EP.9

1938 Words
เป็นครั้งที่สองที่ฉันมายืนอยู่ในบ้านพี่ปาย พอเข้ามาในบ้าน ร่างสูงของพี่ปายก็นั่งลงเล่นอยู่กับเจ้าหมาตัวใหญ่ที่วิ่งออกมา แล้วพอเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามาในบ้าน เจ้าหมาฮัสกี้ก็ละความสนใจจากพี่ปายแล้ววิ่งกระโจนมาทางฉันแทน หวืด ด้วยความไม่ทันตั้งตัว ฉันเลยถูกเจ้าหมาฮัสกี้สุดหล่อกระโจนใส่หงายหลังไปกองกับพื้นทันที แล้วลิ้นสากๆ ของมันก็ลากเลียไปทั่วใบหน้าของฉัน จนฉันต้องร้องขอชีวิตให้มันหยุดเล่น “มิกกี้ มานี่” เสียงเรียกของพี่ปายทำให้มันหยุด แล้วเจ้าหมาหน้าโง่ตัวโตก็เดินหน้าหงอยกลับไปหาพี่ปาย พอเงยหน้าฉันก็พบว่าพี่ปายกำลังมองสภาพเละเทะของฉันด้วยรอยยิ้มขำ ฉันจึงรีบลุกขึ้นมาสางผมตัวเองลวกๆ ก่อนจะทำหน้าหยีใส่น้ำลายหมาบนใบหน้าตัวเอง “ทำไมต้องเลียหน้าด้วยเนี่ย” ฉันบ่นอย่าไม่คิดประจบเจ้าของบ้าน ก่อนจะขึงสายตามองไอ้หมาหน้าโง่ตัวใหญ่ด้วยความโกรธ “โทษที ปกติมันก็ไม่ขนาดนี้ พี่ยังตกใจ” เหรอ ฉันนึกว่าเขาจงใจแกล้งฉันซะอีก “ห้องน้ำไปทางไหนคะ” โดนเลียขนาดนี้ก็ต้องล้างนะสิ ไม่อย่างนั้นได้ตายเพราะกลิ่นและความรู้สึกขยะแขยงน้ำลายหมาพอดี “ตรงนั้น ถัดจากบันได” พี่ปายชี้ไปทางขวา “ในห้องน้ำมีผ้าขนหนูไหมครับป้าอิ่ม” แล้วหันไปถามป้าแม่บ้านที่เดินออกมา “มีค่ะ ป้าเพิ่งเปลี่ยนให้ ใช้ได้เลย” ป้าอิ่มตอบพี่ปาย แล้วหันมายิ้มให้ฉัน “ขอบคุณค่ะ” ฉันยิ้มไม่เต็มปากตอบป้าอิ่ม แล้วเดินไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ “หิวไหม” ออกมาจากห้องน้ำ พี่ปายก็เงยหน้าจากแมคบุ๊กขึ้นมาถามฉัน ส่วนเจ้าฮัสกี้หมาหน้าโง่ที่ชื่อมิกกี้นั้นไม่รู้ว่าโดนลากไปเก็บที่ไหนแล้ว “ไม่ค่ะ” ก่อนหน้านี้ฉันซัดกับแกล้มไปพอสมควรแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีความอยากอาหารอีก “งั้นไปกัน” พี่ปายพับแมคบุ๊กแล้วลุกขึ้นเดินนำไปยังห้องดูหนังห้องเดิม ซึ่งป้าอิ่มกำลังเดินออกมาจากด้านในพอดี “ป้าเข้านอนเลยนะคะคุณปาย” “ครับ” พี่ปายหันไปตอบป้าอิ่มแล้วเดินเข้าไปในห้องด้วยท่าทางนิ่งๆ คล้ายไม่สนใจโลกตามปกติของเขา ส่วนฉันยกมือไหว้ป้าอิ่มก่อนจะเดินตามพี่ปายเข้าไปด้านใน “พี่ปาย... อยู่บ้านหลังนี้คนเดียวเหรอคะ” ฉันถามด้วยความสงสัย เพราะในบ้านหลังนี้นอกจากเขากับป้าอิ่มซึ่งเป็นแม่บ้านของเขาแล้ว ฉันไม่เห็นใครอีกเลย “ใช่” พี่ปายตอบพร้อมกับยกคิ้วทีหนึ่ง ฉันเดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ ส่วนพี่ปายก็หยิบรีโมทมาแล้วกดเปิดจอเลื่อนหาหนังที่จะดู พอได้เรื่องที่อยากดูแล้ว เขาก็ขยับมานั่งอีกด้านของโซฟา ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าฉันกับพี่ปายนั่งอยู่คนละมุมของโซฟาเบดตัวใหญ่ “หิวก็หยิบกินเลยนะ” พี่ปายหันมาบอกฉันแล้วชี้ไปยังจานผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งป้าอิ่มน่าจะเป็นคนเตรียมและเอาเข้ามาวางไว้ให้ แล้วพอหนังเริ่มฉายพี่ปายก็เริ่มจดจ่ออยู่กับหนังในจอ หนังบู๊ ฉันดูหนังฮอลลีวูดที่เป็นแนวบู๊แอคชั่นเพลินๆ ไปกับพี่ปาย แล้วก็พลันเกิดความสงสัยว่าตกลงพี่ปายชอบดูหนังแนวไหน เพราะคราวก่อนเรื่องที่เขาดูเป็นแนวรักโรแมนติกดราม่าน้ำตาแตก แต่ฉันก็ไม่ได้ถามออกไป เพราะกลัวจะไปขัดจังหวะการดูของเขา พี่ปายตั้งใจดูหนังมาก เขาจดจ่ออยู่กับมันตลอดไม่ได้ว่อกแว่กหรือสนใจเรื่องอื่นเลย ครั้งนี้ไม่มีแตะเนื้อต้องตัวกันเหมือนครั้งก่อนด้วย เขาทำให้ฉันรู้สึกทึ่งนิดๆ เพราะไม่คิดว่าที่ชวนมาดูหนังด้วยกัน มันจะหมายถึงนั่งดูหนังด้วยกันอย่างจริงจังขนาดนี้ พอหนังจบเวลาก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้ว พี่ปายหันมามองฉันแล้วมีท่าทีเหมือนเพิ่งจะจำได้ว่าในห้องนี้ไม่ได้มีเขาดูหนังอยู่เพียงลำพัง “สนุกไหม” พี่ปายถามแล้วยิ้ม เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าพี่ปายเป็นผู้ชายหน้านิ่งที่ชอบเก๊กท่าทำตัวเย็นชาให้ดูหยิ่งดูเท่ดูคูล แต่มาสองสามวันนี้พอได้คุยสัมผัสกับตัวตนของเขามากขึ้น ฉันก็พอจะเดาได้ว่าไม่ใช่ว่าเขาชอบเก๊กท่าทำตัวเย็นชา แต่ผู้ชายคนนี้เป็นคนเฉยชาต่างหาก แล้วที่ไม่ค่อยยิ้มไม่ใช่ไม่ชอบยิ้ม แต่ดูเหมือนจะขี้เกียจยิ้มซะมากกว่า “ค่ะ เลือดสาดดี” “หึ” พี่ปายขำกันหน้าตาเฉย ฉันเลยงงไปทันทีว่าตัวเองตลกตรงไหน “ดูอีกสักเรื่องไหม เราชอบดูหนังแนวไหน” หา ตอนนี่มันดึกมากแล้วนะ สมควรแยกย้ายไปอาบน้ำแล้วเข้านอนกันแล้วหรือเปล่า “โรแมนติกดราม่าค่ะ” ฉันตอบแล้วแกล้งหาว เพื่อบอกพี่ปายว่าตัวเองง่วงอยากนอนแล้ว แต่พี่ปายกลับทำหน้ามึนเหมือนไม่เห็นว่าฉันหาว เขาหันไปกดเลือกหนังด้วยท่าทางจริงจังอีกครั้ง “เรื่องนี้ละกัน หนังทำเงินปี15 พี่เพิ่งดูไปรอบเดียว” กวาดสายตามองชื่อเรื่องแล้ว ฉันก็ตกใจจนกลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว เพราะหนังเรื่องใหม่ที่พี่ปายเลือกเป็นแนวโรแมนติกดราม่าที่มีพระ-นางถึงเนื้อถึงตัวกันเยอะมาก แถมยังมีฉาก 18+ หลายฉากด้วย ทำไมฉันถึงรู้ทั้งๆ ที่ไม่เคยดูน่ะเหรอ? เพราะกระแสปีนั้นมันดังมากเลยยังไงล่ะ ขอแค่เคยเล่นโซเชียลก็ต้องเคยเห็นข่าววิจารณ์หนังเรื่องนี้ทั้งนั้น ดังนั้นถึงจะยังไม่เคยดู เพราะไม่มีเวลาไปดู แต่ฉันก็พอจะรู้เนื้อหาคร่าวๆ ของมันอยู่ ฉันนั่งเงียบดูหนังที่เพิ่งเปิดด้วยอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก กระอักกระอ่วนอยู่ในใจจนสีหน้าบิดเบี้ยวไปหมด ส่วนพี่ปายนั้นกลับนั่งเงียบดูหนังต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน ทั้งๆ ที่เป็นคนบอกเองว่า เคยดูเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้ามีความกล้ามากกว่านี้ ฉันก็อยากจะถามพี่ปายว่า ทำไมเขาถึงได้เลือกหนังเรื่องนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่ามีฉากอย่างว่าไม่ใช่น้อยๆ แต่ฉันไม่มีความกล้า พอเขากดเปิดฉันก็เหมือนโดนสาปให้กลายเป็นใบ้ไปทันที เชี่ย มันจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม ฉันละกลัวเหตุการณ์อารมณ์พาไปจริงๆ ร่างกายของฉันค่อยๆ ขยับตัวซุกเข้าไปในมุมโซฟาเหมือนกำลังปกป้องตัวเอง ในใจก็เต้นตึกตักไม่หยุด ตลอดเวลาที่ดูหนังเรื่องนี้อยู่นั้น ฉันบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมองพี่ปายอยู่ตลอด ซึ่งพี่ปายก็นิ่งเงียบไปเหมือนกัน ในห้องที่แอร์เย็น จึงมีเพียงเสียงของตัวละครในจอดังสลับกันตามบท ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหนื่อยจากการทำงานตลอดทั้งวันหรือเปล่า พอนั่งดูหนังด้วยความเกร็งไปสัก ฉันก็เผลอหลับคาโซฟาไปทั้งอย่างนั้น แถมยังเป็นการหลับที่ลึกมากจนกระทั่งหนังจบก็ยังไม่รู้สึกตัวตื่น ฉันหลับรวดยาวไปทั้งคืนอย่างไม่ตั้งใจ แล้วพอสะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ด้านนอกกระจกที่ผ้าม่านแง้มเปิดอยู่เล็กน้อยก็มีสว่างแล้ว เผลอหลับจนเช้าเลยเหรอ ฉันขยับจะลุกจากโซฟาด้วยความงัวเงีย แต่แล้วทันใดนั้น ร่างกายก็พลันแข็งทื่อ เมื่อพบว่ามีแขนข้างหนึ่งวางพาดเอวตัวเองอยู่ ฉันหันไปมองเจ้าของแขนอัตโนมัติแล้วก็ได้พบเจอกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่กำลังพริ้มหลับของพี่ปาย ทำไมฉันกับเขามานอนด้วยกันอยู่บนโซฟานี่ล่ะ ??? จำได้ว่าเมื่อคืนก่อนจะเผลอหลับไป ฉันนั่งซุกอยู่มุมหนึ่งของโซฟา ส่วนพี่ปายก็นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโซฟาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมตอนนี้เราถึงได้มาอยู่ในสภาพนี้กัน “ตื่นแล้วเหรอ” พี่ปายลืมตางัวเงียขึ้นมา ท่าทางของเขาไม่ได้ตื่นตกใจที่พบว่าตัวเองนอนกอดฉันอยู่ ฉันเลยพอจะเข้าใจได้ขึ้นมาลางๆ ว่าทำไมตัวเองมานอนให้เขากอดอยู่แบบนี้ “เพิ่งหกโมงเอง จะนอนต่ออีกสักชั่วโมงไหม หรือว่าจะกลับแล้ว” พี่ปายถามโดยที่ไม่มีท่าทีว่าจะเอามือตัวเองออกไป ฉันจึงยังคงถูกเขากอดเอวเอาไว้ บนโซฟาเบดตัวใหญ่ในห้องดูหนังที่ค่อนข้างสลัว ฉันกับพี่ปายยังคงนอนอิงแอบแนบชิดกันอยู่ “ชากลับก่อนดีกว่า” ฉันตอบพี่ปายแล้วขยับอีกครั้งเพื่อที่จะลุกออก แต่แขนพี่ปายกลับไม่ขยับ ฉันจึงหันไปมองเขาด้วยความสงสัย “อุ่นกำลังดี” “...” เดี๋ยวนะ อุ่นกำลังดี ของเขานี่หมายความว่ายังไง “พี่ปายลุกไปนอนบนห้องตัวเองดีกว่าไหมคะ” ฉันพยายามเค้นรอยยิ้มออกมา ในใจเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน ความจริงแทบจะทำตัวไม่ถูกเลยแหละที่พบว่าเราสองคนกำลังอยู่ในสภาพไหนบนโซฟาตัวนี้ ทั้งความคิดและความรู้สึกของฉันกำลังเต็มไปด้วยความหวั่นไหว ที่ไม่รู้จะหวั่นไหวให้มากกว่านี้ได้ยังไงอีก ฉันพบว่าฉันไม่ได้รังเกียจความใกล้ชิดของคนตรงหน้านี้เลย ออกจะรู้สึกด้วยไปทางบวกด้วยซ้ำ แต่ฉันก็รู้ดีอีกเหมือนกันว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะรู้สึกแบบนี้ พี่ปายทำให้ฉันหวั่นไหวจนฉันรู้สึกว่า กับเขาฉันดูเหมือนจะใจง่ายมาก ความยับยั้งชั่งใจที่ปกติค่อนข้างจะแข็งแกร่งกับคนอื่น พอเป็นเขามันก็อ่อนยวบไม่สามารถทนทานอะไรได้เลย เราใกล้ชิดกันขนาดนี้แต่ฉันกลับไม่มีความคิดหรืออยากจะผลักเขาออกอยู่ในหัว แล้วถ้าเขาจะขยับเข้ามาชิดใกล้กันมากกว่านี้ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะปฏิเสธหรือต่อต้าน มีความเป็นไปได้ว่าร่างกายอาจจะให้ความร่วมมือเสียด้วยซ้ำ นี่เป็นเรื่องน่าตกใจที่ฉันเพิ่งค้นพบ ความรู้สึกนี่มันอะไรกัน ทำไมฉันถึงรู้สึกว่า เขาเหมือนชิ้นส่วนส่วนหนึ่งที่หายไปของฉันเลย ยิ่งใกล้ชิดก็ยิ่งมีแรงดึงดูด แม่ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาอันตรายแต่ฉันก็ยังอยากครอบครอง อยากได้เขามาเป็นของตัวเอง “อือ ขอแป๊บนึง” มุมปากของเขากระตุกยิ้ม แขนกระชับแน่นขึ้นแทนที่จะปล่อย “...” แม่ง... หัวใจของฉันเต้นตึกตักอย่างหนักหน่วง อยากจะผลักเขาออก แต่อีกใจก็โหยหาความใกล้ชิดนี้แปลกๆ ไหนจะกลิ่นตัวหอมๆ ของเขา อุณหภูมิอุ่นๆ ที่แนบกันอยู่นี่อีก ___________________________________________________
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD