Jam

1459 Words
พอเขาส่งเสียงอีกครั้งถึงกับทำชินสือคิ้วกระตุก ถึงอีกฝ่ายจะหน้าตาหล่อเหลา แต่คำพูดนี่บาดลึกจริงเชียว เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ไม่ต้องพูดโต้ง ๆ อย่างโจ่งแจ้งก็ได้ เขาตอบ “คงเป็นอย่างนั้นนะครับ” แต่ด้วยน้ำเสียงของฝ่ายตรงข้ามที่ดูคล้ายจะแปลกใจมากกว่าเย้ยหยัน จึงทำให้เขาไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธมากนัก สักพักจึงถามอีก “ท่านประธานเรียกผมขึ้นมามีอะไรหรือเปล่าครับ” นัยน์ตาดำขลับละออกจากพุงกลม ๆ เลื่อนขึ้นมองใบหน้า สักพักจึงพูด “ทำไมหน้านายไม่อ้วนกลมเหมือนพุงนั่นล่ะ” ...” แม้น้ำเสียงอีกฝ่ายจะไม่เปลี่ยน แต่อารมณ์ชินสือเปลี่ยนซะแล้ว หล่อก็ส่วนหล่อเถอะ เขาขบกรามแน่น พูดลอดไรฟัน “...ท่านประธานเรียกผมมาเพื่อถามเรื่องแค่นี้ใช่ไหมครับ” เอริคพลันรู้สึกตัว ป้องปากกระแอมไอหนึ่งที ถามว่า “คุณป้าพูดอะไรกับนาย?” ชินสือตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เปล่าครับ คุณโหย่วหยางบอกแค่ให้ผมตั้งใจทำงานเท่านั้นครับ” เอริคมองจับผิดเขา สักพักปลายจมูกพลันกระดิกเล็กน้อย พูดขึ้น “นายไม่ได้พกขนมปังถั่วแดงติดตัวแล้วหรือไงกัน” ใบหน้าชินสือปรากฏเครื่องหมายคำถามชัดเจน “คุณรู้ได้ยังไงครับว่าผมมีขนมปังถั่วแดงอยู่กับตัว” เอริคสีหน้าเฉยชา “ก็ขนมปังไร้ประโยชน์นั่นกลิ่นฉุนจะตาย ฉันเดินผ่านนายทีไรได้กลิ่นจนแสบจมูกทุกที” ชินสือจ้องเขา ในใจคิดว่าคนตรงข้ามช่างดูเหมือนเด็กเกเรที่ชอบหาเรื่องคนอื่นเหลือเกิน เขาค่อนแคะขึ้น “ไม่ใช่ว่าคุณหิวจนได้กลิ่นอาหารไปซะทุกอย่างเหรอครับ” เอริคหน้าถอดสี ทุบโต๊ะเสียงดัง “นี่นาย!” ชินสือไม่หลบสายตา คิดอยากสั่งสอนอีกฝ่าย “ผมรู้นะครับว่าคุณกินอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน แล้วรูปร่างที่ออกกำลังกายหักโหมจนดูสมส่วนนั่นก็มีแต่กระดูก ไม่มีกล้ามเนื้อเลยสักนิด” เอริคขบฟันกรอด ตวาดลั่น “ใครบอกนายกัน! นายเพ้อเจ้ออะไรอยู่!” ชินสือไม่สนใจ “ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว...” ฟุ่บ! ฉับพลันเอริคล้มลงเสียงดังต่อหน้าต่อตาเขา สุดท้ายชินสือก็ต้องวิ่งเข้าไปประคองอีกฝ่ายจนได้ “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” “อย่ามายุ่ง!” แต่ไหนแต่ไรชินสือมักใส่ใจความรู้สึกคนอื่นก่อนเสมอ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขาฉุนจนตอกกลับอีกฝ่ายอย่างไม่ไยดีเข้าให้ และถึงจะเป็นอย่างนั้น ต่อให้เอริคจงเกลียดจงชังตนเองมากเท่าไร เขากลับไม่เคยคิดทอดทิ้งอีกฝ่ายในยามคับขันทุกครั้งไป นี่เป็นความรู้สึกคลุมเครือไม่ชัดเจนที่หาคำตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เอริคยังคือคนที่เคยกางร่มให้เขาถึงสองครั้ง หากตนยังเมินเฉยต่อคนที่เคยมีน้ำใจด้วยแล้ว เขาก็ไม่อาจลอยหน้าลอยตาภูมิใจกับตัวเองได้อีก “เห็นแก่ที่คุณเคยกางร่มให้ผมหรอกนะครับ” ชินสือประคองเขาไปนอนราบบนโซฟายาว ส่วนตัวเองยืนกอดอกมอง เอ่ยเหมือนบ่นว่า “ถ้าไม่ใช่อย่างที่ผมพูด แล้วการที่คุณเป็นอยู่ในตอนนี้จะเรียกว่าอะไรดีล่ะครับ อาการหน้ามืดตาลายแบบนี้ผมก็เคยเป็น” เอริคตะแคงตัว หันหลังให้ชินสือ “พูดมาก…ออกไปซะ” ชินสือพูด “ผมไม่บอกใครหรอกครับ คุณวางใจได้ แต่ก่อนที่คุณจะใส่ใจรูปลักษณ์ของผม คุณควรดูแลตัวเองอย่างจริงจังดีกว่านะครับ ไม่ใช่ดูแลแค่บังหน้าเท่านั้น” เอริคคว้าหมอนอิงข้างตัวปาใส่เขา “ฉันบอกให้นายออกไปไงล่ะ! ออกไปซะ! ออกไปให้พ้นสายตาฉัน!” ชินสือรับหมอนอิงได้พอดี ครู่หนึ่งก็จับศีรษะเขายกขึ้น สอดหมอนอิงเข้าไป แล้วค่อย ๆ วางศีรษะมนกลมอย่างเบามือ เอริคเอียงหน้าฟุบหมอนนุ่ม พูดเสียงอู้อี้ “ออกไปซะ” พอเห็นแบบนี้ชินสือก็คลายอารมณ์ เขารู้คร่าว ๆ ว่าอีกฝ่ายอายุน้อยกว่าตัวเองสามปี เดิมแรกเจอเอริคดูเย็นชาและไม่สนใจใคร แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนเด็กขี้โมโหเอาแต่ใจคนหนึ่ง “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ คุณมีอะไรก็เรียกผมแล้วกัน” ทันใดนั้น เอริคก็คล้ายจะขยับตัวเล็กน้อย ชินสือจึงบอกอีก “แต่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้นนะครับ” “หึ!” ชินสือผุดรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินออกจากห้องไป สามวันที่ผ่านมาของชินสือราวกับสวรรค์ เขาได้กินอาหารครบทุกมื้อ ซ้ำยังได้กินหลากหลาย นักโภชนาการของโหย่วหยางมาที่บ้านเขาตอนเช้าทุกวัน ปรุงอาหารสดใหม่ให้และทำอาหารกล่องสำหรับมื้อเที่ยงอีก ส่วนตอนเย็นเธอก็มารอแล้ว วันแรกที่เขาได้กินอาหารอื่นนอกเหนือจากที่เคยกินเป็นประจำถึงกับทำให้เขาท้องเสียและคลื่นไส้อาเจียน ด้วยสาเหตุเพราะเขาไม่ได้กินโปรตีนและวิตามินมานานมากจนระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี แต่พอปรับตัวได้ท้องไส้ก็เริ่มเข้าที่ ชินสือเปิดกล่องอาหารมื้อเที่ยงของวันนี้ ได้แต่คิด โชคดีจริง ๆ Rrrr Rrrr Rrrr จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือพลันดังขึ้น ชินสือสะดุ้งเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ยังไม่ทันมองหน้าจอก็ได้แต่ตีโพยตีพายร้องคร่ำครวญคนเดียวในใจ แม่...ผมไม่อยากฟังแม่บ่นอีกแล้วนะ แต่แล้วเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็ระบายออก บนหน้าจอมือถือปรากฏชื่อ คุณโหย่วหยาง “สวัสดีครับคุณโหย่วหยาง ผมตงชินสือครับ” “คุณตง อาหารเป็นยังไงบ้างล่ะ คุณชอบหรือเปล่า” “ชอบครับ อาหารที่คุณนักโภชนาการทำให้อร่อยมากครับ ขอบคุณจริง ๆ นะครับคุณโหย่วหยาง ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงดี” “คุณอย่าคิดมากไปเลย คิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของงานก็แล้วกัน ดีไม่ดีหลังจากนี้คุณอาจจะอยากขอเลิกไปเลยก็ได้” ชินสือหัวเราะ “คงไม่เป็นแบบนั้นหรอกครับ คุณโหย่วหยางโทร.มามีงานด่วนให้ผมทำหรือเปล่าครับ” “มีสิ เย็นนี้คุณช่วยมาหาฉันหน่อยแล้วกัน ฉันจะส่งที่อยู่ไปให้ ห้ามผิดนัดล่ะ” “...? ไปหาคุณเหรอครับ?” “ลืมแล้วหรือไง คุณยังต้องออกกำลังกายอยู่นะ” ชินสือชะงักครู่หนึ่ง พอกินอิ่มหลับสบายก็ลืมไปซะสนิท สุดท้ายก็ตอบตกลง “ครับ...เลิกงานแล้วผมจะรีบไปทันทีครับ” “ดีมาก พบกันตอนเย็นนะ” ขณะชินสือทอดน่องริมทางเท้า จู่ ๆ รถสีดำคันหนึ่งพลันแล่นเข้ามาใกล้ แล้วค่อย ๆ ชะลอเทียบเขา ก่อนจะหยุดจอดในที่สุด ชายหนุ่มเหลียวมอง คนขับรถเปิดกระจกรถเอ่ย “คุณโหย่วหยางให้มารับครับ” ชินสือเลิ่กลั่ก อีกฝ่ายดูน่ากลัวเกินไป ทำไมต้องใส่แว่นดำทั้ง ๆ ที่ฟ้าเริ่มมืดแล้วด้วยล่ะ จึงกล่าวปฏิเสธ “เอ่อ... ไม่เป็นไรครับ ผมได้ที่อยู่มาแล้ว เดี๋ยวผมไปเองครับ” คนขับรถพูดเสียงขรึม “คุณจะทำให้ผมลำบากนะครับ รีบขึ้นมาเถอะครับ” คนเดินผ่านไปมาต่างเหลียวมอง ชินสือกระอักกระอ่วน สุดท้ายก็รีบเปิดประตูขึ้นรถ รถขับออกไป มุ่งหน้าสู่ทิศทางหนึ่ง หลังจากรถแล่นสักพักก็เข้าสู่กำแพงรั้วสูง แล้วจอดนิ่ง โหย่วหยางกับชายร่างบึกบึนคนหนึ่งกำลังยืนสนทนากัน ดูเหมือนทั้งสองจะรอการมาของเขาอยู่ ชินสือลงจากรถ โค้งศีรษะเอ่ยทักทายพอเป็นพิธี โหย่วหยาง “คุณตง นี่คือคุณไรอัน เขาจะมาเป็นเทรนเนอร์ให้กับคุณตั้งแต่วันนี้ไป” ชินสืองงงัน “เทรนเนอร์?” เขาคิดว่าแค่ออกกำลังกายธรรมดา ๆ ซะอีก “แบบส่วนตัวเหรอครับ” “ใช่ครับ” ไรอันยิ้มพลางตบกล้ามที่หน้าอกตัวเอง “เป้าหมายของผมคือการทำให้คุณรูปร่างสมส่วนและมีสมรรถภาพที่ดีครับ” ชินสือกลืนน้ำลาย “วะ...ว่ายังไงนะครับ” เขาไม่ได้อยากเป็นนักกล้ามสักหน่อย โหย่วหยางหัวเราะ กล่าวว่า “ตอนนี้คุณเหลือเวลาอีกห้าเดือน เรามาช่วยกันเถอะนะ” ชินสือ “...?!"
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD