EP.20

2331 Words
วันเสาร์ ฉันตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวจะออกจากบ้านไปทำงาน แต่งานที่ฉันจะไปทำวันนี้ไม่ใช่งานพาร์ทไทม์ร้านพี่พลอยแต่เป็นถ่ายแบบเสื้อผ้าของร้านพี่ลูกตาลซึ่งนัดกันไว้ตอนสิบโมง ดังนั้นฉันจึงต้องออกบ้านก่อนเก้าโมง “ไปไหน” ตอนฉันย่องออกจากห้องตอนพี่ปายยังไม่ตื่น แล้วด้วยนิสัยของเขาถ้าเขาไม่ทำงาน พี่ปายไม่เคยตื่นก่อนเก้าโมง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ทุกเช้าวันธรรมดาฉันไม่เคยเจอหน้าเขาก่อนไปมหาลัย แต่ใครจะไปรู้ว่าวันเสาร์แบบนี้เขากลับตื่นเช้า พี่ปายในชุดออกกำลังกายมองฉันนิ่ง พอฉันไม่ตอบเขาก็เริ่มขมวดคิ้ว “ทำงานคะ” “เข้างานบ่ายสองไม่ใช่เหรอ? ทำไมวันนี้ไปเร็ว” จำได้อีกต่างหาก ว่าแต่เขาจะมาถามเรื่องของฉันทำไม ฉันจะออกไปทำงานกี่โมงมันก็เรื่องของฉันหรือเปล่า ทำไมพี่ปายต้องมาถามกันเหมือนเป็นพ่อฉันแบบนี้ด้วย ไม่สิ พ่อฉันไม่เคยสนใจฉันสักหน่อย เพราะฉะนั้นเขาไม่เหมือน “วันนี้ชาไปทำงานอีกที่หนึ่งค่ะ” ฉันไม่อยากบอกพี่ปายว่าจะไปทำงานเป็นนางแบบมือสมัครเล่นไปตรงๆ เพราะว่ามันเขินเกินกว่าจะพูดออกไป ถ้าเกิดเขาว่างจนอยากไปนั่งดูด้วยจะทำยังไงล่ะ แบบนั้นฉันจะเอาสมาธิที่ไหนทำงาน ยิ่งมือใหม่อยู่ด้วย “อีกที่? ไหนบอกว่ายกเลิกงานอื่นหมดแล้ว?” โอ๊ย ทำไมต้องมาสงสัยอะไรตอนนี้ คนยิ่งรีบๆ อยู่ แท็กซี่ก็ยังไม่ได้เรียก “เพิ่งรับมาค่ะ” “งานอะไร” นั่น ถามจี้ยิ่งอย่างกับเป็นแม่ฉันเลย เอ่อ อันค่อยเข้าเค้าหน่อย “เกี่ยวกับพวกเสื้อผ้าค่ะ” ฉันตอบด้วยความลนลานนิดๆ ตอบไปแล้วก็แอบปาดเหงื่อกับสายตาที่มองมาเหมือนกำลังจ้องจับผิดกันอยู่ของเขา พี่ปายมองฉันนิ่ง สีหน้าแบบนี้ของเขาทำเอาฉันใจไม่ดีอีกแล้ว “เอ่อ ชาไปดะ..” “เดี๋ยวพี่ไปส่ง” พูดจบพี่ปายก็เดินกลับขึ้นห้องโดยไม่รอฟังว่าฉันตกลงให้เขาไปส่งหรือเปล่า ฉันมองตามร่างสูงของพี่ปายจนเขาหายลับขึ้นไปชั้นบน แล้วพอจะแอบหนีไปคนเดียว ฉันก็เกิดความรู้สึกไม่กล้า กลัวเขาตามไปจับขึ้นรถกลางทางอีก จากบ้านพี่ปายออกไปหน้าหมู่บ้านจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล ปกติฉันใช้เวลาเดินออกไปประมาณสิบนาที ถ้าวิ่งก็น่าจะเหลือซักประมาณครึ่งนึง แล้วเผื่อเวลาโบกรถอีก รวมๆ ก็จะประมาณสิบกว่านาที ถึงตอนนั้นถ้าพี่ปายดึงดันจะไปส่งให้ได้ฉันก็คิดเขาน่าจะตามมาทันแล้ว ส่วนบริการเรียกรถแท็กซี่ของหมู่บ้านนั้น ปกติมันจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้ามีรถแท็กซี่ผ่านมา ณ ตอนนั้นพอดี ก็จะลดเหลือประมาณยี่สิบนาที เพราะต้องทำบัตรกรอกเอกสารหน้าหมู่บ้านอีก ดังนั้น... ทำไงดีล่ะ รอพี่ปายเหรอ? แต่ฉันไม่อยากให้พี่ปายไปส่งเลย แต่ถ้าไม่รอเขา ฉันก็ไม่กล้าแอบหนีไปอีก เฮ้อ... ยุ่งยากใจจังเลยวะ ฉันนั่งลงเล่นกับเจ้ามิกกี้รอเจ้านายของมันด้วยความจำใจ ในหัวก็เริ่มคิดถึงแผนการว่าจะทำยังไงต่อหลังจากที่ขึ้นรถไปกับพี่ปาย จะโกหกแล้วให้เขาส่งแค่ที่หน้าร้านยังไงดี แล้วจินตนาการมันก็ค่อยๆ คิดออกมาเป็นฉากๆ อืม ฉันว่าฉันจริงจังกับการจะโกหกพี่ปายมากเกินไปหรือเปล่า? ผ่านไปสิบนาทีพี่ปายก็ลงมาจากชั้นบนในชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสีดำกับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อเดียวกันทั้งชุด ฉันมองเขาตาปริบๆ รู้สึกว่าวันนี้ความหล่อของพี่ปายเปล่งประกายจนแสบตา แต่งตัวแบบนี้เขาดูราวกับยังเป็นเด็กหนุ่มมหาลัยอายุไม่เกิน 20 หล่อเกินไป ไบร์ทก็ไบร์ทเหอะ มายืนคู่ก็สู้พี่ปายของฉันไม่ได้อยู่ดี “พี่ปายส่งชาแค่ข้างหน้าก็พอค่ะ” ขับรถใกล้จะถึงร้านของพี่ลูกตาล ฉันก็พูดขึ้นมาแล้วชี้ไปยังถนนหน้าร้าน ที่ตอนนี้มีรถจอดอยู่หลายคัน แต่พี่ปายกลับขับเลยไป ก่อนจะถอยเข้าซองในช่องจอดที่ว่างอยู่ “พี่ปายจะทำอะไรคะ ชาจะไปทำงานนะ” ฉันรีบถามอย่างลนลานเมื่อพี่ปายดับรถแล้วดึงเข็มขัดนิรภัยตัวเองออก ท่าทางแบบนี้ของเขาไม่ต้องเดาก็มองออกทันทีว่าเขาจะไปกับฉันด้วย ซึ่งฉันกลัวมาก กลัวอะไรก็ได้แบบนั้นจริงๆ “งั้นบอกพี่มาดีดีว่ารับงานอะไรมา” พี่ปายหันมาจ้องฉันนิ่ง “คะ... ก็” เสียงของฉันขาดหายดื้อๆ เพราะไม่อยากบอกเขาเลย “คือ ชารับงาน... ถ่ายแบบค่ะ วันนี้มาถ่ายแบบ เป็นแบบใส่เสื้อผ้าให้ร้านของพี่ที่รู้จักกัน” “...” พี่ปายเลิกคิ้ว เหมือนไม่ค่อยเชื่อที่ฉันพูด ฉันจึงพยักหน้ารัวๆ ว่าตัวเองพูดจริง ฉันก็สารภาพแล้วนี่ไง แม้ว่าจะอายมากก็ตาม ถ้างานที่วันนี้ฉันรับมาทำเป็นงานพาร์ทไทม์ในร้านอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรพวกนั้นฉันคงไม่อายเขาขนาดนี้ แต่พอเป็นงานที่ตัวเองไม่เคยทำมันก็เขินจนไม่กล้าบอกออกไปตรงๆ ให้ฉันบอกพี่ปายอย่างมั่นใจว่า ‘วันนี้ชามีถ่ายแบบนะคะ’ อย่างนี้เหรอ ฉันไม่กล้า ไม่มีความกล้าจริงๆ เขินมาก ฉันไม่ได้มั่นใจในเบ้าหน้าและหุ่นตัวเองขนาดนั้น “ถ่ายแบบ?” “ใช่ค่ะ แค่งานเป็นแบบเสื้อผ้าค่ะ ไม่มีอะไรเลยจริงๆ พี่ปายไม่ต้องไปกับชาหรอก” ฉันละอยากจะโวยวายใส่พี่ปายจริงๆ อยากจะถามว่าเขาจะมาตามเหมือนกำลังเฝ้าฉันแบบนี้เพื่ออะไร ปกติผู้ชายคนอื่นเขาก็ตามเฝ้าเด็กตัวเองแบบนี้กันเหรอ นี่ถ้าแบบ... คิดไปเองอีกนิด ฉันคิดว่าเราเกือบจะเหมือนคนเป็นแฟนกันอยู่แล้วนะ แต่มันไม่ใช่ ได้โปรด พลีสสสส... “พี่ไปด้วย” “...” ไปทำไม? ฉันอธิบายขนาดนี้แล้วนะ แล้วสุดท้ายมันก็จบลงที่มีร่างสูงของใครบางคนเดินตามฉันเข้าไปในร้านของพี่ลูกตาล ซึ่งพอยัยหวายที่วันนี้อาสามาช่วยดูเพื่อนทำงานถ่ายแบบเป็นครั้งแรกเห็นพี่ปาย มันก็กรีดร้องในใจไม่หยุด ก่อนจะเดินมาฉุดกระชากลากฉันไปถามทางโน้น ส่วนคนในร้านของพี่ลูกตาลก็พากันมองพี่ปายเหมือนมองดาราไปแล้ว ซึ่งฉันปวดหัวมากที่เป็นแบบนี้ แล้วนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันไม่อยากพาพี่ปายมาด้วยเลย เชื่อสิ นอกจากฉันที่ไม่มีสมาธิทำงานเพราะเขาแล้ว คนในร้านอีกหลายคนก็ตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน คุยกันแบบไม่รู้เรื่องไปรอบหนึ่ง หวายก็พาฉันไปยังห้องแต่งหน้าทำผม ซึ่งวันนี้ร้านพี่ลูกตาลใช้นางแบบด้วยกันหลายคน ดังนั้นจึงรันคิวของแต่ละคนเอาไว้ไม่ตรงกัน ฉันเป็นนางแบบคนแรกที่ต้องถ่ายงานจึงนัดเร็วกว่าคนอื่น ในร้านจึงยังไม่มีนางแบบคนอื่นมาถึง ใช้เวลาร่วมๆ สามสิบนาทีฉันก็แต่งหน้าทำผมเสร็จ จากนั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดแรกที่จะถ่าย พอเปลี่ยนเรียบร้อยฉันกับหวายก็เดินออกไปยังห้องสตูดิโอด้านหลังที่เซตขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลายวันนี้ฉันใช้เวลาบางส่วนไปกับการเรียนรู้การโพสต์ท่าจากคลิปวิดีโอในยูทูป บางทีพอมีเวลาก็ลองโพสต์เล่นๆ ตอนอาบน้ำบ้าง แต่งหน้าแต่งตัวบ้าง ดังนั้นพอถึงเวลาถ่ายจริงฉันจึงพอมีความสามารถนั่งๆ ยืนๆ ขยับโพสต์ไปมาอยู่บ้าง ซึ่งบางครั้งมันก็ออกมาไม่ดีแต่ทางทีมงานก็จะคอยช่วยบอกว่าต้องทำยังไงบ้าง พี่ปายนั่งอยู่หลบหนึ่งของห้องสตูดิโออยู่ตลอด เขาทำให้ช่วงแรกของการทำงานของฉันเป็นไปอย่างยากลำบาก โชคดีที่มันเป็นครั้งแรกที่ฉันถ่ายงานฉันเลยไม่โดนทีมงานด่า หลังจากนั้นสักพักพอเริ่มปรับความคิดและอารมณ์ของตัวเองได้ พี่ปายก็เริ่มไม่ค่อยมีอิทธิพลต่อฉันเท่าตอนแรกอีก เสื้อผ้าชุดหนึ่งใช้เวลาถ่ายไม่ถึงสิบนาที จากนั้นก็ต้องไปเปลี่ยน แล้วพอชุดหลังมันก็ยิ่งเร็วมากขึ้นจนเหลือเวลาแค่ประมาณห้าหกนาทีเท่านั้น ดังนั้นช่วงหลังของการทำงานมันคือการกลั้นใจสู้กับความเร็ว แล้วพอบ่ายโมงประสบการณ์ครั้งแรกการถ่ายงานของฉันก็จบลง เหนื่อยมาก นั่นคือสิ่งเดียวที่ฉันรู้สึก พอฉันเดินออกจากห้องสตูดิโอเพื่อกลับไปเปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัว นางแบบคนต่อไปที่เตรียมตัวพร้อมแล้วก็เดินสวนฉันไปยังห้องสตูดิโอ ตอนนั้นนอกจากความคิดว่าสวยดีฉันก็ไม่ได้คิดอย่างอื่น เปลี่ยนชุดเสร็จฉันก็เดินกลับมาหาพี่ปายในห้องสตูดิโอ แล้วก็พบว่าพี่ปายกำลังคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันค่อนข้างคุ้นตา พอนึกดีดีก็คิดออกว่าเป็นผู้หญิงคนที่เดินสวนกันก่อนหน้านี้ “แก รออยู่ตรงนี้แหละ” ฉันดึงเสื้อหวายที่ไม่ดูตาม้าจะเรือจะเดินตรงเข้าไปหาพี่ปายอย่างเดียวเอาไว้ หวายหันมามองฉันตาปริบๆ ด้วยความงง ฉันจึงใช้ปากชี้ไปยังมุมห้องที่พี่ปายกำลังนั่งคุยกับคนอื่นอยู่ ให้เพื่อนเข้าใจว่าทำไมฉันถึงบอกให้เรารออยู่ตรงนี้ “ใครวะ” มันถามฉัน “...” แล้วฉันจะรู้ไหมล่ะ ถ้ารู้จักฉันก็คงทักทายตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วสิ “แกไม่เข้าไปแสดงความเป็นเจ้าของหน่อยเหรอ” หวายมองพี่ปายกับผู้หญิงคนนั้นอยู่พักหนึ่งแล้วหันมาพูดยิ้มๆ ใส่ฉัน ฉันจึงถลึงตาใส่เพื่อนแล้วส่ายหน้าปฏิเสธทันที สายตาก็เหลือบไปทางนั้นทีหนึ่งแล้วหันกลับมาสนใจทีมงานที่กำลังเปลี่ยนฉากแทน แสดงความเป็นเจ้าของ? เจ้าของใครล่ะ หาเรื่องซวยนะสิ “หิวหรือยัง” ฉันถามหวาย เพราะเริ่มหิวแล้ว ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นขนมที่วางอยู่บนโต๊ะตรงมุมห้อง ด้านหน้ามันมีป้ายติดเอาไว้ว่าให้หยิบเอาเองได้เลย “หิว กินไรกันดี แกเลี้ยงนะ” “ไม่ รอได้ค่าตัวก่อนค่อยเลี้ยง” ฉันปฏิเสธหวาย แล้วลุกเดินไปหยิบขนมมากินรองท้องรอพี่ปาย “ขนมนี่ กินได้ใช่ไหมคะ” หยิบมาชิ้นหนึ่งแล้ว ฉันก็หันไปถามทีมงานคนหนึ่งที่เดินมาใกล้ เขาหันมามองฉันงงก่อนจะมองเลยไปยังขนมในมือที่ฉันถืออยู่แล้วหลุดยิ้ม “ได้ครับ เอาน้ำด้วยไหมครับ มีชาไทยกับน้ำส้ม อันไหนดีครับ” ใจดีจัง “ชาไทยหนึ่ง น้ำส้มหนึ่งค่ะ เอาไปให้เพื่อนด้วย” ฉันยิ้มอย่างขอบคุณให้เขา ก่อนจะรับขวดชาไทยกับน้ำส้มที่เขาหยิบออกมาจากกระติก “ชื่อ ใบชาใช่ไหมครับ” “ใช่ค่ะ” ฉันหันไปมองทีมงานคนเดิมอีกครั้งด้วยความแปลกใจ เพราะไม่คิดว่าเขาจะถามและรู้จักชื่อฉันด้วย ฉันจึงอดยิ้มด้วยความดีใจไม่ได้ จริงๆ ก็พอจะรู้ว่าทีมงานส่วนมากรู้จักนางแบบกันอยู่แล้ว แต่พอถูกถามแบบนี้ฉันก็ยังคงเก็บอาการดีใจไม่ได้อยู่ดี “เมื่อกี้ขึ้นกล้องมากเลยนะครับ” อ่า อยากยิ้มกว้างกว่านี้ต้องทำยังไง “ขอบคุณค่ะ” ดีใจจังที่มีคนชม ครั้งแรกกับงานถ่ายแบบถ้าบอกว่าไม่กังวลฉันก็โกหกแล้ว แต่พอมาได้ยินคนชมแบบนี้มันก็เหมือนจะมั่นใจขึ้นมาหน่อย “จะกลับหรือยัง” ทันใดนั้นใบหน้าหนึ่งก็ยื่นเข้ามาจากด้านหลัง เสียงกับลมหายใจของเขาที่อยู่ในระยะประชิดทำเอาฉันสะดุ้ง ฉันหันไปช้าๆ มองพี่ปายด้วยอาการใจสั่นเพราะตกใจที่เขามาเล่นแบบนี้ “...” ฉันเบิกตากว้างมองเสี้ยวใบหน้าของพี่ปายนิ่ง เขาจะเดินมาสะกิดไหล่แล้วถามกันแบบคนปกติก็ได้ไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องแกล้งกันแบบนี้ด้วย ทำเอาฉันหายใจคว่ำไปหมด ขืนเจอแบบนี้หลายๆ รอบ ฉันคงต้องหาเงินมารักษาโรคหัวใจด้วยแล้วล่ะ ไม่งั้นได้วายจริงๆ เข้าสักวัน “กลับเลยไหม” พี่ปายยิ้มแล้วถามออกมาอีกครั้ง สายตาและรอยยิ้มของเขาทำใจฉันสั่นอีกรอบ แต่ครั้งนี้มันสั่นด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป “คะ.. ค่ะ” ดึงสติตัวเองกลับมา ฉันก็เดินหลบร่างสูงที่ยืนซ้อนหลังอยู่ไปหายัยหวายที่จ้องมาด้วยสายตากรุ้มกริ่มล้อเลียน ฉันจึงยัดขนมและน้ำในมือให้มันถือแล้วลากแขนเพื่อนเดินออกจากห้องสตูดิโอโดยมีร่างสูงของพี่ปายเดินตามมาไม่ห่าง _________________________________________________
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD