EP.15

2266 Words
มหาวิทยาลัย ฉันรอหวายอยู่ใต้ตึกเรียนเพื่อไปเรียนคลาสต่อไปที่เราลงเรียนด้วยกัน ผ่านไปสิบกว่านาทีหวายเดินยิ้มร่าเข้ามาด้วยสีหน้าสดใส “ทำไมมาช้า” ฉันบ่นด้วยความเบื่อ เพราะไม่ชอบที่โดนปล่อยให้รออยู่เกือบสิบนาที “ส่องผู้มา” หวายหัวเราะคิกคัก สารภาพหน้าตาเฉย ก่อนจะเม้ามอยเรื่องรุ่นน้องที่เธอบังเอิญเจอระหว่างทางออกมาให้ฉันฟังทันทีโดยไม่สนว่าเพื่อนจะอยากรับรู้ไหม ฉันที่จำต้องฟังจึงกลอกตามองเพื่อนด้วยความระอา สายตามองมันสื่อความหมายว่า เมื่อไหร่มึงจะหยุดพูด จนกระทั่งเราสองคนเดินมาถึงห้องเรียนแล้ว หวายถึงได้หยุดเม้าเรื่องน้องคนนั้น คนโน้น คนนี้ “แก ฉันลืมบอก” เพิ่งเริ่มเรียน ยัยหวายก็หันมาสะกิดไหล่ “ว่า” ฉันจึงตอบด้วยความรำคาญ เพราะอาจารย์เริ่มสอนเนื้อหาแล้ว “พี่หวานฝากมาถามว่า มีงานถ่ายแบบ แกสนใจไหม” “ถ่ายแบบอะไร” ฉันไม่เคยลองงานแนวถ่ายแบบมาก่อน แล้วก็ไม่ได้สนใจงานสายนี้ด้วย ดังนั้นตอนที่หวายพูดจึงฟังผ่านๆ ไม่ได้สนใจอะไร “เสื้อผ้า เพื่อนพี่หวานเปิดร้านเสื้อผ้าแนวสตรีท เขาอยากได้นางแบบไปใส่ชุดถ่ายแคตตาล็อก แกรับไหม” ถ่ายแบบ? นางแบบใส่ชุดแคตตาล็อก? แค่ใส่เสื้อผ้าแล้วถ่ายรูปอะไรแบบนั้นเหรอ “ค่างานเท่าไหร่” “ชุดละสามร้อย มีประมาณยี่สิบกว่าชุด แต่รายละเอียดแกต้องไปคุยกับพี่หวานอีกที” “ได้ เลิกเรียนฉันไปกับแก” ความจริงฉันไม่ค่อยอยากรับงานถ่ายแบบสักเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยมีความมั่นใจในรูปร่างตัวเอง แต่เวลานี้ขอเพียงเป็นงานที่ทำแล้วได้เงิน ฉันก็คิดว่าตัวเองไม่ควรปฏิเสธ อีกทั้งสองสามวันนี้พี่ปายไม่ได้อยู่ไทยด้วย ดังนั้นฉันไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปรอเขาที่บ้าน เลิกเรียนฉันก็ไปบ้านหวายเพื่อคุยเรื่องงานกับพี่หวาน ซึ่งพอได้คุยรายละเอียดงานถ่ายแบบกับพี่หวานแล้ว ฉันก็ตอบตกลง เพราะเป็นงานถ่ายแบบที่ไม่ได้มีความยุ่งยากอะไร ไม่ต้องมืออาชีพอะไรมาก แค่ใส่เสื้อผ้าแล้วยืนโพสต์ท่าสวยๆ เท่านั้น หลังจากตกลงรับงานจากพี่หวายและนัดแนะวันไปลองเสื้อผ้าที่จะใส่ถ่ายแบบกันเรียบร้อยแล้ว ฉันก็กลับไปนอนหอตัวเองที่ไม่ได้นอนมาหลายคืน พี่ปายอยู่สิงค์โปเกือบทั้งอาทิตย์ จากที่เขาบอกตอนแรกว่าจะกลับมาวันศุกร์ แต่พอวันศุกร์เขาก็โทรมาบอกว่างานมีปัญหาต้องเลื่อนออกไปอีกสองสามวัน ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจอยู่หอตัวเองต่อจนถึงวันจันทร์ ตั้งใจว่าจะรอให้เขากลับมาก่อนแล้วค่อยไปอยู่ที่บ้านของเขา วันเสาร์ฉันกับหวายนัดกันไปนั่งหาข้อมูลเตรียมทำธีสิสด้วยกันในช่วงเช้า พอตกบ่ายฉันก็ไปทำงานพาร์เครื่องสำอางทามของตัวเองจนถึงสามทุ่ม กว่าจะกลับมาถึงหอตัวเองก็เป็นเวลาสี่ทุ่มเกือบจะห้าทุ่มแล้ว ฉันที่ทั้งเหนื่อยทั้งง่วงเดินลากรองเท้าเดินเข้าหอด้วยความอ่อนเพลีย แต่ในขณะที่กำลังจะเดินเข้าหอ ร่างสูงของคนที่ฉันไม่คิดว่าจะเจอก็เดินเข้ามาหา ท่าทางและสีหน้าดีใจของเขาเหมือนเขาจะมารอกันอยู่พักหนึ่งแล้ว “ชา” “ชิน” ฉันจ้องชินด้วยความตกใจ หลังจากไม่ได้เจอเขามาเกือบสองอาทิตย์ ฉันก็แทบไม่คิดว่าเขาจะมาดักรอที่หน้าหอแบบนี้อีก หลังจากวันนั้นที่เขาจูบกับพัชชาต่อหน้าต่อตากันแล้วถูกฉันไล่ไป ฉันนึกว่าชินจะละอายไม่มาให้ฉันเห็นแล้วเสียอีก แต่ความจริงยืนยันแล้วว่าเขาดูหน้าด้านมากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ “ชาไปไหนมา ชินหาชาไม่เจอหลายวันเลย” ฉันรู้สึกเกลียดและรังเกียจใบหน้าที่กำลังยิ้มด้วยความดีใจเหมือนไม่เคยทำเรื่องที่ผิดต่อฉันมาก่อนของชินขึ้นมาจนแทบอยากจะเดินหนี ทำไมเมื่อก่อนฉันถึงรู้สึกว่าท่าทางตื้อไม่เลิกของเขามันน่ารักนะ ทำไมฉันถึงมองว่ามันดูใสซื่อไร้พิษภัย คนแบบนี้ที่จริงแล้วโกหกได้ไม่กะพริบตาเลยต่างหาก “นี่ยังกล้ามาให้เจออีกเหรอ หน้าด้านดีน้อ” ฉันด่าคนตรงหน้ายังไม่มีความรู้สึกที่ดี “ชา...” เสียงของชินเต็มไปด้วยความอ่อนใจ น้อยใจและเจ็บปวด ท่าทางแบบนี้ของเขาคืออะไร เขาคิดว่าหลังจากจากเกิดเรื่องพวกนั้น ฉันแค่โกรธจริงๆ เหรอ “...” ฉันมองชินตาขวางด้วยรู้สึกเกลียดแล้วก้าวเดินหนีเข้าหอ แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกชินขวางเอาไว้ ฉันจึงปรายตามองเขาด้วยความไม่พอใจ “ชา เราต้องคุยกันนะ” ท่าทางและน้ำเสียงของชินเต็มไปด้วยการง้องอน แต่ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนไปทั้งตัว หักหลังกันไปแล้วทำไมยังสามารถมาพูดจาได้เหมือนคนไม่รู้สึกรู้สาแบบนี้อีก นอกจากไม่รู้สึกผิดแล้วนี่เขายังไม่สำนึกแม้แต่นิดเดียวด้วยเหรอ “ยังจะต้องคุยอะไรอีก หลีกทาง” ฉันข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้แน่น เพราะไม่อยากระเบิดออกมาหน้าหอให้คนที่ผ่านไปผ่านมาตกใจ แค่โดนชินดักหน้าไม่ยอมให้เข้าหอแบบนี้ คนที่เดินผ่านมาก็พากันมองจนฉันอายแล้ว “ไม่หลีก ให้ชินอธิบายก่อนได้ไหม ทำไมใจร้ายกับชินแบบนี้” เขาตัดพ้อ “ชิน... อย่าทำให้เราต้องหมดความอดทน” “ชาฟังชินก่อนได้ไหม กับพัชชินไม่ได้ชอบเขาจริงๆ นะ” “เราไม่ได้อยากฟัง หยุดพูดเรื่องนั้นได้แล้ว” ฉันกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองแหกปากใส่ชิน “ไม่ได้ ถ้าชินไม่พูด ชาจะเข้าใจชินได้ยังไง” ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้ดื้อและน่ารังเกียจแบบนี้นะ เขาเอากับเพื่อนสนิทฉันไปแล้ว เขายังคิดว่าฉันจะสามารถให้อภัยและกลับไปคบกับเขาได้อีกอย่างนั้นเหรอ ขนาดพัชชาฉันยังไม่สามารถทำใจกลับไปคบได้เลย นับประสาอะไรกับเขาที่เคยเป็นแค่คนคบกัน สถานะของเขาในหัวใจของฉันไม่ได้สูงเท่าพัชชาด้วยซ้ำ “ไม่เข้าใจ เราไม่มีทางเข้าใจความเหี้ยของชินหรอก ทำเหี้ยแล้วยังกล้าคิดว่าเราจะฟัง เราจะเข้าใจ เห็นเราเป็นตัวอะไร หน้าด้านดีน้อ” “ชา...” โดนฉันด่าชินก็สะอึก “ชากำลังโกรธ ใจเย็นแล้วฟังชินนะ” แต่ชินยังคงเป็นชินที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น เพราะเขาสนใจแค่ความรู้สึกและความคิดของตัวเองเท่านั้น ฉันละเหนื่อยกับผู้ชายแบบนี้ สาบานเลยว่าต่อไปจะมีแฟนอีก ฉันจะไม่เลือกคนที่ดูใสๆ ไร้พิษสงแบบนี้อีก แม่งมันไม่ได้การันตีว่าเวลาเหี้ย จะเหี้ยน้อยกว่าคนอื่นเลย “ไม่อยากฟัง เลิกคิดว่าเราควรจะฟังได้แล้ว เราไม่สนใจแล้ว แล้วก็ไม่มีทางกลับไปคบกับชินอีกแล้ว เข้าใจสักทีเถอะ เรารับไม่ได้ เข้าใจไหมว่าเรารับไม่ได้ เราไม่สนใจว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะใคร เราสนแค่ว่ามันเกิดไปแล้ว มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ชินหยุดมาดักรอเราแบบนี้เหอะ เรารู้สึกไม่ปลอดภัย” “...” ชินจ้องฉันด้วยความอึ้ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง “ถ้ารู้สึกผิดต่อเราบ้าง ก็อย่ามาให้เจอหน้าอีก” ฉันพูดทิ้งท้ายแล้วเตรียมจะเดินอ้อมร่างสูงของชินเพื่อเดินเข้าหอ แต่แล้วตอนนั้นเองก็มีแสงสว่างวาบสาดขึ้นมาจากถนน ฉันกับชินที่ยืนไม่ไกลจากถนนจึงหันไปมองที่มาของแสงอัตโนมัติ ตอนแรกที่หันไปมองฉันก็ไม่ได้คิดอะไร นอกจากมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นเท่านั้น แต่พอมองเห็นรถที่จอดแต่ยังไม่ดับเครื่องอยู่ข้างถนนชัดๆ ความรู้สึกคุ้นเคยก็ทำให้ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองมองผิดไปหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมฉันถึงรู้สึกว่ารถคันนั้นเหมือนหนึ่งในรถที่จอดเฉยๆ อยู่ที่บ้านของพี่ปายเลยล่ะ แล้วพอประตูรถเปิดออก ร่างสูงของคนที่ควรจะอยู่สิงคโปร์ก้าวออกมา ฉันก็เต็มไปด้วยความแปลกใจ ฉันตาฝาดหรือเปล่า? ทำไมถึงได้เห็นว่าเป็นพี่ปายล่ะ “ใครอ่ะ” เสียงของชินทำให้ฉันแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด แต่เป็นพี่ปายจริงๆ ที่กำลังเดินเข้ามา ซึ่งฉันไม่ได้ให้คำตอบกับชินแค่เหลือบเขาทีหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็หันเดินไปหาพี่ปาย “พี่ปายบอกว่ากลับวันจันทร์ไม่ใช่เหรอคะ” ไปยืนตรงหน้าพี่ปายแล้ว ฉันก็ถามเขาด้วยความสงสัย หรือว่าเป็นฉันที่ฟังผิด? “อืม พอดีงานเสร็จก่อน” เขายื่นมือมาขยี้หัวฉันเบาๆ ก่อนจะเบนสายตาไปมองชินที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล แล้วหันกลับมามองฉัน “หิวข้าว พี่ยังไม่ได้กินข้าวเลย” “ป้าอิ่มรู้ไหมคะว่าพี่ปายกลับมาแล้ว ให้ชาโทรบอกป้าอิ่มทำอาหารรอไหม กลับถึงบ้านป้าอิ่มน่าจะทำเสร็จพอดี” เหมือนฉันจะเคยชินกับการเห็นพี่ปายกินข้าวที่บ้านจนเคยชิน พอเขาบอกว่าหิวฉันก็นึกไปถึงอาหารของป้าอิ่มทันที ในหัวแทบไม่มีความคิดที่จะชวนเขาไปกินอะไรข้างนอก “อืม ได้” พี่ปายตอบรับสั้นๆ ตามประสาคนไม่พูดเยอะของเขา จากนั้นมือก็จับมือฉันพาเดินไปยัดใส่รถตัวเอง ซึ่งฉันก็เดินตามเขาไปแบบมึนๆ งงๆ มือข้างหนึ่งก็กดโทรศัพท์หาเบอร์โทรของป้าอิ่ม จนกระทั่งโทรบอกป้าอิ่มให้เตรียมอาหารเสร็จแล้ว ฉันถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยอมให้พี่ปายลากขึ้นรถมาทั้งแบบนั้นโดยลืมชินไปสนิท ไหนจะของส่วนตัวของตัวเองที่พกกลับมาจากบ้านพี่ปายบนหออีก “พี่ปาย ชาลืมกระเป๋า” ฉันหันไปบอกคนขับรถ “กระเป๋า นี่ไม่ใช่เหรอ” เขาชี้กระเป๋าสะพายที่วางอยู่บนตักของฉัน “ไม่ใช่ค่ะ กระเป๋าของใช้ส่วนตัวค่ะ กลับไปเอาก่อนได้ไหมคะ” ฉันมองพี่ปายตาปริบๆ อย่างอ้อนวอน เพราะถ้าไม่กลับไปเอา คืนนี้ฉันจะทำยังไงล่ะ พรุ่งนี้อีก ก็ในกระเป๋ามีทั้งแปรงสีฟัน ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า ครีมบำรุงผิว เครื่องสำอางที่ใช้ประจำและอื่นๆ อ**บราๆ ที่ฉันจำเป็นต้องใช้ ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องกลับไปเอาก่อน “ไม่ไป” แต่พี่ปายกลับเสียงเรียบ เขายังคงขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านต่อไปโดยไม่มีท่าทีจะเลี้ยวรถ “ของใช้ของชาอยู่ที่หอหมดเลย ไม่กลับไปเอาคืนนี้ชาจะทำยังไง” ฉันอธิบายด้วยความกังวล แค่คิดว่าจะต้องนอนโดยไม่ได้ล้างหน้าแปรงฟัน ฉันก็จินตนาการว่าตัวเองนอนไม่หลับออกมาได้ทันที “เดี๋ยวพี่แวะร้าน W ข้างหน้าให้แล้วกัน” “ไม่เอา ชาไม่มีเงิน วนรถกลับไปให้ชาหน่อยนะคะ” ฉันอ้อนวอนด้วยท่าทีน่าสงสาร แต่พี่ปายไม่แม้แต่จะหันมามอง “ไม่วน เดี๋ยวพี่ซื้อให้” “ไม่เอา ชาเกรงใจ แล้วของของชาก็ยังไม่หมดจะซื้อใหม่ทำไม” ฉันบ่นอุบ อย่างไม่เห็นด้วย ฉันไม่ได้เล่นตัวน่ะ แต่ไม่อยากใช้เงินพี่ปายจริงๆ อะไรที่ไม่จำเป็นฉันก็ไม่อยากรบกวนเขา แค่ที่เขาช่วยเหลือเรื่องค่าเทอมกับที่พัก (ถึงเรื่องที่พักจะบังคับกันก็เถอะ) ฉันก็เกรงใจมากแล้ว ขืนพี่ปายให้ฉันใช้เงินเขาบ่อยๆ นานวันเข้าฉันกลัวว่าตัวเองจะนิสัยเสียชินกับการพึ่งพาอาศัยเขาจนเคยตัวน่ะสิ ดังนั้นอะไรที่ไม่จำเป็นอย่างเรื่องของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ ฉันจึงไม่มีความคิดจะใช้เงินของเขา แล้วมันก็ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ เพราะมันไม่ได้หมดหรือหายสักหน่อย “ซื้อใหม่ได้ ไม่ผิด” “น่ะ พี่ปายอ่ะ ชาไม่อยากซื้อ วนรถให้ชานะคะ” “ไม่วน พี่หิวแล้ว” เจอประโยคนี้ฉันก็หุบปากอัตโนมัติ แต่แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ระหว่างวนรถกลับไปเอากับแวะไปซื้อใหม่ อย่างหลังน่าจะใช้เวลานานกว่า ฉันจึงบ่นอุบอิบออกมา “แวะซื้อเสียเวลากว่าอีก” พี่ปายเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าร้าน W จากนั้นเขาก็หันมาจ้องฉันแล้วพูดว่า “ไม่อยากให้กลับไปเจอแฟนเก่า โอเคไหม” ก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยตัวเองแล้วเปิดประตูลงรถ ___________________________________________
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD