เขาถาม “ช่วงทดลองพนักงานใหม่กำหนดไว้กี่เดือน”
กรรมการทั้งสี่ได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก็เรียกสติกลับมา
ถานไถบอก “หกเดือนครับ”
เอริคแววตาเย็นเยียบดังก่อนหน้าในพริบตา “หกเดือน...? ไม่ใช่สามเดือนหรือไงกัน”
ถานไถผงะเล็กน้อย แต่ยังคงท่าทีสุขุม ก่อนอธิบายอย่างจริงจัง “เงื่อนไขเก่าท่านประธานเคยกำหนดไว้สามเดือนครับ แต่เมื่อเดือนที่แล้วท่านได้แก้ไขเอกสารเป็นหกเดือน โดยให้เหตุผลว่าสามเดือนพวกเขายังเรียนรู้งานได้ไม่มากพอ เอ่อ...ไม่ใช่เหรอครับ”
เอริคเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้ายากจะคาดเดา เดิมการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขนี้ฝ่ายบุคคลเมลมาให้เขาพิจารณา พอเขาอ่านแล้วมันก็แค่เศษไม้เศษฟืน ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยตอบลายลักษณ์อักษรกลับไป ไม่คิดว่าเรื่องหยุมหยิมประเภทนี้จะทำให้ตนต้องเป็นหมีกินผึ้งได้
โหย่วหยางยิ้มชื่นมื่น “เมื่อกี้ป้าเห็นเขาแล้ว เขาก็น่ารักดีออก ทำไมเธอถึงไม่ชอบเขากันล่ะเอริค”
เอริคชะงักเล็กน้อย ก่อนส่งเสียง “คุณป้าเจอเขา?”
โหย่วหยางตอบ “อืม...ใช่”
เอริคทวนคำด้วยสีหน้าแปลกพิกล “น่ารัก?”
ได้เห็นสีหน้าอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โหย่วหยางถึงกับยิ้มกว้าง พูดหยอกเย้า “น่ารักสิ...คนหนุ่ม ๆ ก็ต้องสดใสแบบเขานี่แหละถึงจะมีเสน่ห์”
เอริคนั่งนิ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไร ครู่หนึ่งเขาเบือนหน้าออก กัดริมฝีปากเล็กน้อยไม่เป็นที่สังเกต งึมงำกับตัวเองเบา ๆ “น่ารักตรงไหนกัน ทำให้เสียภาพลักษณ์บริษัทล่ะสิไม่ว่า”
“เธอพูดว่าอะไรนะเอริค?”
“เปล่าครับ”
โหย่วหยางดูเหมือนจะชอบการแสดงออกของหลานชายในคราวนี้นัก “ถ้าเธอไม่ชอบที่เขาอ้วนล่ะก็... ป้าว่าไม่เห็นจะยากเลย เธอก็แค่บอกเขาให้ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย กินอาหารของบริษัทเราสิ ทำเหมือนที่พนักงานคนอื่นทำ เขายังหนุ่มอยู่ ไม่กี่เดือนก็คงเห็นผลแล้ว”
เอริคหวนนึกถึงความเจ้าเล่ห์และยอกย้อนของเขา พึมพำกับตัวเองเบา ๆ อีกครั้ง “ท่าจะยาก”
พอโหย่วหยางแสดงความคิดเห็น บรรยากาศก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ทันไรเป็นอันว่าจบการประชุมอย่างงงๆไปโดยปริยาย
ภายหลังเลิกประชุม กรรมการทั้งสี่เร่งฝีเท้า จุดหมายคือที่เดียวกัน พวกเขายืนอออยู่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
ลี่ถิงกับชินสือเหงื่อตก ทั้งสองเหมือนอยู่หลังลูกกรงสอบสวน ลี่ถิงเป็นแค่เด็กสาวออฟฟิศธรรมดา ไม่เคยพบกับพวกคนระดับสูง ๆ เท่าไรนัก มาตอนนี้คนเหล่านี้กลับแวะเวียนเป็นว่าเล่น ทำเอาเธอเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข แต่พอสังเกตดี ๆ คนที่พวกเขาสนใจกลับเป็นชายร่างใหญ่ข้าง ๆ เธอต่างหากล่ะ
ชินสือถาม “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
เจิงเฉียนหน้าดุ ยิ่งจ้องชินสือก็ยิ่งเหมือนจ้องจะกินเลือดกินเนื้อ “เมื่อวานเกิดอะไรขึ้น!”
ชินสือทบทวนความคิด การที่กลุ่มคนตรงหน้ามาคาดคั้นเอาความก็คงไม่พ้นเรื่องประธานหนุ่มคนนั้นแน่นอน เขาตอบกึ่งรับกึ่งสู้ “นิดหน่อยครับ”
เจี้ยนกั๋วส่งเสียง “เธอเพิ่งเข้ามาทำงาน อย่าสร้างปัญหานักสิ!”
ชินสือยังไม่ทันได้แก้ต่างให้ตัวเอง หม่าเถารีบถามไถ่ต่อทันที “แล้วเธอมีอะไรให้เราช่วยหรือเปล่า...”
ชินสือกำลังจะอ้าปาก ถานไถก็พูดขึ้นว่า “ถ้าเธอไม่ไหวจริง ๆ อยากลาออกก็มาบอกฉันนะ ฉันจะจัดการให้เอง”
ชินสือ “...”
กรรมการทั้งสี่ไม่ปล่อยให้เขาได้ส่งเสียงสักประโยค แม้เขาจะพยายามอธิบายแต่ก็โดนขัดทุกครั้ง ต่างพากันพูดในเชิงประณามอยู่นั่น จนท้ายที่สุดทั้งหมดก็แยกย้าย ทิ้งชินสือให้สำนึกผิดกับบาปของตัวเอง
ลี่ถิงอดสงสารเขาไม่ได้ “คุณชินสือ...ไม่เป็นอะไรนะคะ”
ชินสือก็แค่รู้สึกเซ็ง ๆ “ครับ ไม่เป็นไรครับ..”
หลังจากลี่ถิงได้แนะนำชินสือให้ทุกคนในบริษัทได้รู้จัก ประกอบกับวันนี้เขาทำงานครบหนึ่งอาทิตย์พอดี ด้วยก่อนหน้าเรื่องของเขาเป็นที่พูดถึงกันอย่างหนาปาก จึงไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงอันดับหนึ่ง ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดี แถมเขายังเป็นพนักงานฝึกหัดเพียงคนเดียวที่เคยสนทนากับประธานบริษัท ยิ่งต้องโดนเขม่นเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม นี่คือสังคมการทำงาน ต่อให้ในใจไม่ชอบสักเท่าไร แต่เมื่อต้องเผชิญหน้าก็ย่อมต้องตีหน้าเสแสร้งเป็นธรรมดา บางคนสีหน้าเป็นมิตร แต่วาจาเป็นพิษก็มี
เช่นพนักงานชายตัวประกอบคนนี้
“เอ่อ...คุณตง ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหมครับ” เขาวางแขนไว้บนเคาน์เตอร์ สายตาดูถูกคนตรงข้ามอย่างชัดเจน
เดิมชินสือลืมเรื่องวุ่น ๆ เมื่อก่อนหน้าไปจนสิ้นแล้ว แต่ตอนนี้กลับต้องมาเจอพวกมองข้ามหัวคนอื่นต่ออีก ก็ได้แต่ละเหี่ยใจ ยิ้มและบอก “ถามมาเถอะครับ”
เขาถามทันควัน “ทำไมคุณถึงเลือกมาทำงานที่บริษัทนี้ล่ะครับ ทั้ง ๆ ที่มันดูขัดกับรูปร่างคุณมากเลยนะครับ”
ไม่ผิดจากที่ชินสือคาดเดาไว้เท่าไรนัก เขาตอบง่าย ๆ “ใกล้บ้านน่ะครับ”
อีกฝ่ายเหมือนไม่สบอารมณ์ที่ชินสือไม่สะดุ้งสะเทือน จึงหมุนตัวกลับโบกมือ “เฮ้อ ช่างเถอะ ๆ ผมกลับล่ะคุณพิง”
ลี่ถิงยิ้มเจื่อน “...อื้ม” สิ้นเสียงตอบ เธอหันมาหาชินสือ “ทำไมคุณไม่ตอกกลับเขาให้หน้าหงายไปเลยล่ะคะ คนอะไรไม่รักษาน้ำใจกันเลย”
ชินสือบอก “ผมก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรนี่ครับ คงชินแล้วล่ะมั้งครับ”
ลี่ถิงหน้านิ่ว “ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ” พอเห็นว่าชินสือไม่สนใจจริง ๆ เธอจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “นี่ก็เลิกงานแล้ว วันนี้ฉันต้องไปออกกำลังกายพอดี คุณไปด้วยกันกับฉันสิคะ บริษัทเรามีห้องออกกำลังกายเฉพาะสำหรับพนักงาน ไม่ต้องเสียเงินเลยนะคะ อุปกรณ์ก็เยอะดีด้วย”
สิ้นประโยค รอยยิ้มหวานก็เผยมัดใจชินสือ
ชินสือแอบขำเล็กน้อย นี่เป็นเพียงเรื่องเดียวที่ใบหน้าสวย ๆ ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ “วันนี้ผมต้องรีบกลับครับ เพิ่งจำได้ว่าเมื่อเช้าลืมรดน้ำต้นไม้ งั้นผมขอตัวกลับเลยนะครับ”
พูดจบ เขาเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ไม่ดูตาม้าตาเรือ พลันชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง คงเพราะมีร่างกายถึกทึน อีกฝ่ายจึงเซถลาทำท่าจะล้มหงายหลัง ประสาทสัมผัสชินสือไม่ได้ว่องไวเพียงอย่างเดียว ถึงร่างกายจะอวบอ้วน แต่ก็ไม่ได้เชื่องช้า ซ้ำยังพลิ้วไหวเหมือนผู้ชายทะมัดทะแมงคนหนึ่ง
ชินสือฉีกขาคว้าตัวคนตรงข้ามอย่างรวดเร็ว ทางนั้นไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะหงายหลังพลันถูกฉุดไปข้างหน้า เหมือนตุ๊กตาล้มลุกก็ไม่ปาน และด้วยความไม่ทันตั้งตัวนี้ จู่ ๆ จึงโผเข้าอ้อมอกที่มีแต่ชั้นไขมันโดยไม่รู้ตัวอีกเช่นกัน
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ชินสือถาม “ขอโทษนะครับ ผมผิดเองที่เดินไม่ดู”
“...”
ชินสือพูดจบสักพักแล้ว แต่อีกฝ่ายยังไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยคำ ทั้งยังไม่ผละตัวเองออกอีก ชินสือจึงก้มมอง “...?”
ลี่ถิงแปลกใจถึงกับเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ ภาพที่เห็นทำเธอตัวแข็งทื่อตาค้าง ไม่กล้าส่งเสียง
ใบหน้าหล่อเหลาหลับตาพริ้มซบอกนุ่มนิ่ม
ชินสือโอบเขาไว้ด้วยสองมือ อีกฝ่ายทิ้งน้ำหนักลงมาที่ตนทั้งหมด ชินสือพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องวุ่นวายให้มากที่สุด แต่จุดนี้เหมือนยิ่งหนีกลับยิ่งต้องเจอ ก็เจ้าตัวปัญหาใหญ่นี่ดันวิ่งมาหาเขาเองถึงกับที่ จนชินสือก็ไม่รู้จะมุดหนีไปทางไหนแล้วเหมือนกัน
เขาส่งเสียงเบา “ท่านประธาน?”
เอริคลืมตาโพลง รีบผละตัวถอยห่างทันควัน ก่อนจะกระแอมไอหนึ่งทีกลบเกลื่อน แล้วส่งเสียงเข้ม “นายตาบอดหรือไง สะเพร่าจริง ๆ!”
พูดจบ เขาก็เร่งฝีเท้าตึงตังออกไปอย่างหัวเสีย
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านประธานเหรอคะ” ลี่ถิงถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“...”
ชินสือมองมือตัวเอง
คงไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันคิดหรอกนะ