปแค่ชั่วเวลาสั้นๆ ฉันยังคงทำออเดอร์จนเสร็จ
“คาปูชิโน่ค่ะ ขอบคุณ”
วางแก้วคาปูชิโน่เย็นให้เขาแล้ว ฉันก็ไม่สนใจชินอีก ถึงเขาจะยังคงยืนหน้าเคาน์เตอร์ไม่ได้ขยับไปไหน แล้วยังคงเอาแต่จ้องฉันอยู่แบบนั้น
“เรา... ให้เราอธิบายเรื่องนี้ได้ไหม”
ยืนจ้องฉันอยู่พักหนึ่งชินก็พูดขึ้นมา สีหน้าของเขาสลดจนฉันแทบไม่อยากมอง ฉันไม่ได้ตอบยังคงหางานให้ตัวเองทำเหมือนกำลังยุ่งมาก ทั้งๆ ที่ในร้านไม่มีลูกค้าสักคน
“เราผิดไปแล้ว กับพัช... เราไม่ได้ตั้งใจ ที่ชาไปเจอเรา...”
“ไม่ใช่ครั้งแรกใช่ไหม” ฉันหันไปตัดบทชินอีกครั้ง มองเขานิ่ง กดดันจนชินต้องหลบตาหนีสายตาของฉันก่อนจะเบนกลับมาใหม่
“ขอโทษ แต่เราไม่ได้รักพัชนะ” ชินพูดอย่างลนลาน
“อืม ไม่ต้องอธิบายแล้ว กลับไปเถอะ” มือของฉันกำแน่นจนเจ็บ แต่สีหน้ายังคงปกติจ้องมองชินนิ่งไม่มีเปลี่ยน ถึงจะไม่พอใจและผิดหวังต่อผู้ชายตรงหน้ามาแค่ไหน แต่ฉันกลับไม่ได้อยากร้องไห้โวยวายใส่เขา
“ชา เรารู้ว่าเราผิดไปแล้ว ให้โอกาสเราอีกครั้งได้ไหม เรารักชานะ เราทำใจไม่ได้” ชินอ้อนวอนขอร้องด้วยสีหน้าที่สลดมากกว่าเดิม แต่ฉันไม่ได้รู้สึกสงสารเลย
ฉันสงสารตัวเองมากกว่า
“กลับไปเถอะ”
ถ้าฉันยังสามารถให้อภัย แล้วให้โอกาสกับเขาได้อีกครั้ง ฉันคงต้องบวชแล้วล่ะ
“ชา เราขอร้อง”
ฉันจ้องมองชินเงียบๆ สีหน้าราบเรียบได้อย่างคาดไม่ถึง มองผู้ชายที่กำลังขอร้องอ้อนวอนราวด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน ทั้งๆ ที่ข้างในใจหน่วงจนเจ็บปวดไปหมด
หักหลังกันขนาดนี้ยังมีหน้ามาขอร้องกันอีกหรอ เฮอะ เมื่อก่อนฉันเอาอะไรมาชอบเขาว่ะ ผู้ชายเลวๆ แบบนี้ทำไมฉันถึงมองไม่ออก ตอนนั้นตาฉันบอดหรือยังไง
_________________________________________________________