ฉันยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถ สายตามองตามร่างสูงที่ลงจากรถของพี่ปายตาปริบๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดออกมาแบบนั้น แต่ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยเข้าใจจังหวะการเต้นของหัวใจมันกลับเต้นแรงผิดปกติจนฉันไม่เป็นตัวของตัวเองขึ้นมาดื้อๆ
“ลงมาสิ”
พี่ปายเปิดประตูแล้วก้มหน้าลงมาพูดบอกฉัน ฉันถึงได้สติแล้วรีบปลดเข็มนิรภัยด้วยความลนลาน แต่เป็นเพราะลนลานเกินไป มือก็เลยสั่นจนไม่สามารถกดปลดเข็มขัดนิรภัยออกมาได้เสียที พี่ปายจึงขยับยื่นหน้าเข้ามาด้านในรถ ผ่านหน้าฉันไปลงมือปลดเสียเอง
ความใกล้ในระยะประชิดนี้ทำให้ฉันตัวแข็งทื่อ จากที่หัวใจเต้นแรงเพราะคำพูดของเขาอยู่แล้ว มาตอนนี้ก็เหมือนจะเต้นแรงมากกว่าเดิมอีก
แล้วพอเขาปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้ว คนตัวสูงกลับไม่ได้ถอยออกไปด้านนอกแต่กลับเลื่อนใบหน้าและสายตามาสบกันตรงๆ นิ่งๆ แทน
“ทำไมถึงอยู่กับแฟนเก่า” แล้วเขาก็ถามคำถามที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะถาม
“หา.. อ๋อ ชินนะเหรอ?” ฉันจ้องพี่ปายด้วยความลนลาน ใบหน้าของเราอยู่ใกล้กันมาก เวลาพูดออกมามันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะสัมผัสถึงลมอุ่นๆ ของอีกคนได้อย่างชัดเจน
“อืม” เขาจ้องฉันนิ่ง แต่สายตาแบบนั้นฉันกลับมองไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ชิน เขามาดักรอชานะ ครั้งนี้ไม่ได้สังเกตและหลบไม่ทัน”
“ครั้งนี้? หมายความว่าโดนมาหลายครั้งแล้ว”
“อ่ะ อื้ม”
“แล้วทำไมไม่บอกพี่”
คุยกับพี่ปายในระยะแบบนี้ ฉันแทบไม่กล้าหายใจแรง ไหนจะสายตาที่แทบจะไม่ยอมให้ฉันหันไปทางอื่นของเขาอีก ฉันละอยากจะถามว่าเขาเป็นอะไรไป ออกไปก่อนค่อยคุยจะได้ไหม คุยกันด้วยท่าทางแบบนี้ไม่สะดวกเลย แต่สติก็เหมือนจะถูกตนตรงหน้ากุมเอาไว้หมดแล้ว คำพูดที่อยากพูดมันจึงหาจังหวะพูดออกไปไม่ได้
“บอกพี่ปาย? ...ครั้งหน้าชาบอกนะคะ” ฉันเกือบจะพูดว่า ‘ทำไมต้องบอกคะ’ แต่ลิ้นกลับต้องพลิกในจังหวะสุดท้ายที่จะพูดออกไปทันใด เพราะรู้สึกว่าสายตาของพี่ปายดูเหมือนจะอันตรายขึ้นมา
“อืม มีอะไรให้บอกพี่ เข้าใจไหม” พี่ปายยื่นมือขึ้นมาลูบแก้มของฉันเบาๆ ท่าทางของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่ามันน่ากลัวจนใจสั่น
“ค่ะ” ฉันจึงได้แต่ตอบตกลงไปก่อน ส่วนจะบอกหรือไม่นั้นอนาคตค่อยว่ากันอีกที
“ชา”
ฉันนึกว่าพี่ปายจะถอยออกไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะเขาจะยังลูบแก้มเนียนๆ ของฉันไม่พอใจ ดังนั้นจึงยังคงไม่ยอมถอยออกไป ท่าทางของเขาที่เป็นแบบนี้เล่นเอาความคิดของฉันปั่นป่วนไปหมด เหมือนเขากำลังยั่วให้ฉันอยาก แต่กลับไม่ยอมขยับเข้ามาใกล้มากกว่านี้
“คะ”
“ชิน... ไม่ชอบให้พูดชื่อนี้”
ฉันเบิกตากว้าง จังหวะของหัวใจโหมกระหน่ำขึ้นมามากกว่าเดิม กลิ่นหอมหวานพลันกระจายเข้ามาในปากเมื่อถูกเขาประกบจูบแนบริมฝีปากยักลงมาอย่างดูดดื่มและเอาแต่ใจ ฉันจ้องดวงตาคมและขนตางอนยาวของพี่ปายในระยะชิดกันจนใกล้อย่างไร้ความคิด คำพูดของเขาที่เพิ่งพูดออกมาก่อนหน้านี้ยังคงดังก้องอยู่ในหูเหมือนเขาพูดซ้ำๆ ไม่ยอมหยุด
ไม่ชอบให้ฉันพูดชื่อ ชิน อย่างนั้นเหรอ? ทำไมล่ะ
พี่ปายถอนริมฝีปากออกเมื่อเขาพอใจแล้ว ฉันถึงได้โอกาสหอบหายใจเอาอากาศเข้าไปด้วยจังหวะหัวใจที่ยังหนักหน่วง แล้วพอเงยหน้ามองคนตัวสูงที่กลับออกไปยืนหลังตรงแล้ว ฉันก็รู้สึกเขินขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
พอเห็นว่าริมฝีปากพี่ปายทั้งชุ่มช่ำและแดงมาก ฉันก็พอจะเดาออกว่าสภาพตัวเองน่าจะไม่ต่างจากเขาสักเท่าไหร่ ก็เขาเล่นจูบกันแรงและนานขนาดนี้ ไม่แดงก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว
“มีแมสไหม สวมแมสด้วย”
จะลงจากรถพี่ปายก็พูดขึ้นมา ได้ยินแบบนั้นฉันเลยเหลือบไปมองกระจกที่อยู่ในระยะสายตาพอดี แล้วถึงได้เห็นว่าปากตัวเองไม่ใช่แค่แดงก่ำเท่านั้นแต่มันยังบวมนิดๆ อีกด้วย ฉันปรายตามองตัวต้นเหตุด้วยความไม่พอใจอย่างไม่คิดจะปกปิด ก่อนจะเปิดกระเป๋าหยิบแมสขึ้นมาสวมแล้วลงจากรถ
ถ้าจะมีอะไรที่ฉันไม่ชอบเกี่ยวกับพี่ปาย นั่นคงจะเป็นเรื่องที่ เขาหน้าตาดีและมีฟีโรโมนผู้ชายมีเยอะเกินไป เวลาไปไหนมาไหนก็มักจะกลายเป็นศูนย์รวมสายตาของคนอื่นเสมอ ดังนั้นเวลาเดินกับเขามันเลยทำให้ฉันกลายเป็นเป้าสายตาคนอื่นตามไปด้วย อย่างเช่นตอนนี้แค่ฉันเดินเข้าร้าน W กับเขา คนในร้านก็พากันหันมามองทันทีราวกับมีดาราเดินเข้ามาในร้าน พอตกเป็นเป้าสายตาคนอื่นแบบนี้มันทำให้ฉันอึดอัดจนแทบอยากจะหันหลังเดินออกจากร้าน
ฉันเดินไปหยิบสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างรวดเร็ว พอครบก็เดินไปหน้าเคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงินทันที แต่พอวางตะกร้าในมือลงบนเคาน์เตอร์ พี่ปายกลับยื่นมือมาหยิบครีมบำรุงผิวออกไปหน้าตาเฉย
“อันนี้ไม่เอา ไม่ดี” พี่ปายปรายตามองกันแล้วพูด “เดี๋ยวใช้ของพี่ดีกว่า” เขาถือวิสาสะโดยไม่คิดที่จะถามความต้องการของฉันเลยสักคำ
“ไม่เอา คืนมา ชาจะรีบจ่ายเงิน” ฉันปฏิเสธพี่ปายแล้วเอื้อมไปคว้าครีมบำรุงผิวยี่ห้อตลาดทั่วไปที่ใช้ประจำในมือของเขา แต่คว้าได้แต่ความว่างเปล่า
“คิดเงินเลยครับ” พี่ปายดันฉันออกจากหน้าเคาน์เตอร์พร้อมเลื่อนตะกร้าไปให้พนักงานแล้วหยิบบัตรออกมาจ่ายเงิน
“พี่ปาย...”
ฉันเตรียมจะแย้งเขาอีกรอบ แต่เมื่อเห็นสายตาของพนักงานที่มองเราสองคนด้วยความสนใจนั่นทำให้ฉันต้องหยุดลงทันใด
ช่างเถอะ ไม่ให้ซื้อก็ไม่ซื้อ ไม่ใช้แค่คืนเดียวไม่เป็นไรหรอก ดังนั้นฉันจะไม่เถียงกับพี่ปายต่อหน้าคนอื่นด้วยเรื่องแค่นี้ ตอนนี้รีบจ่ายเงินแล้วออกจากร้านดีกว่า ยืนเป็นอาหารตาให้คนอื่นมองแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย
พอขึ้นรถฉันก็ไม่ได้เคืองพี่ปายเรื่องครีมบำรุงที่เขาไม่ให้ฉันซื้อแล้ว เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าฉันไม่ควรจะโกรธเขาด้วยเรื่องเล็กแค่นี้ หรือต่อให้มันเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ฉันก็ดูเหมือนจะไม่สามารถโกรธเขาได้ ด้วยสถานะของฉันดูเหมือนว่ามีแต่จะต้องยอมเขายอมเขาแล้วก็ยอมเขาเท่านั้นละมั้ง
กินข้าวกันเสร็จพี่ปายก็เดินขึ้นห้องแต่ก่อนที่เขาจะแยกไป เขาก็หันมาบอกกับฉันว่า “คืนนี้นอนห้องพี่นะ”
พี่ปายขึ้นห้องไปแล้ว ฉันก็เล่นกับเจ้ามิกกี้ต่ออีกพักหนึ่ง รอจนป้าอิ่มเก็บกวาดครัวเรียบร้อยและกลับไปแล้ว ฉันถึงส่งเจ้าหมาหน้าโง่เข้าบ้านของมัน แล้วกลับขึ้นห้องตัวเองไปอาบน้ำ
อาบน้ำเสร็จก็เป็นเวลาห้าทุ่มกว่าแล้ว ฉันชั่งใจอยู่ในห้องตัวเองเกือบสิบนาทีจากนั้นถึงได้เดินถือหมอนของตัวเองไปเคาะห้องพี่ปาย ซึ่งฉันไม่เคยเข้าห้องนอนเขามาก่อน ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรก
พอเดินเข้ามาในห้อง ฉันก็พบว่าห้องนอนพี่ปายกว้างมาก น่าจะกว้างกว่าห้องที่ฉันนอนเกือบสองเท่าตัว ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมกับส่วนของห้องแต่งตัวและห้องน้ำ พอกะคร่าวๆ ด้วยสายตาฉันก็คิดว่ามันน่าจะกินพื้นที่บ้านทางด้านทิศตะวันออกเกือบทั้งหมดเลย
บ้านของพี่ปายเป็นรูปตัวยูมีสองชั้น สามส่วน ส่วนหน้าที่เป็นส่วนกลางด้านล่างเป็นห้องรับแขกกับห้องนั่งเล่น ทางทิศตะวันออกแบ่งเป็นสองห้องคือห้องสตูดิโอหรือก็คือห้องดูหนังที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับห้องหนังสือซึ่งอยู่ปลายสุด ฉันเคยเข้าไปนั่งเล่นอยู่สองสามครั้ง
ชั้นบนส่วนกลางแบ่งเป็นห้องพักแขกสามห้อง ซึ่งฉันครอบครองอยู่หนึ่งห้อง ส่วนพื้นที่ทางทิศตะวันออกเป็นห้องนอนทั้งหมดของพี่ปาย ซึ่งก็คือห้องนี้ที่ฉันกำลังยืนอยู่
ส่วนอีกด้านหนึ่งของบ้าน ซึ่งก็คือทางทิศตะวันตกทั้งสองชั้น ฉันเคยได้ยินป้าอิ่มบอกว่าพี่ปายจะเปิดใช้เฉพาะวันที่เขาจัดปาร์ตี้ หรือก็คือ เอาไว้เพื่อใช้จัดปาร์ตี้โดยเฉพาะ มันจึงถูกสร้างแยกเฉพาะส่วนเอาไว้ ไม่มีทางเชื่อมภายในบ้าน เหมือนสร้างแยกเป็นอีกหลังไปเลย
ส่วนสุดท้ายเป็นพื้นที่นอกบ้านบริเวณด้านในรูปตัวยู ตรงกลางบ้านด้านในเป็นส่วนสไตล์ญี่ปุ่นซึ่งสร้างตามความชอบของเจ้าของบ้าน ส่วนด้านนอกถัดออกไปเป็นสระน้ำมาตรฐานขนาดกลางที่ถูกใช้จัดปาร์ตี้อยู่บ่อยครั้ง
ส่วนโรงจอดรถของพี่ปาย ผู้รักรถเป็นชีวิตจิตใจสร้างแยกเอาไว้อีกด้าน ด้านในจอดรถของเขาเอาไว้หลายคัน ซึ่งฉันก็ยังไม่เคยเห็นทั้งหมด
“ยืนเหม่ออะไร มานี่สิ”
ยืนสำรวจห้องพี่ปายด้วยสายตาไปรอบหนึ่ง เจ้าของห้องก็เดินมายืนพิงประตูเรียก ฉันจึงหันไปมองเขาที่ยืนกอดอกพิงประตูอยู่อีกด้านตาปริบๆ สภาพที่สวมเพียงชุดคลุมสีขาวของเขาทำเอาฉันรู้สึกร้อนใบหน้าวูบวาบขึ้นมา อารมณ์ด้านในก็กระเพื่อมสั่นไหวไม่คงที่
ฉันเดินเข้าไปหาพี่ปายเมื่อเขากวักมือเรียกอีกรอบ แรงขัดขืนในใจที่อยากจะวิ่งหนีออกจากห้องถูกความจริงที่ว่า ยังไงก็ต้องถูกกินจนเกลี้ยงอยู่ดีข่มเอาไว้
พี่ปายคว้ามือฉันไปจับแล้วลากเข้าไปด้านในห้องเสื้อผ้าของเขา เขาพาฉันเดินผ่านตู้ขนาดใหญ่หลายบานไปยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ จากนั้นมือเรียวก็เปิดตู้หยิบสกินแคร์ออกมาเซตหนึ่ง
มายก็อด!
นี่คือคำอุทานที่บรรยายความรู้สึกของฉันในตอนนี้ได้ดีที่สุด
ฉันหันไปเหลือบมองใบหน้าใสของผู้ชายหน้านิ่งที่ชอบทำหน้าตาเฉยไม่สนโลกข้างๆ ด้วยความอัศจรรย์ใจ มันต้องใช้คำว่าอัศจรรย์ใจจริงๆ เพราะฉันไม่เคยจินตนาการภาพนี้ของพี่ปายมาก่อน ตู้กระจกข้างกระจกบานใหญ่ทุกชั้นมันเต็มไปด้วยสกินแคร์ไม่รู้กี่ยี่ห้อวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ แล้วพอมองดูดีๆ ก็พบว่าพวกมันล้วนแล้วแต่ถูกวางไว้เป็นเซต เป็นคอลเลคชั่น ไม่มีปะปนกันมั่วเลย
“จะทำเองหรือให้พี่ทำให้”
หยิบมาวางเรียงกันเสร็จแล้ว พี่ปายก็หยิบขวดแรกที่เป็นเซรั่มมาเปิด เขาหันมาถามฉันก่อนจะหยดลงบนนิ้วมือของตัวเอง ฉันมองพี่ปายด้วยความรู้สึกมึนๆ ในหัวเหมือนจะยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ว่าเขาคิดจะทำอะไร แล้วทันใดนั้นนิ้วเรียวของพี่ปายก็เตะลงบนใบหน้าของฉัน จากนั้นเขาคลึงมันเบาๆ เกลี่ยเซรั่มไปทั่วใบหน้า
คนอื่นอาจจะเคยไปทดลองใช้ผลผลิตภัณฑ์พวกนี้ที่เคาน์เตอร์แบรนด์กัน แต่ว่าฉันไม่เคยสีประสบการณ์แบบนั้นเพราะต้องประหยัดเงิน เครื่องสำอางและสกินแคร์ที่เคยใช้จึงทดลองเองมาตลอด มันเลยกลายเป็นว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกของฉันที่มีคนทำเรื่องแบบนี้ให้
ฉันเหมือนคนโดนมนต์สะกด สายตาจึงเอาแต่จับจ้องใบหน้าของพี่ปายจนแทบไม่กะพริบ ร่างกายก็ยืนนิ่งปล่อยให้เขาหยิบโน้นทำนี่ลงบนใบหน้าอย่างไม่มีความคิดจะห้ามปราม จนกระทั่งสกินแคร์ทั้งห้าตัวถูกเขาชโลมลงบนใบหน้าของฉันเสร็จแล้ว ฉันถึงได้ดึงตัวเองหลุดออกมาจากมนต์สะกดนี้ได้
“เคลิ้ม ไม่เท่าไหร่เลยนะ”
พี่ปายอมยิ้มพร้อมกับจิ้มหน้าผากกันไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ ฉันจึงหลุดยิ้มเขินออกมาเมื่อพบว่าตัวเองปล่อยให้เขาทาครีมให้จนหมดเซต แต่แล้วในทันทีที่เอามือแตะหน้าผากตรงที่โดนเขาจิ้ม ฉันรู้สึกได้ว่าผิวบนหน้าตัวเองเหมือนจะนุ่มและเนียนมากขึ้น
ว่าแล้วฉันก็ยกอีกมือขึ้นมาจับแก้มตัวเอง แล้วพอสัมผัสไปรอบหนึ่ง ฉันจ้องมองพี่ปายด้วยแววตาที่เบิกกว้าง เต็มไปด้วยความตกตะลึง เพราะไม่น่าเชื่อว่าใบหน้าตัวเองจะเนียนและนุ่มขนาดนี้ได้ในทันทีที่ทาครีมไปแค่รอบเดียว
เมื่อก่อนฉันไม่เคยคิดว่าผิวหน้าตัวเองสากเลยนะ จนกระทั่งตอนนี้
“ทำไมมันดีขนาดนี้ล่ะ”
ถามเขาไปเหมือนคนไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน พี่ปายก็พลันยิ้มขำมากกว่าเดิมออกมา
“ชอบละสิ”
ฉันพยักหน้าตอบว่าใช่ทันที ตอนนี้ไม่เหลือพื้นที่ที่จะมารักสงรักษาหน้าตาตัวเองแล้ว
“ชอบก็เอาไปใช้"
"จริงเหรอคะ ขอบคุณค่ะ อื้ม นุ๊มนุ่ม นี่ผิวหน้าชาจริงๆ หรอ หรือว่าไข่ต้ม” ฉันพูดด้วยความดีใจ ก่อนจะหัวเราะขำให้กับคำพูดของตัวเอง
“ให้พี่พิสูจน์ให้ไหม” พี่ปายว่าพร้อมกับยื่นมือมาบีบแก้มทั้งสองของฉันก่อนจะดึงมันเบาๆ พร้อมกัน
“โอ๊ พี่ปายทำอะไรเนี่ย”
ฉันว่าเขาด้วยความตกใจพร้อมกับดึงมือของเขาออกไปจากใบหน้าตัวเอง เพราะกลัวว่าครีมที่เพิ่งทาลงไปมันจะถูกเขาดึงจนหลุดติดมือออกมา
“ฮึฮึ หน้านุ่มแล้วเหลือ... ปาก มาเลือกว่าอยากได้กลิ่นไหน”
มือเรียวข้างหนึ่งตวัดเอวของฉันไปกอดเอาไว้ จากนั้นเขาก็ใช้อีกข้างเลื่อนบานกระจกด้านบนของโต๊ะออก พอกระจกถูกเปิดออก ริมสติกหลายสิบแท่งก็วางเรียงกันอยู่เต็มในนั้น ฉันมองพวกมันตาปริบๆ ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของที่ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขาแมนจริงๆ หรือเปล่า ทำไมถึงได้มีเครื่องสำอางมากมายขนาดนี้
“แถวนี้เป็นลิปมัน เราชอบกลิ่นอะไร” พี่ปายมองฉันเหมือนไม่รู้ว่าฉันกำลังจ้องเขาด้วยสายตาสงสัยอยู่
“พี่ปายเป็นควีนหรือเป็นคิง?” คิดแล้วฉันก็ถามออกไปอย่างไม่รู้ตัว พอรู้สึกตัวมันก็หลุดปากถามออกไปแล้ว
“อะไรคือควีน? คิง?” พี่ปายขมวดคิ้วจ้องฉันเหมือนไม่เข้าใจ
“อ่ะ.. เกย์ไง”
ไหนๆ ก็ถามออกไปแล้ว ฉันก็เลยได้แต่ต้องไปให้สุด
“เกย์?”
พี่ปายเลิกคิ้ว จากนั้นก็จ้องฉันนิ่ง สายตาของเขาทำเอาฉันร้อนรนขึ้นมาทันทีทันใด ฉันจึงเริ่มขยับเอวดิ้นออกจากวงแขนของเขา
“พี่ดูเหมือนเกย์ตรงไหน” พี่ปายขยับเข้ามาใกล้ ท่าทางของเขาทำให้ฉันรู้สึกอันตรายจนแทบไม่กล้าหายใจแรง ตอนนี้นึกอยากด่าตัวเองว่าปากไม่ดีก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไรแล้ว
“ก็... นี่ไง” ถึงจะกลัวจนหวั่นใจไปหมดแล้วแต่ฉันก็ชี้มือสั่นๆ ของตัวเองไปยังตู้กระจกที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางและสกินแคร์ของเขา
“ทำไมล่ะ มีเยอะแปลว่าต้องเป็นเกย์ด้วยหรอ” เขาก้มหน้าลงมาถามในระยะใกล้ นั่นทำให้ฉันหวาดหวั่นมากกว่าเดิม
“อ่ะ ไม่ ไม่มั้งคะ”
“นั่นนะสิ พิสูจน์กันดีไหม” พี่ปายยิ้มอันตราย รอยยิ้มแบบนี้ของเขา ฉันคิดว่าเขาไม่ยิ้มแบบปกติยังจะดีซะกว่า
“อ๊ะ”
ร่างกายของฉันถูกพี่ปายยกขึ้นวางบนโต๊ะกระจกฝั่งที่ไม่ได้เปิด จากนั้นพี่ปายก็แทรกเข้ามายืนตรงกลางหว่างขาในระยะประชิดแทบจะแนบกันสนิท ฉันเงยหน้ามองพี่ปายตาปริบๆ ด้วยความกลัวจนสั่น เพราะไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าคนตรงหน้ากำลังจะทำอะไร
แล้วพี่ปายก็หยิบลิปสติกออกมาแท่งหนึ่ง ก่อนจะเปิดฝาออกอย่างไม่เร่งรีบ จากนั้นเขาก็ระบายลงบนริมฝีปากของฉันอย่างบรรจง พอแล้วเสร็จเขาปิดฝาวางมันลงกลับไปที่เดิม
พี่ปายจ้องมองริมฝีปากของฉันด้วยสายตาที่บ่งบอกว่าเขากำลังพอใจมาก จากนั้นใบหน้าคมก็ขยับลงมาแนบริมฝีปากจูบกันเบาๆ
“อื้อ”
ฉันที่แทบไม่กล้าหายใจแรงแทบจะสำลักเมื่อถูกเขาจู่โจมแบบนี้ แล้วพอริมฝีปากถูกเขาง้างเปิดออกความชุ่มชื้นก็พลันแทรกเข้ามาเกาะเกี่ยวตวัดพัวพันกันอย่างดูดดื่ม ฉันยกมือเกาะเอวพี่ปายแน่นอนตอบรับการรุกล้ำของเขาราวกับคนกำลังจมน้ำ
เราจูบกันอยู่พักหนึ่งพี่ปายก็ผลักออกจากนั้นเขาก็หยิบลิปมันกลิ่นใหม่มาเปิดแล้วทำเหมือนกับก่อนหน้านี้ จากนั้นฉันก็ถูกพี่ปายจูบจนหัวหมุนไปอีกรอบ
_________________________________________________