Pie

1808 Words
รุ่งเช้า ชินสือมาทำงานด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรง แข้งขาสั่นพั่บ ๆ เมื่อเย็นวานเพียงแค่ยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อก็ทำเขาปวดเมื่อยไปทั้งตัว “คุณชินสือ? เป็นอะไรไปคะ เมื่อวานสีหน้าคุณยังดี ๆ อยู่เลย” ลี่ถิงถาม ชินสือยิ้มแข็ง “เอ่อ.. เมื่อคืนผมนอนตกหมอนน่ะครับ พอตื่นเช้ามาก็เลยเป็นแบบที่เห็นนี่ล่ะครับ...” ลี่ถิงมือไว จับไหล่ทั้งสองข้างของเขา พลางบีบนวดสุดแรง “ฉันจะช่วยนะคะ” ชินสือผ่อนคลายฉับพลัน สีหน้าเคลิบเคลิ้มเป็นที่สุด มือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มนี้ช่างดีต่อใจ แต่สุดท้าย...ความคิดที่ว่าตัวเองช่างไม่เหมาะสมเอาเสียเลยก็ผุดขึ้น เขาเบี่ยงตัว “อย่าเลยครับ ผมดีขึ้นแล้ว” ลี่ถิงค้าน “ฉันเพิ่งจะนวดเองนะคะ คุณดีขึ้นแล้วงั้นเหรอ” ชินสือยิ้มแห้ง Rrr Rrr Rrr จังหวะช่างพอดี ชินสือบอกรวดเร็ว “เดียวผมรับเองครับ” ลี่ถิงหน้ามุ่ยหยุดมือ ชินสือ “บริษัทไวทัล...” “ขึ้นมาหาฉัน เดี๋ยวนี้!” ตื้ด ตื้ด ตื้ด ชินสือทอดถอนใจก่อนวางสาย ลี่ถิงสีหน้าสงสัย “ใครเหรอคะ? ทำไมวางเร็วจัง” ถามก็ส่วนถาม สองมือขาวเนียนเริ่มยกขึ้น เตรียมนวดไหล่เขาอีกครั้ง ชินสือเหลือบมองมือเธอ อดรู้สึกเสียดายไม่ได้ “ท่านประธานน่ะครับ เขาต้องการให้ผมไปพบเดี๋ยวนี้” ลี่ถิงชักมือกลับ เปลี่ยนเป็นกอดอกแทน “อีกแล้วเหรอคะ น่าแปลกจริง ๆ” ชินสือบอก “งั้นผมขอตัวไปพบเขาก่อนนะครับ” ว่าแล้วก็รีบออกจากหลังเคาน์เตอร์ไป ชินสือไม่คิดเลยว่าจะมีวันที่ตนต้องรู้สึกอับจนหนทางกับหญิงสาวน่ารัก ๆ อย่างในตอนนี้เลยจริง ๆ ขณะรอขึ้นลิฟต์พลันพบกับกลุ่มพนักงานชายสองคน พนักงานชายคนหนึ่งกระซิบ “แค่เขาคนเดียวก็เต็มลิฟต์แล้วนะ เราจะมีที่ยืนเหรอ” พนักงานชายอีกคนพูดเสียงเบา “ก็ให้เขาขึ้นไปก่อนสิ” พนักงานคนเดิมว่า “แต่เราจะสายน่ะสิ แล้วเขาจะไปไหนกันล่ะ เขาไม่จำเป็นต้องขึ้นไปชั้นบนนี่นา” ทันใดนั้นประตูลิฟต์พลันเปิดออก ชินสือยืนนิ่ง ส่วนพนักงานชายสองคนรีบก้าวขึ้นลิฟต์แล้วกดปิดอย่างรวดเร็วโดยไม่รอเขา นั่นแหละ ชีวิตประจำวันชินสือ เดิมความอ้วนไม่เคยทำให้เขารู้สึกแตกต่างจากคนอื่นเท่าไรนัก ซ้ำยังคิดว่าเป็นเรื่องปกติอีก เลยไม่ค่อยจะรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไร กระทั่งมาทำงานที่บริษัทไวทัล ไวบ์ เขาถึงได้สังเกตเห็น ...ว่าตนเองน่ะผิดแผก ชายหนุ่มยืนรอลิฟต์อีกครั้ง “ทำไมเพิ่งมา! นี่มันกี่นาทีแล้ว” เอริคขมวดคิ้วมุ่น ยืนกอดอกพิงโต๊ะทำงาน ขณะเดียวกันก็มองคนตรงข้ามไม่วางตา ชินสือไม่ได้เก็บคำพูดและน้ำเสียงเขามาเป็นอารมณ์ กลับมองแขนขาเรียวยาวสมส่วน พลางในใจคิดว่าช่างดูดีจริง ๆ ก่อนตอบราบเรียบ “รอลิฟต์ครับ” เอริคเสียงเข้ม “นานขนาดนั้น?” ชินสืออยากฟังคำที่เป็นสาระมากกว่า “ท่านประธานเรียกผมมาเพราะเรื่องงานใช่ไหมครับ” เอริคทำเสียงฟึดฟัดทีหนึ่ง ก่อนเบือนหน้าไปอีกทาง เอ่ยเสียงกระด้าง “ห้ามพรอดรักกันในที่ทำงาน!” ชินสือตาปริบ “ใครครับ?” เอริคหันขวับ แยกเขี้ยวส่งเสียงดัง “ก็นายไง! จะใครอีกล่ะ!” ชินสือใคร่ครวญ ไม่คิดว่าตนจะถูกใส่ใจขนาดนี้ “คุณแอบดูผมจากกล้องวงจรปิดเหรอครับ” เอริคชะงัก ติ่งหูแดงเรื่อ ใบหน้าหล่อเหลาเก็บอาการไม่อยู่ “ฉันเนี่ยนะแอบดูนาย! ชักจะหลงตัวเองเกินไปแล้ว ใครจะอยากเห็นนายกัน มีคนรายงานฉันต่างหากล่ะ” หือ? มีพนักงานกล้าพูดกับเขาด้วยงั้นเหรอ ชินสือเห็นอาการเขาแล้วพลันลอบยิ้มในใจ แต่แกล้งถอนใจเบา ๆ พร้อมกับแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย “เราเป็นแค่เพื่อนร่วมงานกันครับ” เอริคหัวเราะเสียงหนึ่ง ก่อนจะทวนคำพูดอีกฝ่ายจนดูเหมือนถากถาง “เพื่อนร่วมทำงาน?” สุดท้ายก็ขึ้นเสียงเล็กน้อย “คลอเคลียกันขนาดนั้นนายเรียกว่าเพื่อนร่วมงาน?” ชินสือคิ้วกระตุก คิดในใจ คลอเคลีย? คนนะไม่ใช่แมว เขาพูด “เราไม่ได้คลอเคลียกันนะครับ แต่ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกไม่ดีผมก็ขอโทษด้วยแล้วกันครับ” สิ้นเสียง แววตาเขาเจือความสงสัย “คุณโกรธผมเพราะเรื่องแค่นี้เองจริง ๆ เหรอครับ มันไม่ได้ทำให้งานเสียหายนี่ครับ” “แต่มันเสียภาพลักษณ์บริษัท!” เอริคตวาดลั่น พอเลือดพลุ่งพล่านก็หน้ามืด เอริคกุมขมับพลางนวดคลึงเบาๆ ตามความเคยชิน ชินสือเปลี่ยนสีหน้า “เมื่อเช้าคุณได้ทานอะไรบ้างหรือยังครับ” เอริคเอ่ยเสียงแข็ง “เรื่องของฉัน นายอย่ามายุ่ง!” ชินสือเงียบไป ครู่หนึ่งจึงหมุนตัวกลับ “นายจะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบ!” เสียงเข้มดังขึ้นจากข้างหลัง ชินสือตอบโดยไม่หันมอง “เดี๋ยวผมกลับมาครับ” “นี่!” ชายหนุ่มออกจากห้องไปไม่กล่าวคำ ได้ยินเพียงเสียงฮึดฮัดตามหลังมา ระหว่างลงลิฟต์ ชินสือได้แต่ขบคิด ว่าตัวเองช่างเป็นคนนิสัยเสียกับอีกฝ่ายซะเหลือเกิน ทั้งไม่เคารพเขาเท่าที่ควร แถมยังชอบแหย่ให้เขาต้องเคืองโกรธอีก นี่ฉันเป็นอะไรไปแล้วนะ ชินสือแอบตรงมุมทางเดิน ลอบมองลี่ถิงสักพัก เธอเป็นผู้หญิงสวยที่เปี่ยมไปด้วยมั่นใจ แต่ก็มักมีคำถามในหัวมากมาย เวลานี้ชายหนุ่มไม่สะดวกใจที่ต้องตอบคำถามเซ้าซี้ของเธออีก จึงได้แต่รอจังหวะ พอเห็นเธอคุยกับคนที่เข้ามาสอบถาม จึงย่องเบาเข้าหลั'เคาน์เตอร์ คว้าห่อผ้าได้ก็รีบถอยห่างอย่างรวดเร็วทันที ขณะเอริคกำลังนวดขมับด้วยสีหน้าบูดบึ้ง พลันได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้น แต่เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์จะสนทนากับใครด้วยเรื่องอะไรทั้งสิ้น จึงเงียบคำ ไร้การตอบรับ ไม่นานคนด้านนอกก็ถือวิสาสะเปิดเข้ามาเอง พอเห็นว่าเป็นอีกฝ่าย คล้ายเอริคจะคลายสีหน้าลงเล็กน้อย “นายมีอะไรอีก” ชินสือบอก “ก็คุณบอกว่ายังพูดไม่จบนี่ครับ” เขาเดินไปนั่งที่โซฟายาว วางห่อผ้าลงบนโต๊ะ “นายจะทำอะไร?!” ชินสือทำหูทวนลม แกะห่อผ้า เปิดกล่องอาหาร “งั้นคุณก็ทานข้าวแล้วพูดไปด้วยได้นี่ครับ ผมจะฟังอยู่ตรงนี้เอง” เอริคเบือนหน้าออก “ฉันไม่กิน! ไม่มีอะไรจะพูดกับนายแล้ว” ชินสือไม่สนใจ ผ่านไปสักพักกลิ่นหอมกรุ่นโชยออก ทันใดนั้นเสียงโครกครากตามมา ชินสือมองเขา บนใบหน้าประดับรอยยิ้มหวานเจ้าเล่ห์ “มาเถอะครับ ถ้าคุณไม่กิน ผมอาจจะเสียคำพูด เอาเรื่องคุณไปโพนทะนาให้ทั่วบริษัทเลยก็ได้นะครับ” เอริคขมวดคิ้ว “นายนี่มัน...!” ในที่สุดเขาก็จำยอม ย่างเท้านั่งลงบนโซฟาตรงข้ามกับอีกฝ่าย มองอาหารในกล่อง ภายในประกอบด้วยอาหารเพื่อสุขภาพทั้งนั้น จึงหยิบตะเกียบขึ้น คีบอาหารเข้าปากทีละคำอย่างลืมตัว ส่วนชินสือได้แต่นั่งมองเขากิน ไม่มีทีท่าว่าจะหิวหรือเสียดายสักนิด ทันใดนั้น เอริคก็ชะงัก เหมือนจะเริ่มรู้สึกตัว จึงพูดว่า “ฉันกินกล่องข้าวนาย แล้วตอนเที่ยงนายจะกินอะไร” ชินสือตอบสบาย ๆ “ไม่เป็นไรครับ ตอนเช้าผมกินมาเยอะแล้ว ตอนเที่ยงก็ไม่น่าจะหิวเท่าไร อีกอย่างตอนเย็นผมก็มีอาหารสุดหรูรออยู่” สิ้นประโยค เขาผุดเหงื่อซึมเล็กน้อย เพราะเลิกงานวันนี้เขาต้องไปยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อกับไรอันอีกครั้ง แค่คิดก็ปวดต้นขาตุบ ๆ แล้ว เอริคไร้ความเกรงใจอีก เขาคีบอาหารเข้าปากไม่หยุด ไม่น่าเชื่อว่าจะกินทุกอย่างจนหมด ไม่เหลือเศษอาหารสักนิด พอชินสือเห็นเขาวางตะเกียบก็เพิ่งนึกได้ว่าไม่มีน้ำ ขณะกำลังกวาดตา พลันได้ยินสุ้มเสียงเบากระทบโสต “น้ำ...” ชินสือเหลียวมองเขา ใบหน้าคมสันดูซึมเซาเล็กน้อย พอเห็นแบบนั้นก็อดนึกถึงเจ้าแมวสีขาวตัวซึนที่ชอบแอบย่องเข้ามาในบ้านตอนกลางคืนบ่อย ๆ ไม่ได้ ไม่รู้อย่างไรน้ำเสียงที่เปล่งออกไปพลันนุ่มลงนัก “แล้วน้ำอยู่ตรงไหนล่ะครับ” เอริคสบตาเขา “บนโต๊ะทำงานฉัน...” ชินสือยังปวดตัว จะลุกทันทีเลยก็ปวดสะโพก กว่าจะลุกได้ในใจร้องโอดโอยไปหลายครา ในที่สุดก็เดินไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ เห็นกระติกน้ำทรงกระบอกตั้งอยู่ ดูเหมือนตั้งแต่เช้าจะยังไม่ถูกเปิดฝา จึงหมุนเกลียว เทน้ำจนค่อนแก้ว แล้วนำมาให้เขาด้วยฝีเท้าเชื่องช้า “น้ำครับ” ชินสือยืนข้าง ๆ ส่งแก้วให้เอริค พุงกลม ๆ ชินสืออยู่ระดับสายตาเขา นัยน์ตาดำขลับจับจ้องอยู่อย่างนั้นไม่กะพริบ มือข้างหนึ่งรับแก้วมาพร้อมกับดื่มรวดเดียวหมด หลังจากวางแก้วลงแล้วก็คว้าจับมือคนตรงข้ามฉุดลงข้าง ๆ ทันที ชินสือไม่ทันตั้งตัว ทั่วร่างปวดเมื่อยไปหมด พอโดนฉุดก็เข่าอ่อนนั่งลงง่าย ๆ “ท่านประธาน? จะทำอะไรครับ!” เอริคไม่ละสายตา ตีพุงเขา ป้าบ ป้าบ สองที ใบหน้าซึมเซาค่อย ๆ โน้มหนุนพุงกลม ๆ เป็นหมอน แล้วปิดเปลือกตาลง “...?!” “...ฉันไม่ได้อดอาหาร” เอริคพูดเสียงยืดยาน “ฉันแค่ทำงานจนไม่มีเวลากิน...” ชินสืองงงัน “อะไรนะครับ?” “ฉันไม่ได้ออกกำลังกายหักโหม ฉันแค่ชอบออกกำลังกายจนติดเป็นนิสัยเท่านั้นเอง...” ชินสือกะพริบตาปริบ ผุดรอยยิ้มเบาบาง ประคองศีรษะเขาให้หนุนตักตัวเองดี ๆ “ผมขอโทษที่พูดไปอย่างนั้นนะครับ เป็นผมที่ผิดเอง” น่ารักแฮะ แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมมองว่าคุณน่ารักได้ยังไงกันล่ะ “อืม...นายผิด” ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ทว่าเอริคลืมตาขึ้นก็พบกับความว่างเปล่าเสียแล้ว อีกทั้งกล่องอาหารก็หายไป เขาลูบท้องตัวเอง... ครู่หนึ่งก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD