เช้าวันต่อมา
เว็บไซต์บริษัทประกาศประชุมคณะกรรมการเป็นการด่วน เหล่าชายวัยกลางคนวิ่งหน้าตาตื่นมาทำงานแต่เช้า พวกเขาเจอกันที่หน้าบริษัทโดยบังเอิญ ทั้งหมดต่างคือคนที่สัมภาษณ์ชินสือและรับเขาเข้ามาเป็นพนักงานฝึกหัด
กรรมการคนที่หนึ่ง เจี้ยนกั๋ว หว่างคิ้วเขามักขมวดเป็นปมน้อย ๆ เหมือนมีเรื่องกลุ้มใจตลอดเวลา “มีอะไรกันล่ะเนี่ย ท่านประธานไม่เคยเรียกประชุมสักครั้งเลยนี่นา”
กรรมการคนที่สอง เจิงเฉียน คนนี้หน้าดุ เสียงใหญ่ ให้ความรู้สึกเข้มงวดและจริงจัง “นั่นสิ! ท่านเรียกประชุมเร่งด่วนแบบนี้จะต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ ๆ ”
กรรมการคนที่สาม หม่าเถา เขาเป็นคนหน้าตาจืดชืดไร้มิติ แต่มักยิ้มแย้มและใจดี “เดี๋ยวก็รู้น่า คงไม่มีอะไรหรอก อย่าตื่นตูมกันไปเลย”
กรรมการคนที่สี่ ถานไถ เขาเป็นคนเดียวที่ดูสุขุมและเยือกเย็นที่สุด “อืม... แค่อย่าให้เป็นเรื่องร้ายก็พอแล้ว...”
ที่กรรมการทั้งสี่ค่อนข้างตื่นตระหนกเป็นเพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ไหนแต่ไรประธานหนุ่มเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย เก็บสีหน้าได้ดีเยี่ยม ทั้ง ๆ ที่ภายนอกก็ดูเป็นผู้นำและผู้ฟังที่ดี แต่ลึกลงไปกรรมการทั้งสี่กลับไม่คิดอย่างนั้น ด้วยเพราะบรรยากาศรอบตัวเขาราวกับแฝงไปด้วยมวลบางอย่าง มวลอันหนักอึ้ง ที่ทำให้พวกเขาต้องคอยตื่นตัวตลอดเวลา คอยรับมือว่ามหันตภัยจะมาเยือนเมื่อใด
ทันใดนั้น หญิงวัยกลางคนก็แทรกเสียงขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจากข้างหลังว่า “แปลกจริง... เขาเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย โทร.ไปก็ไม่รับสายด้วยสิ”
กรรมการทั้งสี่สะดุ้งโหยง ยืนนิ่งหลังตรงเดี๋ยวนั้น พลันประสานเสียงกันอย่างพร้อมเพรียง “สวัสดีครับคุณโหย่วหยาง!”
หญิงวัยกลางคนไม่ใส่ใจ “รีบไปกันเถอะ ป่านนี้หลานฉันคงรออยู่ที่ห้องประชุมแล้ว”
เพิ่งจะสิ้นเสียง แต่แล้วสายตาปราดเปรียวประดุจเหยี่ยวของเธอพลันสะดุดกับใบหน้าหล่อเหลาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เข้า จึงก้าวขาเรียวยาวไปอย่างไม่รีรอ พอถึงเป้าหมาย เธอก็ใช้สายตาที่ราวกับมองคนอย่างทะลุปรุโปร่งมาแล้วนับไม่ถ้วนจับจ้องเขา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณคงจะเป็นพนักงานฝึกหัดคนใหม่สินะ เป็นยัง...”
เธอหยุดพูดกะทันหัน กลืนคำพูดต่อจากนั้นลงคอ สายตาอึ้งตะลึงมองสัดส่วนคนบนเก้าอี้ไม่กะพริบ
ครู่หนึ่งกรรมการทั้งสี่ก็อยู่ด้านหลังเธอ
ชินสือยิ้มหวาน ลุกขึ้นเชื่องช้า ลำตัวเขาไร้ส่วนโค้งเว้า ค้อมศีรษะทีเหมือนค้อมแค่สายตา เป็นที่บาดนัยน์ตาของเหล่าคนที่มีวิถีพิถีพิถันนัก
“สวัสดีครับ ผมเป็นพนักงานฝึกหัดชื่อ ตงชินสือ ไม่ทราบว่าคุณคือ...”
เมื่อครู่หญิงวัยกลางคนเสียกิริยาไปชั่วขณะ เธอไม่เคยเผยหรือแสดงอาการให้ใครเห็นมาก่อนว่าคนระดับเธอก็ทำเรื่องผิดพลาดด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องได้เช่นกัน
สีหน้าเธอละอายยิ่ง แต่ก็แค่ครู่เดียว “ตายจริง...คุณน่ารักจัง แถมยังดูดีกว่าในรูปอีกนะเนี่ย...”
ชินสือสัมผัสได้ว่าเธอไม่มีเจตนาร้าย เมื่อมองสำรวจ ราศีกับผิวพรรณไม่อาจปกปิดสถานะได้ ส่วนการแต่งตัวก็เนี้ยบและเรียบหรูไปทั้งเรือนร่าง ให้ความรู้สึกว่าเกินกว่าคนธรรมดาอยู่บ้าง เขาจึงสุภาพยิ่งขึ้น “ขอบคุณครับ ผมจะตั้งใจทำงานให้สมกับที่บริษัทรับผมเข้ามานะครับ”
เสียงกระซิบจากกรรมการคนหนึ่ง “เราไปกันเถอะครับคุณโหย่วหยาง”
หญิงวัยกลางคนขยิบตาให้ชินสือ “ฉันไปก่อนนะ”
เธอกับพวกเขาทั้งสี่ผละจากไป ในใจทุกคนต่างคาดคะเนไปในทางเดียวกัน หวังว่ามหันตภัยที่กำลังจะมาถึง...คงไม่ใช่เรื่องนี้หรอกนะ
บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดราวกับอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น
“ใครเป็นคนรับเขาเข้ามาทำงานที่นี่...?” เสียงเย็นเน้นหนักพยางค์แรกทำกรรมการทั้งสี่นั่งหลังตรง ในคำถาม น้ำเสียง สีหน้า รวมถึง ท่าทางคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังพิพากษาคดี
ภายในห้องประชุมประกอบไปด้วยกรรมการชายวัยกลางคนสี่คน ผู้บริหารหญิงวัยกลางคนหนึ่งคน ส่วนเจ้าของเสียงคือผู้บริหารสูงสุดเพียงคนเดียว เขาอายุยังน้อย เพียงยี่สิบห้าก็ขึ้นเป็นประธานบริษัท มีอำนาจเหนือหัวหงอกหัวดำ
เพียงแค่คำถามแรก หัวใจของกรรมการทั้งสี่ก็ตกใปอยู่ตาตุ่มทันที เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด
เจี้ยนกั๋วกับเจิงเฉียนผุดเหงื่อซึมตามหนังศีรษะ ทั้งสองอ้ำอึ้ง ก่อนจะชี้นิ้วไปทางเดียวกัน นั่นก็คือหม่าเถาและถานไถ
หม่าเถารู้สึกเหมือนโดนลอยแพ เขาให้เหตุผลว่า “วันนั้นที่สัมภาษณ์...มีเขามาเพียงคนเดียวครับท่านประธาน”
ประธานหนุ่มจ้องหม่าเถาด้วยแววตาคมกริบ “เขาคนเดียว...?” ทั้ง ๆ ที่สุ้มเสียงก็ไม่ได้กระแทกเกรี้ยวกราดอะไร แต่ราวกับว่าเส้นเสียงที่เปล่งออกมาเป็นดั่งใบมีดที่จ่ออยู่ตรงคอหอยเขา “คนอื่นล่ะ? หายไปไหนหมด?”
หม่าเถาที่หน้าจืดชืดอยู่แล้ว พอโดนสอบสวนเข้าก็ยิ่งซีดเซียวเข้าไปใหญ่ “คะ คงเป็นเพราะเรื่องค่าตอบแทนครับท่านประธาน ระ เราเลยต้องรับเขาเข้ามาทำงานอย่างไม่มีทางเลือกครับ”
ประธานหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนทวนคำตอบด้วยสีหน้าเย็นเยียบ “ค่าตอบแทน?”
ทั้งหมดเงียบกริบ ด้วยทุกคนไม่เคยสัมผัสเขาอย่างลึกซึ้งมาก่อน คิดเพียงว่าเขาคงไม่มานั่งสนใจเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งแบบนี้ เดิมนอกจากเรื่องตัวเลขของบริษัทเขาก็ไม่เคยปริปากอยู่แล้ว อย่างมากก็แค่นั่งเงียบ ๆ ตอบอืมเป็นบางครั้ง ตอบครับเป็นบางหน ไม่คาดคิดว่าการรับพนักงานฝึกหัดแค่คนเดียวจะไปกระตุกหนวดเสือที่นอนหลับอย่างสงบมานานแรมปีให้ตื่นขึ้นได้
กรรมการทั้งสี่แทบไม่กล้าสบตาประธานหนุ่ม
แล้วพนักงานฝึกหัดคนนั้นไปทำอะไรท่านประธานกันล่ะ ถึงได้โดนเขม่นซะขนาดนี้
ประธานหนุ่มคนนี้ไม่ค่อยจะแสดงสีหน้าหรือท่าทีให้ใครเห็นนัก แถมยังหวงคำพูดประดุจทองคำพันชั่ง ตอนที่เขาได้รับฉายาจากสื่อว่าเป็นผู้บริหารหนุ่มหล่อไฟแรง กรรมการทั้งสี่ยังรู้สึกขบขันที่ได้ยิน แต่มาตอนนี้คงต้องเติมคำว่าเลือดร้อนให้ด้วยแล้ว จะได้เข้ากัน
ดูสิ ถึงจะไม่เห็นไฟ แต่ก็สัมผัสได้ราง ๆ ว่ามันท่วมแล้ว
“เอริค...” หญิงวัยกลางคนที่นั่งเงียบมานานส่งเสียงปรามเขา
"...ครับคุณป้า” สายตาประธานหนุ่มพลันอ่อนลงชัดเจน “ผมแค่อยากรู้เหตุผลเท่านั้น คุณป้ากลับไปทำงานก่อนก็ได้ครับ”
เธอส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เป็นไร... ป้าเป็นรองประธาน เธอมีเรื่องด่วนอะไรป้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน” เธอสบตาหลานชายพร้อมรอยยิ้มเบาบาง “...แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องนี้”
โหย่วหยางมีศักดิ์เป็นป้าของเอริค เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อเขา ซึ่งตำแหน่งรองประธานก็เป็นเพียงแค่ในนาม แท้จริงแล้วพ่อกับแม่ของเอริคที่อยู่ต่างประเทศฝากฝังเขาไว้ให้เธอดูแลเป็นการส่วนตัวมากกว่า เมื่อครู่เธอเผลอเคลิบเคลิ้มกับการแสดงออกของหลานชายจนลืมขัดการสนทนาไปเสียสนิท
สิ้นเสียงเธอ บรรยากาศรอบตัวประธานหนุ่มพลันเปลี่ยนกะทันหัน