ครืด ๆ
ในขณะที่กำลังเม้าเรื่องอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่กับหวาย โทรศัพท์ของฉันก็สั่น พอหยิบออกมาดูคนที่โทรเข้ามาก็เป็นคนที่ฉันกำลังนึกอยากหนีหน้า ฉันจึงเลือกที่จะไม่กดรับแล้วปล่อยให้มันสั่นอยู่แบบนั้นจนกว่าเขาจะวายสายไปเอง
[Pay Pariwat: รับสาย]
[Pay Pariwat: พี่จะไปรับ]
[Pay Pariwat: ไปดูคอนโด]
พอเห็นข้อความที่สาม ความรู้สึกเฉื่อยๆ ของฉันก็โลดแล่นขึ้นมา มันเหมือนตัวเองกำลังเห็นอิสรภาพในเร็ววันนี้ ดังนั้นพอสายของพี่ปายเข้าอีกรอบ ฉันจึงรีบรับสายอย่างรวดเร็ว ลืมเรื่องที่ตัวเองตั้งใจจะทำเนียนว่าไม่รับสายเขาเพราะไม่เห็นไปสนิท
ไปดูคอนโดเท่ากับใกล้จะได้ย้ายไปอยู่คอนโด ย้ายไปอยู่คอนโดแปลว่ามีพื้นที่ส่วนตัว มีพื้นที่ส่วนตัวแปลว่าไม่ต้องเจอพี่ปายบ่อย ...
พระเจ้า ฉันไม่เคยรู้สึกว่าท้องฟ้าที่สว่างไสวขนาดนี้มาก่อน
ผ่านไปประมาณสามสิบนาทีพี่ปายก็ขับรถมาถึงหน้าร้าน ฉันจึงโบกมือลาหวายเดินออกจากร้านไปขึ้นรถของเขา คอนโดที่พี่ปายซื้อใหม่อยู่ห่างจากมหาลัยไม่ไกล เวลาไปมหาลัยจึงค่อนข้างสะดวก ห้องที่พี่ปายซื้ออยู่บนชั้นสิบห้าจากทั้งหมดสามสิบห้าชั้น ฉันมารู้ทีหลังว่าคอนโดแห่งนี้เป็นหนึ่งโครงการของบรษัทของพี่อี้เพื่อนพี่ปาย ดังนั้นเลยทำเรื่องต่างๆ เสร็จเร็ว
พอเปิดเข้ามาในห้อง ฉันก็พบว่าห้องทั้งห้องเป็นสีขาวล้วนมีเพียงผ้าม่านที่เป็นสีเทาอ่อน พี่ปายพาฉันเดินดูห้องนอนกับน้ำและโซนครัวที่แยกออกจากห้องนั่งเล่นอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับเปิดแมคบุ๊คแล้วถามไปเลื่อนไปว่าอยากได้เฟอร์นิเจอร์แบบไหน วางตรงไหน ซึ่งฉันตามใจเขานั่นแหละ เพราะฉันไม่ใช่เจ้าของห้องซะหน่อย แค่จะย้ายมาอยู่ชั่วคราวเท่านั้น
“ใส่ใจหน่อยสิ” พี่ปายมองฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่ชัดเจนว่าไม่พอใจที่ฉันเอาแต่ตอบเขาว่า ‘พี่ปายคิดว่าสีไหนดีคะ’
“...”
เขาอยากตกแต่งแบบสไตล์ที่ฉันชอบจริงๆ เหรอ เขาแน่ใจนะ
จ้องพี่ปายตาปริบๆ แล้วพอเขาไม่เปลี่ยนคำพูด ฉันก็ดึงแมคบุ๊คในมือเขาไปเขี่ยๆ แล้วจิ้มเฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเองอยากได้ในแต่ละรายการอย่างไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไป
“แค่นี้พอค่ะ”
ในห้องผนังและม่านรวมถึงเฟอร์นิเจอหลักๆ ที่ต้องอาศัยการบิ้วอินล้วนทำเสร็จหมดแล้ว ที่พี่ปายให้ฉันเลยเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งอย่างพวกโคมไฟ โซฟา ชั้นวางหนังสือ กระถางต้นไม้อะไรพวกนี้ กับรูปแบบครัวที่มีให้เลือกทั้งเซตแบบเข้าชุด ดังนั้นมันจึงสามารถจิ้มๆ โดยใช้สีเป็นเกณฑ์ได้ ฉันจึงเลือกทุกอย่างที่เป็นสีเหลืองเข้มทั้งหมด ก่อนจะหันไปบอกพี่ปายว่า
“ชาขอเปลี่ยนผ้าม่านเป็นสีเหลืองด้วยได้ไหมคะ”
“ได้”
พี่ปายตอบกลับมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม แต่กลับทำให้ฉันรับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังอารมณ์ดี อารมณ์ดีที่มีคนยอมใช้เงินเขา พี่ปายดึงแมคบุ๊คส์ออกจากมือของฉันไปกดสั่งของกับบริษัทตกแต่งภายใน พอเสร็จแล้วก็กดปิดแล้วยื่นไปให้พนังงานที่เดินตามหลังแนะนำโน้นนั่นนี่มาตลอด
“ชาย้ายมาอยู่ได้วันไหนคะ” รอพนักงานออกไปแล้ว ฉันถึงได้ถามพี่ปาย
“ประมาณอีกหนึ่งอาทิตย์ รอเฟอร์นิเจอร์กับทำความสะอาดเสร็จ ก็ย้ายมาได้เลย”
ดีจัง แต่ฉันละอยากจะให้เป็นพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ
ฉันแยกกับพี่ปายไปเดินสำรวจทั่วท้องอีกรอบ ก่อนจะยอมรับกับตัวเองว่าฉันชอบคอนโดห้องนี้มาก ด้วยพื้นที่เจ็ดสิบกว่าตารางเมตรที่แบ่งออกเป็นหนึ่งห้องนอนสองห้องน้ำหนึ่งห้องนั่งเล่นได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีโซนครัวแยกกับระเบียงด้านนอกที่ค่อนข้างกว้าง เหมาะกับคนที่จะมาอยู่เพียงคนเดียวอย่างฉันมาก แถมการตกแต่งทั้งบิ้วอินและเฟอร์นิเจอร์ก็ค่อนข้างเป็นไปในแบบที่ฉันชอบ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์สีเหลืองอร่ามที่ฉันเพิ่งเลือกไป แค่จินตนาการว่าอีกไม่กี่วันทั้งหมดจะถูกวางไว้ในห้องนี้ ฉันก็รู้สึกว่าห้องสีขาวล้วนห้องนี้สว่างสดใสขึ้นมาทันตา
ฉันชอบบ้านที่แตกแต่งด้วยโทนสีเหลืองมากเพราะมันทำให้ห้องดูกว้างและมีชีวิตชีวา ดังนั้นตอนที่เลือกเฟอร์นิเจอร์ฉันจึงสามารถจิ้มของทุกชิ้นที่เป็นสีเหลืองได้โดยไม่ต้องคิด มาตอนนี้ก็รู้สึกแอบตื่นเต้นที่จะได้ย้ายอยู่ที่นี่แล้ว
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ฉันก็แทบจะไม่มีที่ที่เรียกว่าบ้าน สถานที่ที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือหอที่อยู่มาสองปีกว่า ส่วนบ้านที่เชียงใหม่ ตั้งย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ถูกปิดล็อกเอาไว้ ไม่มีคนดูแลนานแล้ว ดังนั้นพอจะได้ย้ายมาอยู่คอนโดที่พี่ปายซื้อให้ฉันอยู่โดยเฉพาะ ฉันก็เลยอดตื่นเต้นไม่ได้
การมีบ้าน มีห้องนอน มีเตียงนอนที่เป็นของเรา มันคือเรื่องที่ดีมาก เวลาไปเรียนไปทำงานกลับมาเหนื่อยๆ สิ่งที่เรียกว่าบ้าน ว่าห้องนอน ว่าเตียงนอนนี่แหละที่ทำให้เราผ่อนคลายและวางใจได้มากที่สุด การที่ไม่ต้องใช้ร่วมกับคนอื่นหรือต่อจากคนอื่นมันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น
“ชอบไหม”
กำลังยืนปลาบปลื้มกับที่อยู่ใหม่ของตัวเองอยู่ดีดี มือข้างหนึ่งก็สอดเข้ามาดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดของเขา พี่ปายก้มลงมาเล็กน้อย แนบใบหน้าของเขากับใบหูของฉันแล้วกระซิบถาม น้ำเสียงของแสบพร่านิดๆ ของเขาทำเอาฉันใจกระตุกขึ้นมาด้วยความประหม่า
“ชอบห้องนี้ไหม” พอไม่ได้คำตอบ เขาก็ถามใหม่
“ชอบค่ะ”
ฉันข่มกลั้นความรู้สึกของตัวเองแล้วตอบเขาด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ไม่แน่ใจเลยว่าพี่ปายจะรับรู้ได้ถึงหัวใจที่กำลังเต้นแรงของฉันอยู่หรือเปล่า
ทำไมผู้ชายคนนี้ต้องชอบกอด ชอบกระซิบ ชอบสกินชิพถึงเนื้อถึงตัวแบบนี้ตลอดเลย เขาพูดโดยที่ยืนเฉยๆ อยู่ห่างๆ บ้างไม่ได้เหรอ มาทำแบบนี้ฉันจะตอบว่าไม่ชอบออกไปยังไงไหว
“เราชอบก็ดี”
พี่ปายพูดแล้วเชยคางของฉันให้หันไปหาเขา จากนั้นริมฝีปากของเขาก็แนบลงมา ฉันตอบรับการจุมพิตของพี่ปายด้วยทักษะที่เรียกว่าพอถูไถ ยังดีที่จูบครั้งนี้ของเขาทำเพียงสัมผัสกันเบาๆ อย่างอ้อยอิ่งอยู่พักหนึ่งเท่านั้น
วันพุธหลังเลิกเรียนฉันกับหวายพากันโบกรถเพื่อเดินทางไปยังร้านของเพื่อนพี่หวาน ซึ่งบ่ายวันนี้ฉันมีลองชุดที่จะใช้ถ่ายแบบในวันเสาร์นี้ พอไปถึงฉันก็ได้รู้จักกับพี่ลูกตาล เพื่อนพี่หวานผู้เป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าแนวสตรีทน้องใหม่ราคากลางๆ ที่กำลังจะวางขายในตลาด
ทักทายกันไปสองสามประโยคพี่ลูกตาลก็เดินรอบตัวประเมินหุ่นเพรียวๆ ของฉันไปรอบหนึ่งก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วให้พี่พนักงานคนหนึ่งของเธอพาฉันกับหวายไปลองชุดที่เตรียมไว้อีกห้องหนึ่ง
ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ฉันก็ลองเสื้อผ้าเกือบประมาณสามสิบชุดก็เสร็จ จากนั้นพอคอนเฟิร์มเรื่องเวลาและสถานที่กับพี่ลูกตาลอีกครั้ง ฉันกับหวายก็พากันกลับมหาลัยเพื่อไปกินมื้อค่ำด้วยกันก่อนจะแยกย้ายกลับ
ฉันกลับมาถึงบ้านพี่ปายตอนสามทุ่ม พอทักทายป้าอิ่มกับเจ้ามิกกี้แล้วก็ขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงมาหาพี่ปายในห้องดูหนัง ซึ่งเขากำลังนั่งเอนดูหนังรักอยู่
“ทำไมกลับดึก”
พอเปิดแล้วปิดประตู พี่ปายก็ละสายตาจากหน้าจอหันมาถามฉัน เขากวาดสายตามองฉันรอบนึ่งพอเห็นว่าไม่มีตรงไหนผิดปกติ พี่ปายก็หันกลับไปสนใจหน้าจอที่หนังกำลังฉายต่อ
“มีงานนิดหน่อยค่ะ พี่ปาย...”
กำลังจะถามต่อว่า ‘พี่ปายดูหนังเรื่องอะไรคะ’ คำพูดของฉันก็พลันขาดหาย ร่างกายชะงัก สายตาเบิกกว้างเล็กน้อยมองภาพที่กำลังขยับอยู่บนจอด้วยความตะลึง
ตอนเข้ามามองผ่านๆ ก็พอจะเดาออกแล้วว่าเป็นหนังรัก แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องไหน จนหันไปมองอีกครั้งตอนนี้ ฉันถึงได้เก็ท
fifty shades of grey ... งั้นหรอ?
แล้วตอนนี้มันก็เป็นฉากที่พระเอกกับนางกำลังเริ่มทำเรื่อง 18+ ด้วย ฉันเลยตกใจจนช็อกไปเบาๆ รอบหนึ่งเพราะตั้งตัวเตรียมใจไม่ทัน
อืม... เห็นชัดจัง
ถ้าฉันไม่รู้จักพระเอก-นางเอกเรื่องนี้ ฉันต้องคิดว่าพี่ปายกำลังดูหนังเอวีอยู่อย่างแน่นอน แต่โชคดีที่ถึงฉันจะไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน แต่ด้วยความดังและพอจะรู้จักพระเอก-นางเอกเรื่องนี้จากโฆษณาอยู่บ้าง ฉันเลยไม่ทำเรื่องหน้าแตกด้วยการถามพี่ปายว่า ‘ดูหนังเอวีอยู่หรอคะ’
“มานั่งนี่สิ”
พี่ปายกวักมือเรียกกันโดยไม่หันมามอง ฉันเลยพาตัวเองที่ยังแข็งทื่อเดินไปหาเขา แล้วนั่งลงข้างๆ พี่ปาย พี่ปายสอดแขนมารัดแล้วดึงฉันไปนั่งชิด จากนั้นก็หันมาหอมหัวกันทีหนึ่งหน้าตาเฉย ท่าทางแบบนี้ของเขาทำเอาฉันข้องใจ
ทำไมเขาถึงได้ ทำอะไรแบบนี้คล่องเหมือนทำมาแล้วหลายครั้งเลย
“อาบน้ำแล้วเหรอ”
“ค่ะ”
ดูจากชุดนอนลายหมีสีเหลืองของฉันเขาก็น่าจะรู้แล้วนะ แต่ก็อย่างว่าสายตาของพี่ปายจดจ่ออยู่ที่หน้าจอ จึงไม่แปลกที่เขาจะไม่สังเกตชุดนอนที่ฉันสวมอยู่ ฉันแอบคิดว่าตอนนี้ต่อให้ฉันเขียนคิ้วมาสองชั้น พี่ปายก็ไม่มองอยู่ดี เพราะเขากำลังจดจ่อกับบทอันเร่าร้อนและดุเดือดของพระ-นางในจออยู่
ฉันนั่งเงียบดูหนังกับพี่ปายไปเรื่อยๆ ด้วยอาการใจตุ้มๆ ต่อมๆ ทุกครั้งที่มีฉากแบบนั้น จนกระทั่งหนังจบลงฉันถึงได้กล้าหายใจแรงออกมาด้วยความโล่งอก
“อ๊ะ”
แต่แล้วตอนนั้น ผู้ชายที่นั่งดูหนังเงียบๆ อย่างจดจ่อมาตลอดก็หันมาดันกดฉันลงบนโตฟา แล้วขยับมาคล่อมกันด้วยสีหน้าอันตรายที่ทำเอาฉันใจสั่น
“พี่ปาย.. นี่ชาเอง” แววตาพี่ปายมืดมนและน่ากลัวมาก ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ฉันกลัวสายตาแบบนี้ของเขาขึ้นมาจนตัวสั่น เหมือนเขาไม่ได้กำลังมองฉันแต่... กำลังมองคนอื่น
พี่ปายคงไม่ได้กำลังจินตนาการว่าฉันคือ นางเอกในหนังหรอกใช่ไหม
“อยากลอง... แบบนั้นไหม”
เขาพูดเสียงแหบ น้ำเสียงแหบพร่าแบบนี้ของพี่ปายมันฟังดูเซ็กซี่จนตัวอ่อนระทวย ยิ่งมือของเขาเลื่อนสอดเข้ามาด้านในกางเกงขาสั้นของฉันแบบนี้ด้วยแล้ว ร่างกายของฉันก็ยิ่งสั่นระริกเป็นการตอบสนอง
พี่ปายสบตาจ้องมองฉันนิ่ง มือของเขาที่สอดเข้ามาเลื่อนมาสูงจนถึงเป้าหมาย เขาวางนิ้วตัวเองลงบนนั้นแล้วคลึงวนด้วยนิ้วชี้เบาๆ ฉันกัดปากแน่นกลั้นความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาของตัวเองเอาไว้แน่น แล้วพอเขาขยับนิ้วกรีดลงด้านล่างฉันก็เผลอหลุดเสียงออกมาด้วยอาการสมองชา
พี่ปายกรีดนิ้วลงไปอยู่ตรงจุดนั้นก่อนจะดันนิ้วเข้ามาในร่างกายของฉันที่เปียกแฉะด้วยหยาดน้ำใส แล้วพอเขาขยับมือคว้านสำรวจมันก็มีเพียงกระทบของน้ำดังขึ้น ฉันจิกเท้าข่วนโซฟาหาที่เกาะยึด ร่างกายทรมานด้วยความเสียวที่เขาทำให้
พี่ปายมองใบหน้าที่กำลังแสดงอารมณ์ของฉันนิ่ง ก่อนจะเริ่มขยับนิ้วมือตัวเอง นั่นทำให้ฉันข่มอารมณ์ตัวเองให้สงบไม่ไหวอีกต่อไป ยิ่งเขาขยับก้มลงไปใช้ลิ้นช่วยสัมผัสกันอีกอย่าง ฉันก็ยิ่งทรมานด้วยความกระสันที่เขามอบให้
“ไม่ ไม่ไหวแล้ว”
ฉันร้องขอความเห็นใจจากพี่ปายด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา แต่พี่ปายกลับไม่สนใจ เขายังคงทำของเขาต่ออย่างจดจ่อ จนกระทั่งมันพุ่งกระฉูดหลั่งน้ำออกมาเป็นสายเปรอะเปื้อนโซฟาเป็นวงใหญ่ พี่ปายถึงได้ยอมหยุด
พี่ปายยืนขึ้นแล้วดึงกางเกงตัวเองลง ก่อนจะถอดออกด้วยเท้าแล้วเตะไปอีกทาง มือเรียวที่เพิ่งใช้มันไปกับฉันขยับรูดแก่นกายตัวเองขึ้นลง สายตาคมคู่นั้นจ้องมองกันนิ่งไม่ขยับ
“อยากลองเป็นผู้ควบคุมดูไหม”
เขากำลังหลอกล่อฉันด้วยคำพูดที่ร้ายกาจ ทุกอย่างของเขาในตอนนี้ทำเอาฉันสั่นไปทั้งตัวความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมา
พี่ปายขยับมาคล่อมกันอีกรอบ แต่รอบนี้เขาขยับมาจนใกล้กับใบหน้าของฉัน แท่งส่วนนั้นเลยขยับมาจนแทบจะชิดกับริมฝีปาก ฉันจ้องมองมันด้วยความหวาดหวั่นในใจ ในหัวก็พลันปรากฏภาพมากมายที่เคยเห็นในหนังผู้ใหญ่
ฉันกลืนน้ำลายด้วยความยากเย็นก่อนจะยื่นมือขึ้นมาจับสัมผัสมันเบาๆ จากนั้นก็ขยับไปมาเหมือนที่เขาทำ พี่ปายครางออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความพอใจ เขาหลับตาก่อนจะลืมมันแล้วหลุบลงมาจ้องมองกันอีกครั้งอย่างรอคอย
“...”
ต้องทำใช่ไหม... แบบนั้น
ฉันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกลั้นหายใจแล้วขยับเข้าไปสัมผัสด้วยลิ้น จากนั้นถึงได้ใช้ริมฝีปากครอบครองมันเบาๆ ตอนแรกมันอาจจะทำไม่ถูก ไม่ได้จังหวะอยู่บ้าง แต่พอถูๆ ไถๆ หลายครั้งเข้า ทุกอย่างมันก็เข้าที่เข้าทางของมันไปเอง แล้วพอเหลือบขึ้นมองสีหน้าของคนที่โดนควบคุมแล้วเห็นว่าเขากำลังรู้สึกยังไง ความหวาดหวั่นของฉันก็เหมือนจะหายไปจนหมด
จังหวะสุดท้ายพี่ปายจับศีรษะของฉันเอาไว้แล้วส่งมันเข้ามาแรงๆ หลายครั้ง จนฉันแทบจะอาเจียน จังหวะนั้นเขาดึงมันออกไปแล้วพ่นน้ำขาวขุ่นออกมาเต็มหน้าและเต็มตัวฉันเหมือนชักออกไปไกลกว่านี้ไม่ทันแล้ว เสื้อนอนหมีเหลืองของฉันจึงจำต้องถอดออกทิ้ง
พี่ปายขยับออกไปหยิบทิชชู่เปียกมายื่นให้ฉันพร้อมกับคำขอโทษที่เขาไม่ได้มีท่าทีแสดงว่ารู้สึกผิดอย่างที่พูดเลย จากนั้นพอฉันเช็ดหน้าเสร็จเขาก็ขยับเข้ามาคลอเคลียเล้าโลมกันอีกครั้ง แล้วเราสองคนก็ล้มตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่อีกครั้ง
________________________________________________________________