Macarons

1673 Words
พอชินสือเข้าไปข้างในก็พบว่าเสียงเฮฮาเมื่อครู่เงียบไปถนัดตา คล้ายจะพบคนทำตัวเก้ ๆ กัง ๆ เต็มไปหมด ดูไม่เข้ากับสถานที่ครื้นเครงสักนิด ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะตัวต้นเหตุดันนั่งเด่นฉายทนโท่อยู่ที่โต๊ะตัวหนึ่งคนเดียว แถมบรรยากาศรอบตัวยังอึมครึมบ่งบอกเป็นนัยว่าใครก็อย่าได้เข้ามาใกล้ซะขนาดนั้น แต่สำหรับชินสือกลับไม่สะทกสะท้าน หากต้องนั่งที่ใดที่หนึ่งในงานเลี้ยงนี้... เอริคยกแก้วเหล้าดื่มรวดเดียวหมด ขณะกำลังจับขวดเพื่อรินเพิ่ม ชินสือก็คว้าขวดเหล้าไว้ “คุณดื่มไปกี่แก้วแล้วครับ” ชินสือรู้อยู่แล้ว ว่าถ้าตัวเองย่างกรายเข้าใกล้คนคนนี้เมื่อไรจะตกเป็นเป้าสายตาทันที ซึ่งนั่นก็ไม่เหนือความคาดหมาย ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องมาที่เขาคนเดียวแล้วจริง ๆ “ไม่เกี่ยวกับนาย!” ชินสือนั่งลงตรงข้าม ถามว่า “คุณเป็นแบบนี้กับพนักงานทุกคนเลยสินะครับ” เอริคแย่งขวดเหล้าจากเขา “จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง!” ชินสือแย่งแก้วเขามา “ผมไม่รู้ว่าวันนี้คุณกินอะไรบ้างแล้วหรือยัง ถ้าคุณ...” “อ้าว...? เอริค?!” โหย่วหยางเข้ามาขัดจังหวะพอดี สีหน้าเธอสลับซับซ้อนยิ่ง “เธอมาตอนไหนล่ะเนี่ย มิน่าล่ะพวกพนักงานถึงได้ดูแปลกไป” เอริค “...” ชินสือยืนขึ้นทันควัน “คุณโหย่วหยาง เชิญนั่งครับ” “...” โหย่วหยางไม่แลชินสือ สายตาตรึงไว้ที่เอริคคนเดียว ก่อนหน้าเธอยังไม่ชัด แต่เวลานี้กลับกระจ่างแจ่มแจ้ง ระหว่างหลานชายสุดรักกับพนักงานฝึกหัดคนนี้ ต้องมีบางอย่างที่เธอไม่รู้อย่างแน่นอน “เอ่อ...คุณโหย่วหยางครับ?” โหย่วหยางหลุดจากภวังค์ คราวนี้ถึงมองชินสือได้สักที เธอยิ้มอย่างเป็นกันเอง พลางบอก “ไม่เป็นไร... ฉันแค่มาทักทายน่ะ” สิ้นเสียง เธอหลุบตามองเอริค ยิ้มน้อย ๆ “ป้าคิดว่าเธอจะไม่มาเหมือนทุกครั้งซะอีก” เอริควางขวดเหล้า ไม่พูดไม่จา “...” โหย่วหยางยกยิ้ม “เอาล่ะ ป้าต้องกลับแล้ว ไม่อยากขัดจังหวะการคุยของพวกเธอนาน ๆ หรอกนะ” ชินสือโค้งศีรษะเล็กน้อย ยืนส่งเธอ “นายกับคุณป้ามีความลับอะไรกันหรือเปล่า” จู่ ๆ เอริคถามขึ้น ชินสือนั่งลง ตอบหน้าซื่อเสียงใส “ไม่นี่ครับ ทำไมเหรอครับ ผมกับคุณโหย่วหยางเหมือนมีความลับกันงั้นเหรอครับ” เอริคเงียบคำ ผ่านไปสักพักก็พูดขึ้น “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร” ชินสือกะพริบตา “ครับ?” เอริคลุกยืนพรวด “ฉันจะกลับแล้ว” ชินสือ “แต่คุณเพิ่งมาเองนะครับ” เอริคสวน “แต่ฉันจะกลับ!” ชินสือบอกหน้าตาเฉย “ครับ...เชิญครับ ขับรถปลอดภัยนะครับ” เอริคโพล่ง “ฉันดื่มเหล้า” ชินสือ “...?” เอริคชักสีหน้า “ฉันบอกว่าฉันดื่มเหล้าไงล่ะ” ชินสือถอนหายใจ พลางสำรวจเขา หน้าก็ไม่แดง เสียงก็ยังดีอยู่ ...แต่ช่างเถอะ คนที่ไม่แสดงอาการเมาออกมาให้เห็นก็มีเยอะแยะไป และถึงเขาจะแสดงท่าทียังไงก็ดูน่ารักอยู่ดีนั่นแหละ ชินสือยื่นมือออก “ขอกุญแจรถด้วยครับ” เมื่อเอริคส่งกุญแจรถให้อีกฝ่ายเรียบร้อย ก็ก้าวเท้าตึงตังออกไป พอเขาหายลับตา เสียงโล่งใจของทุกคนพลันดังขึ้นพร้อมกัน ครั้นชินสือลุกขึ้นบ้าง ลี่ถิงกับสาว ๆ ก็รีบรี่เข้ามาหา ลี่ถิง “คุณชินสือ เราไปนั่งด้วยกันเถอะนะคะ” ชินสือโปรยยิ้ม แกว่งกุญแจไปมา “ผมต้องไปส่งท่านประธานที่บ้านก่อน คงขอตัวกลับเลยแล้วกันนะครับ” สิ้นประโยค ก็เร่งฝีเท้าตามอีกฝ่ายไป ชินสือตามไปถึงลานจอดรถ กวาดตามองหาร่างสูงโปร่งหุ่นนายแบบอินเตอร์ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกฝ่ายยืนเด่นท่ามกลางรถคันหรูด้วยท่วงท่าประจำ คือกอดอกพิงรถ ทว่าครั้งนี้เขากลับปิดเปลือกตาสนิท ชินสือเดินเข้าไปใกล้ เอริคไม่มีท่าทีระวังแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเพ่งมอง ขนตาดำสนิทโค้งงอน โครงหน้าเด่นชัด จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากชมพูระเรื่อ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่สมบูรณ์แบบได้ขนาดนี้ จนอดคิดไม่ได้ว่าราวกับรูปปั้นหินแกะสลักในยุคสมัยราชวงศ์ถังอย่างไรอย่างนั้น ทันใดนั้น ร่างสูงโปร่งก็ทิ้งตัวซบไหล่เขา ประหนึ่งสภาวะของเหลวบนปุยนุ่น ชินสือโอบตัวคนตรงข้ามไว้ทันควัน ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายฝังลงบนไหล่ที่มีแต่ชั้นไขมัน ผมสีดำนุ่มสลวยเคล้าคลอแก้มชินสือจนจั๊กจี้ ชินสือเขย่าตัวเขาเบา ๆ “ท่านประธาน... บ้านคุณอยู่ไหนครับ” เอริคส่งเสียงอืมหนหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรอีก ชินสือทอดถอนใจ สักพักกดรีโมต เปิดประตูรถ ประคองเขานั่งด้านใน พอจัดระเบียบให้เอริคนั่งดี ๆ ได้แล้วจึงปิดประตู ส่วนตัวเองเดินอ้อมมาฝั่งคนขับ รถหรูช่างสมกับราคา ชินสือตัวใหญ่ขนาดนี้กลับยังไม่รู้สึกอึดอัดสักนิด “ท่านประธานครับ...” เขาส่งเสียงนุ่มเบา ๆ อีกฝ่ายไร้ปฏิกิริยา ในที่สุด ชินสือก็ดึงเข็มขัดนิรภัยคาดตัวเอริคไว้ ตัดสินใจขับรถกลับบ้านตัวเอง บ้านชินสือตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดที่มีมูลค่าสูงมาก มันทั้งกว้างขวาง ใหญ่เกินกว่าสำหรับอยู่ตัวคนเดียว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ค่าใช้จ่ายเพื่อดูแลมันในแต่ละเดือนค่อนข้างสูงตามไปด้วย ภายในโล่งกว้าง ไร้สิ่งฟุ่มเฟือย ไร้การตกแต่งใด ๆ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ก็มีแต่ของจำเป็น นั่นจึงทำให้บ้านดูสะอาดตาไม่น้อย ชินสือประคองร่างเอริคไปนอนที่เตียง เวลานี้พูดอะไรด้วยก็ไร้เสียงตอบอีกแล้ว ถึงอย่างนั้นก็อยากลองเรียกดูอีกสักครั้ง “ท่านประธานครับ...” ในที่สุดก็แน่ชัดว่าเขาหลับไปแล้วจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น หากจะปล่อยให้นอนทั้งแบบนี้ก็ดูจะใจร้ายเกินไป เห็น ๆ อยู่ว่าคงไม่สบายตัวเท่าไรนัก แต่ถ้าจะให้เอาผ้ามาเช็ดหน้าเหมือนบทนางเอกในซีรีส์ก็กระดากอายเกินไป คิดไม่ทันไร “...อื้อ” เอริคส่งเสียงยานเล็กน้อย ชัดเจนว่าไม่สบายตัวแน่นอน พอนอนแผ่หลาแบบนี้เสื้อผ้าที่ดูกระชับกลับรัดตึงไปหมด ชินสือมองความทรมานของเขา แค่ปลดกระดุมเสื้อกับถอดเข็มขัดออกคงพอ คิดได้ดังนั้นก็เริ่มปฏิบัติการ เริ่มจากปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ด... ทีละเม็ด... ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุณหภูมิในห้องหรือระบบภายในร่างกาย ชินสือถึงได้มีเหงื่อผุดซึมตามไรผมเต็มไปหมด กระทั่งกระดุมเม็ดสุดท้ายหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียด เหงื่อเม็ดแรกก็ตกแหมะลงบนหน้าท้องแบนราบแล้ว ที่เคยพูดว่าอีกฝ่ายมีแต่กระดูกคงเป็นการปรักปรำ เพราะนี่มันคือประติมากรรมในร่างคนชัด ๆ ทั้งแผงอกล่ำสัน ห***มเด่นชัด กล้ามท้องเป็นลอน แล้วไหนจะสะดือลึกนั่นอีก แต่ขนรำไรเป็นริ้วจนลงไปถึงข้างล่างนี่มัน... น่าอิจฉาชะมัด ชินสือกลืนน้ำลาย มือเลื่อนถอดเข็มขัดที่พันธนาการไว้ออก ในที่สุดเขาก็น่าจะไม่อึดอัดแล้ว แต่... ชินสือมองกระดุมกางอีก ถ้าคลายมันออกจะไม่ยิ่งสบายตัวมากกว่านี้เหรอ ความละโมบเข้าครอบงำ… เขาเป็นผู้ชายนะ นายจะไปสนใจทำไมล่ะชินสือ ก็แค่ถอด ๆ ไปเท่านั้นเอง ยังไงก็มีไอ้นั่นเหมือนกันอยู่แล้ว! แต่ไอ้การอยากเห็นสิ่งที่มีเหมือนกันนี่สิน่าแปลก ชินสืออยู่ในสถานการณ์ที่คิดไม่ตก มองไปมองมาก็เหมือนกับเขากำลังย่ำยีคนเมาไร้ทางสู้ซะงั้น คิดได้ดังนั้นก็เริ่มกลับมาพิจารณาด้วยเหตุผล เอาเป็นว่าเจ้ากระดุมกางเกงนั่นไม่ควรถอดก็แล้วกัน ส่วนเตียงหลังนี้ไม่ใหญ่ไม่เล็ก หากเขาผอมกว่านี้ก็คงนอนด้วยกันกับเอริคได้สบายนั่นแหละ สุดท้ายชินสือก็ตัดสินใจเอาฟูกที่ไม่ได้ใช้นานแรมปีมาปูนอนล่างเตียง และคืนนั้นเขาก็ฝันร้าย รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกเหมือนโดนผีอำตลอดทั้งคืน รุ่งเช้า เสียงก๊อกแก๊กดังที่หน้าประตู ชินสือลืมตาโพลง ความรู้สึกแรกที่รับรู้ได้คือร้อนสุด ๆ สัมผัสรับรู้ต่อมาคือร่างกายหนักอึ้ง ราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับไว้จนขยับตัวไม่ได้ เขาค่อย ๆ มองรอบข้าง พอพบสาเหตุก็ถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าเอริคลงมานอนข้างล่างกับเขาตั้งแต่เมื่อไร ทั้งหนุนท้องเขาเป็นหมอน ซ้ำยังใช้ขาเกี่ยวก่ายเขาไว้อย่างกับหมอนข้างอีก ระหว่างกำลังมึนงง เสียงก๊อกแก๊กดังขึ้นอีกครั้ง ชินสือรีบกระเถิบกายออก จากนั้นก็ลุกพรวดวิ่งไปยังประตู คนทำเสียงดังก๊อกแก๊กที่หน้าประตูคือนักโภชนาการหญิง พอชินสือเปิดประตูได้ก็บอกเสียงเบาทันที “วันนี้ผมมีแขกครับ คุณค่อยมาอีกครั้งวันพรุ่งนี้ได้ไหมครับ” เธอไม่ได้กล่าวอะไรมากมาย เพียงบอกว่าอาหารวันนี้ที่เขาต้องกินมีอะไรบ้าง ซึ่งก็ง่าย ๆ เขาสามารถทำเองได้ จากนั้นก็ส่งวัตถุดิบที่มาจากบริษัทไวทัล ไวบ์ในมือให้ พอชินสือรับคำเสร็จสรรพ เธอจึงกลับไป “นายอยู่บ้านหลังนี้กับใคร” คำถามดังมาจากด้านหลัง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD