Snack

1663 Words
ชินสือสะดุ้งเล็กน้อย พลางหันหลังกลับ ทันใดนั้นก็อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ อีกฝ่ายสวมเสื้อติดกระดุมปิดผิวขาวเนียนไว้มิดชิดเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งที่ในมือชินสือมีสิ่งต้องสงสัย แต่เขากลับแสดงท่าทีไร้พิรุธได้อย่างแนบเนียน พอสองสายตาสบประสาน ชินสือก็พูดขึ้น “ผมอยู่คนเดียวครับ” เอริคสีหน้าไม่เชื่อ สายตาสลับมองของในมือเขา “แล้วเมื่อกี้นายคุยกับใคร” ชินสือคิ้วกระตุก คำถามซอกแซกเหมือนกำลังสอบสวนนี่มันอะไรกัน แล้วไหนจะไอ้ท่าทางอวดดีนั่นอีก ทำอย่างกับเขาเป็นหัวขโมยในบ้านตัวเองอย่างไรอย่างนั้น แต่สุดท้ายก็บอก “เธอมาส่งวัตถุดิบทำอาหารครับ” พอรู้ว่ามันคือของที่ไม่น่าสนใจ เอริคจึงเลื่อนสายตาไปทางอื่น มองสำรวจภายในบ้านต่อ ทันใดนั้น สายตาก็หยุดที่ร่มสีดำสองคันซึ่งแขวนอยู่ตรงกรอบประตู ผ่านไปสักพัก นัยน์ตาดำขลับพลันเลื่อนกลับมาที่ชายหนุ่มอีกครั้ง “นายพาฉันมาที่นี่ทำไม” ชินสือหน้าเกร็งค้าง ท่าทีของเอริคเมื่อครู่อย่างกับพวกนักสืบ แต่บ้านเขาไม่มีอะไรให้น่าสงสัยสักหน่อย ชินสือไม่ตอบ กลับยื่นมือเปิดประตูบ้านออกกว้าง พลางผายมือออก พูดว่า “เชิญคุณกลับไปได้แล้วครับ” เอริคชะงัก ท่ามกลางความเงียบ เสียงโครกครากพลันดังเล็ดลอดขึ้น เอริคเบือนหน้าออกเพื่อกลบเกลื่อน แต่ชินสือกลับเดาได้ ประตูที่เปิดอ้าถูกปิดลงเบา ๆ ชินสือบอก “เรามากินมื้อเช้าด้วยกันก่อนเถอะครับ” เอริคบอก “ฉันไม่หิว แล้วฉันก็ไม่อยากกินอาหารที่ไม่ดีต่อร่างกายด้วย” ชินสืออยากดีดบ้องหูเขาสักที แต่ก็ทำได้แค่คิด มีหรือจะกล้าลงมือ ก็ออกจะเอ็นดูคนตรงข้ามเสียขนาดนี้ อย่างไรก็ยังหลงเหลือความซาบซึ้งจากการที่เขาเคยกางร่มให้ตนเองถึงสองครั้งสองคราอยู่ ส่วนวัตถุดิบในมือนี่อีก พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าคนตรงข้ามเป็น เจ้าของ ต่อให้เขากินจนหมดก็ไม่มีทางเสียดายเด็ดขาด “กินด้วยกันเถอะครับ” ชินสือบอก พลางชี้นิ้วไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมริมหน้าต่าง “คุณไปนั่งรอผมตรงนั้นก่อนนะครับ” “...” เอริคยืนนิ่ง ภายนอกเอริคดูเป็นคนเงียบขรึม เย็นชา และไม่เป็นมิตร แต่ชินสือกลับไม่สนใจ รู้สึกแค่ว่าเขาเป็นเพียงเด็กดื้อดึงที่เอาแต่ใจคนหนึ่งเท่านั้น ชินสือไม่เอ่ยคำแล้ว เพียงเดินไปจับมือ พาเขาไปนั่งเก้าอี้เงียบ ๆ ซึ่งเอริคเองก็ไม่ได้ทำท่าทีอิดออดอะไร กลับเดินตามเขาง่าย ๆ ด้วยซ้ำ พอชินสือกดไหล่เขานั่งลง เขาก็นั่งลงอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังอยู่นิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จาอีก ไม่ว่าเขาจะแสดงอาการยังไง ในสายตาชินสือก็ยังมองว่าเขาน่ารักอยู่ดี ตอนนี้ชินสืออยู่ในครัว เสียงหม้อเสียงแก๊สดังครู่หนึ่งก็หยุดไป สักพักร่างพุงพลุ้ยก็เดินออกมาพร้อมกับถาดอาหารในมือ พอชามอาหารวางบนโต๊ะ เอริคก็เลิกคิ้วข้างหนึ่ง เรื่องวัตถุดิบคุ้นตาเหล่านี้คงปกปิดผู้เป็นเจ้าของไม่ได้ ชินสือจึงบอก “ผมซื้อมาจากบริษัทไวทัล ไวบ์เองครับ” เอริคไม่ใส่ใจ ที่สนใจคือตะเกียบซีด ๆ ข้างมือ ก่อนจะจับมันขึ้น เขี่ยบรอกโคลีและเห็ดต้มกลิ้งไปกลิ้งมา “ฉันนึกว่านายจะกินแต่ขนมปังถั่วแดง ไม่ก็ข้าวจานโตกับพวกหมูสามชั้นซะอีก” ชินสือจับมือเขา “อย่าทำกับอาหารแบบนั้นสิครับ” เอริคหยุดนิ่ง ชินสือจึงปล่อยมือ พลางพูดต่อ “อาหารที่คุณพูดผมเลิกกินไปได้สักพักแล้วครับ ตอนนี้ผมทำงานกับบริษัทที่เน้นเรื่องรูปลักษณ์ต้องมาก่อนนี่ครับ ก็ต้องพัฒนาตัวเองเป็นธรรมดา” สิ้นประโยค ก็พุ้ยข้าวต้มร้อนเข้าปาก ในถ้วยมีเนื้อไก่ฉีกเป็นเส้นเล็ก ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย เอริคมองเขาครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าภายในใจคิดอะไร ก่อนพุ้ยข้าวต้มเข้าปากบ้าง เหมือนบรรยากาศเริ่มดีขึ้นแล้วเชียว แต่จู่ ๆ ชินสือกลับพูดขึ้น “ถ้าท่านประธานกินเสร็จแล้วจะกลับเลยก็ได้นะครับ ผมยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำอีก คงไม่สะดวกมานั่งดูแลคุณ” เอริคหัวเสียทันควัน พุ้ยข้าวต้มเข้าปากทีเดียวรวดหมด จากนั้นก็วางถ้วยเสียงดัง “กุญแจรถฉันอยู่ไหน!” ชินสือวางตะเกียบ ยืนขึ้น ก้าวขาเนิบช้า ข้างกรอบประตูมีที่แขวนของจิปาถะ จึงดึงพวงกุญแจสีดำออกมา “นี่ครับ” เอริคสีหน้าบูดบึ้ง เดินตึงตังเสียงดัง คว้ากุญแจรถจากมือเขา แล้วเปิดประตูออกจากบ้านไป อาทิตย์ต่อมา ชินสือทำงานได้เกือบสองเดือนแล้ว อย่างที่เคยได้ยินคนกล่าวไว้ไม่มีผิด ใกล้สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ แม้ว่าจะไม่ต้องจ่ายค่าอาหารแล้ว ก็ตาม แต่กลับยังไม่มีเงินเก็บอยู่ดี ด้วยเพราะค่าตอบแทนตำแหน่งงานนี้ไม่ได้มากมายอะไร ถ้าไม่มีโหย่วหยางคอยเกื้อหนุน ป่านนี้เขาคงได้ลาออกไปแล้วจริง ๆ ส่วนแม่ก็ไร้การติดต่อมาสักระยะ พอเธอเงียบไปก็รู้สึกโหวงเหวง ชักคิดถึงอยู่หน่อย ๆ บ้างเหมือนกัน แต่หากให้โทร.กลับไป เธอก็คงจะพูดแต่เรื่องเดิม ๆ อีก เฮ้อ... ก็ฉันไม่อยากกลับไปอยู่ที่นั่นจริง ๆ นี่นา แต่แม่บอกให้กลับไปทำงานที่นั่น แล้วมันมีอะไรให้ทำกันล่ะ ชินสือคิดไม่ตก ไม่รู้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว แฟนก็ไม่มี งานก็ไม่มั่นคง ไม่รู้ว่าตนเองจะทนได้อีกสักกี่น้ำ “คุณชินสือ วันนี้เราไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันเถอะนะคะ คุณอย่ากินคนเดียวเลย” ลี่ถิงชวนเสียงหวาน ชินสือมองห่อผ้า ที่เธอชวนคงคิดว่าเขาพอเหลือเงินเก็บบ้าง แต่ไม่ใช่เลย “วันนี้ผมมีนัดแล้วน่ะครับ” “เอ๋... มีนัด?” ชินสือเพียงแค่ยิ้ม ๆ กลบเกลื่อนเอาตัวรอดไป พักหลังพอเขาเห็นกล่องอาหารก็จะนึกถึงใบหน้าเอริคทุกครั้ง อีกฝ่ายเคยโพล่งว่ามัวแต่ทำงานจนไม่มีเวลากินข้าว และหลังจากอาหารมื้อเช้าวันนั้นเขาก็ไม่เจอเอริคอีกเลย เอริคนั่งจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กเขม็ง นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะดัง กึก กึก เป็นจังหวะ ผ่านไปสักพักจึงจับโทรศัพท์ต่อสายไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยอย่างไม่เคยมาก่อน ปลายสายรับโทรศัพท์รวดเร็ว “ฝ่ายรักษาความปลอดภัยครับ” เอริคถามเสียงเข้ม “กล้องวงจรปิดไม่มีเสียงหรือไงกัน!” พอได้ยินเสียงแกมเบ่งอำนาจ ปลายสายก็แทบสิ้นสติ ไม่ต้องเดาก็รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ประธานบริษัทที่ไม่เคยเหลียวแลใครอย่างนั้น ทำไมจู่ ๆ ถึงมาสนใจระบบวงจรปิดเอาตอนนี้กัน แถมยังโทร.มาด้วยน้ำเสียงคุกรุ่นอีก สุ้มเสียงปลายสายพลันตอบอย่างตะกุกตะกัก “มะ มีครับ ตะ …แต่ตอนนี้ระบบขัดข้อง เรากำลังเร่งแก้ไขอยู่ครับท่านประธาน” “อีกนานแค่ไหน!” เอริคถามด้วยความร้อนใจ “ขะ ขอประทานโทษด้วยครับ ผะ ผมยังให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้” ตึ้ง! เอริควางโทรศัพท์ทันทีอย่างหัวเสีย สีหน้าเขียวคล้ำจับจ้องภาพเคลื่อนไหวบนจอไม่ละสายตา ก่อนจะพึมพำอย่างเข่นเขี้ยว “นายจะหัวเราะอะไรกันนักกันหนา!” ทันใดนั้น ประตูพลันถูกเปิดผาง “เอริค...ป้าจองภัตตาคารไว้แล้ว วันนี้เธอต้องไปกินอาหารมื้อเที่ยงกับป้านะ” เอริคสะดุ้งเสียอาการ ปิดโน้ตบุ๊กทันควัน “...ครับ” ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่พ้นสายตาโหย่วหยาง เธอถาม “แล้วโน้ตบุ๊กนั่นเป็นอะไรอีกล่ะ” “เปล่าครับ” “งั้นเราไปกันเถอะ” “... ...ครับ” โหย่วหยางเห็นเขาตอบเนิบช้าก็พอจะเดาความในใจได้ เขาไม่อยากไปแต่ก็ไม่ยอมปฏิเสธออกมาตรง ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงต้องหยิบยกตัวปฏิกิริยามากระตุ้นสักหน่อย “ระหว่างมื้อเที่ยงป้าอยากคุยกับเธอเรื่องคุณตงหน่อยน่ะ” ได้ผลชะงัด สายตาเอริคเป็นประกายแวบหนึ่ง “ครับ” โหย่วหยางอมยิ้ม “ไปกันเถอะ” ระหว่างมื้ออาหาร โหย่วหยางลอบสังเกตสีหน้าเอริคเป็นพัก ๆ ถึงเขาจะไร้สีหน้าจนมองไม่ออกว่าคิดอะไร แต่ด้วยความที่มีสายเลือดเดียวกัน ย่อมสัมผัสได้ว่าหลานชายคนนี้ต้องมีเรื่องกลัดกลุ้มอยู่ในใจแน่นอน ส่วนเจ้าตัวต้นตอก็เดาได้ไม่ยาก ไหน ๆ ก็พูดไว้แล้วว่ามื้อนี้จะคุยเรื่องของพนักงานฝึกหัดคนนั้น งั้นก็พูดมันซะตอนนี้เลยแล้วกัน โหย่วหยางดื่มน้ำ ตามด้วยเช็ดปาก ก่อนจะเข้าเรื่องว่า “พนักงานฝึกหัดคนนั้น ป้าว่าเขา...” เอ่ยแค่นี้เอริคก็แสดงปฏิกิริยาให้เห็นแล้วจริง ๆ “คุณตงชินสือน่ะ ป้าว่าเขาเป็นคนมีความตั้งใจดีนะ” เอริคไม่ออกความคิดเห็น กลับพูดนอกเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ “คุณป้าพิสูจน์ได้หรือยังครับว่าเขาสุขภาพดี” โหย่วหยางยกยิ้ม ในที่สุดหลานชายก็กล่าวประโยคยาว ๆ ออกมาได้สักที เธอตอบ “ยังหรอก... แต่เราตกลงกันไว้ว่าจะรอจนกว่าเขาครบกำหนดทดลองงานนี่นาเอริค หรือ...เธออยากรู้เรื่องเขากันล่ะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD