EP.18

2471 Words
เกือบสี่ทุ่ม พี่ปายก็พาฉันมาถึงบาร์ X บาร์เหล้าลับๆ ที่มีเฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นในบาร์จึงมีลูกค้าไม่เยอะ แต่ถึงอย่างนั้นทุกโต๊ะก็ถูกจับจ้องจนเกือบหมด พอเดินตามพี่ปายเข้าไปหากลุ่มเพื่อนของเขา ฉันก็พบว่าเพื่อนๆ พี่ปายมากันครบหมดแล้ว อ๋อ ยกเว้นพี่จิมมี่ ดูเหมือนครั้งก่อนฉันก็ไม่เห็นเขาเหมือนกัน “ยังไงมึง” พี่สเฟียร์ เพื่อนพี่ปายรับไหว้จากฉันแล้วหันไปพูดกับพี่ปาย ซึ่งแน่นอนว่าคนอย่างพี่ปายไม่ตอบหรอก เขาดึงฉันไปนั่งลงบนโซฟาสีแดงที่ยังว่างด้วยกัน ก่อนจะสั่งเครื่องดื่ม “เอาจนได้นะมึง” เพื่อนพี่ปายที่ชื่อ อี้ หันมาพูดกับพี่ปายยิ้มๆ พร้อมกับเหลือบมามองฉัน ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดถึงฉันหรือเปล่า แล้วถ้าพูดถึงฉันประโยคนี้ของพี่อี้มันหมายความว่ายังไง “เหมือนมึงไง” แล้วพอพี่ปายหันไปตอบกลับพี่อี้ ฉันก็ยิ่งรู้สึกมึนมากกว่าเดิม ดังนั้นจึงไม่สนใจว่าพี่ปายจะคุยอะไรกับเพื่อนอีก แต่หันไปสนใจบรรยากาศและเพลงสากลที่เปิดคลอเบาๆ ในร้านแทน แล้วพอกวาดสายตามองสำรวจร้านด้วยความสนใจไปรอบหนึ่ง ฉันก็หยุดสายตาลงที่บาร์เทนเดอร์ของร้าน มันคือความบังเอิญที่เขาก็หันมามองทางนี้พอดี ฉันเลยสบตากับเขาไปโดยไม่ตั้งใจ แล้วทันใดนั้นพ่อหนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่มือกำลังชงเครื่องดื่มก็ขยิบตาส่งวิ๊งค์มาให้กันทีหนึ่งอย่างขี้เล่น “...” ฉันมองเขาตาปริบๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองทางอื่นด้วยความรู้สึกอยากหัวเราะขำ แล้วก้มลงมองสภาพตัวเองที่แต่งตัวธรรมด๊าธรรมดาพลันเกิดความสงสัยว่า ในสภาพโทรมๆ ที่เพิ่งออกมาจากที่ทำงานแบบนี้ ฉันดูสวยเหรอ ถึงได้มีผู้ชายหน้าตาดีมาเล่นหูเล่นตาด้วยแบบนี้ แล้วในจังหวะนี้ก็มีสาวสวยสองคนเดินเข้ามาทักทายพวกรุ่นพี่ในโต๊ะ ตามประสากลุ่มหนุ่มฮอตที่ไปไหนก็มีแต่คนรู้จัก หรือต่อให้ไม่มีคนรู้จักก็ยังคงมีคนเข้ามาทักทายเป็นปกติ ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่าพี่ปายกับเพื่อนๆ ของเขารู้จักกับสาวสวยสองคนนี้มาก่อนหรือเปล่า แล้วฉันก็ไม่ได้สนใจด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง “พี่ปายจะจัดปาร์ตี้วันไหนคะ” คุยกันอยู่สักพัก หนึ่งในสองสาวสวยก็หันมาถามพี่ปาย สีหน้าและแววตาของเธอเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับการชวน ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ก่อนหน้านี้ที่ฉันรับงานเด็กเอนบิกีนี ผู้หญิงหลายคนที่มารับงานด้วยกันก็มาด้วยเหตุผลอยากไปปาร์ตี้บ้านเขา เพียงแต่ตอนนั้นฉันร้อนเงินมาก เลยไม่ได้สนใจว่างานที่ตัวเองรับเจ้าของงานเป็นใคร ทำไมผู้หญิงสวยๆ หลายคนถึงได้คาดหวังอยากไปงานปาร์ตี้ชุดว่ายน้ำของพี่ปาย? เรื่องนี้ฉันเคยได้ยินมาจากพัชชาตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน ตอนที่เราอยู่ปีหนึ่ง เธอเคยพูดขำๆ กับฉันถึงเหตุผลที่ทุกคนอยากไปปาร์ตี้ชุดว่ายน้ำของพี่ปาย ว่ามันเป็นเพราะสามเหตุผลหลักๆ นั่นคือ หนึ่ง อาหารและสถานที่ดีมาก แถมมีที่พักให้ด้วยถ้าใครไม่อยากกลับ ก็นอนพักได้ตามสบายไม่ต้องจ่ายเงิน สอง ปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยง แต่ปลอดภัยไม่เล่นยาและไม่มีการมั่วหรือเซ็กส์หมู่เกิดขึ้นแน่นอนเพราะพี่ปายให้คนมาจับตาดูตลอดและสาม เพื่อนๆ พี่ปายมีแต่ผู้ชายงานดีๆ ทั้งนั้น ถ้าได้สักคนจากงานนี้ก็เหมือนตกถังข้าวสารสบายไปทั้งชาติ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าเหตุผลที่ยัยพัชชาพูดตอนนั้นมันจริงหรือเปล่า แต่เรื่องที่ผู้หญิงส่วนมากอยากไปปาร์ตี้บ้านเขาเป็นเรื่องจริง แต่มีน้อยมากเหมือนกันที่พี่ปายจะชวน ผู้หญิงที่เดินในงานส่วนมากเป็นเ********นแบบที่ฉันเคยทำซะมากกว่า เพราะผู้หญิงที่มาด้วยสถานะแบบนั้นจะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำได้ เหมือนกับที่ตอนนั้นเพื่อนของเขาจะให้ฉันไปต่อ แล้วฉันไม่ยินดี เพื่อนพี่ปายก็บังคับไม่ได้ “เสาร์นี้” พี่ปายตอบสั้นๆ น้ำเสียงที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ของเขาทำเอาคนถามหน้าเจือ ความหวังที่จะได้รับคำชวนก็ลดลงเหลือศูนย์ ฉันไม่ได้สนใจว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีสีหน้ายังไง เรื่องที่ฉันสนใจคือคำพูดของพี่ปายที่เขาตอบว่า เสาร์นี้จะจัดปาร์ตี้ เสาร์นี้เขาจะจัดปาร์ตี้ที่บ้าน นั่นแปลว่าฉันจะต้องกลับไปอยู่หอหรือเปล่า หรือว่าคอนโดตกแต่งเสร็จแล้ว “เลิกมองไอ้บาร์เทนเดอร์นั่นได้ไหม” ฉันสะดุ้งหลุดออกจากความคิดของตัวเองด้วยเสียงกระซิบห้วนๆ ของคนข้างๆ ที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบใจ แขนข้างหนึ่งของเขาที่สอดเข้ามาทางด้านหลังดึงเอวของฉันรั้งไปแนบชิดแล้วกอดกันแน่นไม่สนใจสายตาคนอื่น “ไม่ได้มอง” ฉันปฏิเสธข้อกล่าวหาของพี่ปาย เพราะไม่ได้ตั้งใจจะมองผู้ชายคนนั้นจริงๆ ถึงแม้ว่าจะมีหลายครั้งที่ฉันกวาดสายตาไปแล้วบังเอิญสบตากับผู้ชายคนนั้นก็เถอะ แต่ทำไงได้ล่ะ ก็ฉันนั่งหันหน้าไปทางนั้นมันเลยเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่มองนี่ แค่เงยหน้าก็มองเห็นแล้ว ไม่ใช่ว่าอยู่ในมุมที่ต้องหันไปมองซะหน่อย “ไม่ชอบ” ไม่ชอบ! คำพูดนี้อีกแล้ว “ก็บอกว่าไม่ได้มองไงคะ มันบังเอิญแล้วเขาก็มองมาพอดี” อธิบายแล้วฉันก็งงว่าตัวเองจะอธิบายไปทำไม ความจริงฉันจะมองหรือไม่มองใครมันก็ไม่เกี่ยวกับพี่ปายหรือเปล่า หรือว่าเป็นเด็กในปกครองของเขาต้องห้ามมองผู้ชายคนอื่นด้วย แต่ฉันก็ไม่ได้มองจริงๆ นะ มันก็แค่บังเอิญเฉยๆ อ๋อ ยกเว้นครั้งแรกนั่นละกัน อันนั้นมองจริงๆ “โดนจ้องตั้งหลายครั้งแบบนั้น ยังคิดว่ามันบังเอิญอีกเหรอ” “...” ก็ใช่นะสิ หรือจะให้ฉันเข้าข้างตัวเองว่า ผู้ชายคนนั้นมองฉันด้วยความสนใจอยู่ล่ะ เฮ้อ ควรจะดูสภาพของฉันตอนนี้ซะก่อน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแต่งตัว แค่โดนเขากอดไม่ปล่อยแบบนี้ ฉันก็แทบไม่มีความมั่นใจเรื่องกลิ่นตัวแล้ว ตั้งแต่บ่ายจนสามทุ่มร่างกายของฉันไม่รู้ว่าผ่านเหงื่อที่ชุ่มมาแล้วกี่รอบ ตอนนี้ฉันจึงแปลกใจมากที่ปายยังสามารถทนกลิ่นตัวเหม็นๆ แบบนี้ของฉันได้อยู่ “งั้นพี่ก็ไปบอกให้เขาเลิกมองมาทางนี้สิ” ฉันไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพี่ปายถึงต้องไม่พอใจเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเขาไม่พอใจที่คนอื่นมองฉัน เขาก็ควรไปบอกคนคนนั้นสิ ไม่ใช่มาบอกฉัน หรือว่าจะให้ฉันไปบอกเองล่ะ “...” พี่ปายหันมามองฉันนิ่ง จากนั้นก็จูบกันหน้าตาเฉย ความเร็วของเขาทำเอาฉันอยากหลบหน้าหนีแต่ก็หลบไม่ทัน ฉันจึงถูกเขาจูบโชว์คนอื่นไปหนึ่งรอบ แล้วพอเขาผลักออก ฉันก็มองพี่ปายด้วยความโกรธ อยากลุกเดินหนีแต่กลับดิ้นไม่หลุดจากวงแขนที่รัดเอวตัวเองอยู่ “มองอีกพี่ก็จะทำอีก” เขาพูดแล้วยกมุมปากอย่างท้าทาย “...” ฉันถลึงตาใส่พี่ปายด้วยความโมโห แก้มก็ซับสีเข้มด้วยความอายต่อสายตาของคนอื่นๆ ที่เหลือบกันมามองคนละทีสองที ด่าได้ไหม ฉันด่าเขาแรงๆ ได้ไหม “ชาไม่ชอบ” แต่สุดท้ายฉันก็ไม่กล้าด่าคนตรงหน้า แม้ว่าจะโมโหเขามากก็ตาม จึงได้แต่ใช้คำพูดของเขามาพูดกลับไปบ้างว่าตัวเองไม่ชอบที่เขาทำแบบนี้ ตอนนี้ฉันเป็นเด็กของเขาก็จริง แต่คนอื่นไม่รู้ ในสายตาคนอื่นเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน แล้วเขามาจูบฉันแบบนี้จะให้คนอื่นมองและคิดกับฉันยังไง หรือว่าเขาอยากจะบอกคนอื่นว่าตอนนี้ฉันเป็นของเขาอยู่งั้นเหรอ? เฮ้อ น่าขำชะมัด นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ “ไม่ชอบ ก็เก็บสายตาตัวเองดีดี” “จะให้ชามองแค่หน้าพี่ปายเหรอคะ” ฉันถามอย่างประชด แต่พี่ปายก็ยกยิ้ม “อืม ได้แบบนั้นก็ดี” ดีกับผีนะสิ ขืนให้ฉันมองใบหน้าหล่อๆ ของพี่ปายอยู่ที่เดียวอยู่ตลอดเวลา ไม่คลั่งเขาขึ้นมาฉันก็ควรไปบอกบวชแล้ว ต่อจากนั้นฉันก็เงียบปิดปากตัวเองสนิท ไม่คิดจะลับฝีปากตัวเองพี่ปายต่อ ส่วนสายตาก็หลุบลงต่ำไม่เงยหน้ากวาดมองไปทั่วร้านหาเรื่องให้คนข้างตัวจับผิดอีก มันคือการมานั่งจิบเครื่องเหล้ายี่ห้อแพงๆ คุยเรื่องสัพเพเหระของกลุ่มพี่ปายที่มักจะนัดกันเสมอเมื่อมีเวลาว่าง ดังนั้นเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันฉันจึงฟังไม่รู้เรื่องและไม่คิดจะสนใจ มีหลายครั้งที่ฉันไม่เข้าใจเลยว่าพี่ปายจะเอาฉันมาด้วยทำไม ในเมื่อเพื่อนๆ ของเขาไม่พกผู้หญิงมาด้วยสักคน แต่สุดท้ายฉันก็ขี้เกียจจะคิดหาคำตอบที่มันไม่มีคำตอบ ฉันจึงเลิกคิดแล้วนั่งจิบเบียร์เย็นๆ ฟังเพลงเพลินๆ ซบไหล่อุ่นๆ ที่ไม่ยอมให้ฉันออกห่างอยู่แบบนั้นจนตีหนึ่งกว่า กลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาตีสองกว่าแล้ว ในบ้านที่มีเพียงไฟตรงทางเดินเปิดอยู่ มิกกี้เจ้าหมาหน้าโง่กับป้าอิ่มเข้านอนไปนานแล้ว ฉันเดินตามพี่ปายที่ดื่มเข้าไปค่อนข้างเยอะแต่อาการยังปกติเข้าบ้าน พอขึ้นไปถึงชั้นบนก็ตั้งใจจะแยกตัวกลับห้องตัวเองไปอาบน้ำและนอนพักผ่อน เพราะวันนี้ฉันเหนื่อยมาก ทำงานตั้งแต่บ่ายจนค่ำ เลิกงานก็ยังถูกลากไปนั่งต่อที่บาร์จนเลยเที่ยงคืน สภาพของฉันในตอนนี้จึงทั้งง่วงทั้งล้า อยากกลับห้องไปอาบน้ำแล้วซุกตัวนอนสบายๆ อยู่บนเตียงกว้างๆ เพียงลำพัง “ห้องพี่” แต่พี่ปายกลับลากฉันเดินไปยังห้องเขา มือที่จับกันไว้ก็ยอมปล่อย ตอนนี้ฉันชักจะเริ่มสงสัยแล้วว่าพี่ปายเห็นฉันเป็นตัวอะไร เขาถึงได้เอาแต่ใจและเอาแต่ออกคำสั่งอยู่ตลอด แถมยังทำเหมือนจะสิงกันอยู่กันนั่นแหละ อย่าบอกนะว่าคืนนี้เขาจะทำเรื่องแบบนั้นอีก นี่มันจะตีสามแล้วนะ พรุ่งนี้เช้าฉันมีเรียนด้วย “ชาไปอาบน้ำก่อน” ฉันหาข้ออ้าง โดยตั้งใจว่าอาบน้ำเสร็จก็จะเนียนหลับไปเลย “อาบด้วยกัน” เขามันหื่น ฉันไม่อยากอาบน้ำกับเขา “ไม่เอา... เอ๊ะ” พอปฏิเสธ พี่ปายก็ยกฉันขึ้นพาดบ่าแล้วเดินดุ่มๆ ไปเปิดประตูห้องตัวเอง เข้าห้องไปแล้วเขาก็เดินตรงไปห้องน้ำ จากนั้นพี่ปายก็จับฉันกินในสภาพที่ยังลอกคราบไม่เสร็จทั้งแบบนั้น ซึ่งฉันทั้งหวีดทั้งขัดขืนด้วยความไม่เต็มใจ แต่ใครจะไปสู้ลูกไม้ของเขาได้ ใช้เวลาอาบน้ำไปเกือบชั่วโมง พี่ปายก็เดินตามฉันออกมาจากห้องน้ำในสภาพเปียกพอกันทั้งคู่ เราสองคนหยิบเสื้อผ้าของเขามาใส่กันลวกๆ แล้วเข้านอนกันอย่างรวดเร็ว แต่พอห่มผ้าปิดไฟมือเรียวก็ขยับมาลูบไล้แล้วเริ่มศึกรบกันบนเตียงอีกครั้งจนท้องฟ้าข้างนอกสว่าง ก่อนจะหลับไปตอนแปดโมง ฉันนึกอยากจะถามพี่ปายเหลือเกินว่าร่างกายทำมาจากอะไร ทำไมถึงได้มีแรงเยอะขนาดนี้ ผู้ชายหน้านิ่งนี่มันเหมือนที่คนอื่นเขาพูดกันจริงๆ ทั้งหื่นทั้งแรงดีไม่มีตก ทำเอาฉันทั้งเพลียและทั้งเหนื่อยเมื่อยไปทั้งตัว รู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าที่ตอบตกลงเป็นเด็กของเขาเลย ฉันพลาดคลาสเรียนในช่วงเช้าไปอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ตอนบ่ายก็หอบร่างโทรมๆ ที่ยังสั่นของตัวเองไปเรียนด้วยความขยัน ยังดีที่โลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่าน้ำแดง ฉันเลยได้รับความสดชื่นจากเจ้าสิ่งนี้อยู่บ้าง สภาพเลยยังไม่เหมือนผักเฉาที่เน่าตายอยู่ข้างตลาดสด ช่วงบ่ายหลังจากเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาเสร็จแล้ว ฉันกับหวายที่ช่วงนี้ตัวติดกันบ่อยๆ ก็พากันมานั่งกินนมในร้านคาเฟ่หลังมหาลัย “ตกลงแกไปทำอะไร” หวายถามคำถามเดิมรอบที่สิบ ซึ่งมันถามฉันแบบนี้ตั้งแต่เจอกันแล้ว “ก็บอกว่าฝันร้ายไง” ฉันตอบคำตอบเดิมเป็นรอบที่สิบเหมือนกัน “โอ๊ย ใครจะไปเชื่อ โดนรุมโทรมมาก็ยอมรับออกมาดีดีเหอะ” ยัยหวายจิบปากจิบคอพูด พอมันพูดจบฉันก็ฟาดแขนมันไปทีหนึ่งพร้อมกับปรายตาคมกริบมองมัน “แกสิ โดนรุม” “โอ๊ย ถ้าฉันโดนรุมนะ ป่านนี้กลายร่างเป็นนางฟ้า สวยวิ๊งไปแล้ว” “โรคจิต ระรี๊ระริกเกินไปล่ะ” ฉันฟาดแขนหวายอีกรอบ แต่มันชักแขนหลบทัน ความจริงฉันก็แอบคิดว่าสภาพตัวเองไม่ต่างจากที่เพื่อนพูดเลยจริงๆ เพียงแต่มันไม่ใช่ผลมาจากการโดนทารุณแบบนั้น แต่มันเป็นผลมาจากการโดนพี่ปายทารุณจนเช้าต่างหาก พูดถึงพี่ปายแล้วก็ทำเอาฉันขยาดจนไม่อยากกลับบ้าน ดังนั้นฉันจึงยังคงนั่งเวิ่นเว้อเล่นอยู่กับหวายต่อรอฟ้ามืดแล้วค่อยกลับ __________________________________________
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD