พอเขาส่งเสียงอีกครั้งถึงกับทำชินสือคิ้วกระตุก ถึงอีกฝ่ายจะหน้าตาหล่อเหลา แต่คำพูดนี่บาดลึกจริงเชียว เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ไม่ต้องพูดโต้ง ๆ อย่างโจ่งแจ้งก็ได้ เขาตอบ “คงเป็นอย่างนั้นนะครับ” แต่ด้วยน้ำเสียงของฝ่ายตรงข้ามที่ดูคล้ายจะแปลกใจมากกว่าเย้ยหยัน จึงทำให้เขาไม่ได้รู้สึกเคืองโกรธมากนัก สักพักจึงถามอีก “ท่านประธานเรียกผมขึ้นมามีอะไรหรือเปล่าครับ”
นัยน์ตาดำขลับละออกจากพุงกลม ๆ เลื่อนขึ้นมองใบหน้า สักพักจึงพูด “ทำไมหน้านายไม่อ้วนกลมเหมือนพุงนั่นล่ะ”
...” แม้น้ำเสียงอีกฝ่ายจะไม่เปลี่ยน แต่อารมณ์ชินสือเปลี่ยนซะแล้ว หล่อก็ส่วนหล่อเถอะ เขาขบกรามแน่น พูดลอดไรฟัน “...ท่านประธานเรียกผมมาเพื่อถามเรื่องแค่นี้ใช่ไหมครับ”
เอริคพลันรู้สึกตัว ป้องปากกระแอมไอหนึ่งที ถามว่า “คุณป้าพูดอะไรกับนาย?”
ชินสือตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เปล่าครับ คุณโหย่วหยางบอกแค่ให้ผมตั้งใจทำงานเท่านั้นครับ”
เอริคมองจับผิดเขา สักพักปลายจมูกพลันกระดิกเล็กน้อย พูดขึ้น “นายไม่ได้พกขนมปังถั่วแดงติดตัวแล้วหรือไงกัน”
ใบหน้าชินสือปรากฏเครื่องหมายคำถามชัดเจน “คุณรู้ได้ยังไงครับว่าผมมีขนมปังถั่วแดงอยู่กับตัว”
เอริคสีหน้าเฉยชา “ก็ขนมปังไร้ประโยชน์นั่นกลิ่นฉุนจะตาย ฉันเดินผ่านนายทีไรได้กลิ่นจนแสบจมูกทุกที”
ชินสือจ้องเขา ในใจคิดว่าคนตรงข้ามช่างดูเหมือนเด็กเกเรที่ชอบหาเรื่องคนอื่นเหลือเกิน เขาค่อนแคะขึ้น “ไม่ใช่ว่าคุณหิวจนได้กลิ่นอาหารไปซะทุกอย่างเหรอครับ”
เอริคหน้าถอดสี ทุบโต๊ะเสียงดัง “นี่นาย!”
ชินสือไม่หลบสายตา คิดอยากสั่งสอนอีกฝ่าย “ผมรู้นะครับว่าคุณกินอาหารไม่เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวัน แล้วรูปร่างที่ออกกำลังกายหักโหมจนดูสมส่วนนั่นก็มีแต่กระดูก ไม่มีกล้ามเนื้อเลยสักนิด”
เอริคขบฟันกรอด ตวาดลั่น “ใครบอกนายกัน! นายเพ้อเจ้ออะไรอยู่!”
ชินสือไม่สนใจ “ถ้าคุณไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว...”
ฟุ่บ!
ฉับพลันเอริคล้มลงเสียงดังต่อหน้าต่อตาเขา สุดท้ายชินสือก็ต้องวิ่งเข้าไปประคองอีกฝ่ายจนได้
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
“อย่ามายุ่ง!”
แต่ไหนแต่ไรชินสือมักใส่ใจความรู้สึกคนอื่นก่อนเสมอ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขาฉุนจนตอกกลับอีกฝ่ายอย่างไม่ไยดีเข้าให้
และถึงจะเป็นอย่างนั้น ต่อให้เอริคจงเกลียดจงชังตนเองมากเท่าไร เขากลับไม่เคยคิดทอดทิ้งอีกฝ่ายในยามคับขันทุกครั้งไป
นี่เป็นความรู้สึกคลุมเครือไม่ชัดเจนที่หาคำตอบไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เอริคยังคือคนที่เคยกางร่มให้เขาถึงสองครั้ง หากตนยังเมินเฉยต่อคนที่เคยมีน้ำใจด้วยแล้ว เขาก็ไม่อาจลอยหน้าลอยตาภูมิใจกับตัวเองได้อีก
“เห็นแก่ที่คุณเคยกางร่มให้ผมหรอกนะครับ” ชินสือประคองเขาไปนอนราบบนโซฟายาว ส่วนตัวเองยืนกอดอกมอง เอ่ยเหมือนบ่นว่า “ถ้าไม่ใช่อย่างที่ผมพูด แล้วการที่คุณเป็นอยู่ในตอนนี้จะเรียกว่าอะไรดีล่ะครับ อาการหน้ามืดตาลายแบบนี้ผมก็เคยเป็น”
เอริคตะแคงตัว หันหลังให้ชินสือ “พูดมาก…ออกไปซะ”
ชินสือพูด “ผมไม่บอกใครหรอกครับ คุณวางใจได้ แต่ก่อนที่คุณจะใส่ใจรูปลักษณ์ของผม คุณควรดูแลตัวเองอย่างจริงจังดีกว่านะครับ ไม่ใช่ดูแลแค่บังหน้าเท่านั้น”
เอริคคว้าหมอนอิงข้างตัวปาใส่เขา “ฉันบอกให้นายออกไปไงล่ะ! ออกไปซะ! ออกไปให้พ้นสายตาฉัน!”
ชินสือรับหมอนอิงได้พอดี ครู่หนึ่งก็จับศีรษะเขายกขึ้น สอดหมอนอิงเข้าไป แล้วค่อย ๆ วางศีรษะมนกลมอย่างเบามือ
เอริคเอียงหน้าฟุบหมอนนุ่ม พูดเสียงอู้อี้ “ออกไปซะ”
พอเห็นแบบนี้ชินสือก็คลายอารมณ์ เขารู้คร่าว ๆ ว่าอีกฝ่ายอายุน้อยกว่าตัวเองสามปี เดิมแรกเจอเอริคดูเย็นชาและไม่สนใจใคร แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนเด็กขี้โมโหเอาแต่ใจคนหนึ่ง
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ คุณมีอะไรก็เรียกผมแล้วกัน”
ทันใดนั้น เอริคก็คล้ายจะขยับตัวเล็กน้อย ชินสือจึงบอกอีก “แต่เฉพาะเรื่องงานเท่านั้นนะครับ”
“หึ!”
ชินสือผุดรอยยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
สามวันที่ผ่านมาของชินสือราวกับสวรรค์ เขาได้กินอาหารครบทุกมื้อ ซ้ำยังได้กินหลากหลาย นักโภชนาการของโหย่วหยางมาที่บ้านเขาตอนเช้าทุกวัน ปรุงอาหารสดใหม่ให้และทำอาหารกล่องสำหรับมื้อเที่ยงอีก ส่วนตอนเย็นเธอก็มารอแล้ว
วันแรกที่เขาได้กินอาหารอื่นนอกเหนือจากที่เคยกินเป็นประจำถึงกับทำให้เขาท้องเสียและคลื่นไส้อาเจียน ด้วยสาเหตุเพราะเขาไม่ได้กินโปรตีนและวิตามินมานานมากจนระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี แต่พอปรับตัวได้ท้องไส้ก็เริ่มเข้าที่
ชินสือเปิดกล่องอาหารมื้อเที่ยงของวันนี้ ได้แต่คิด
โชคดีจริง ๆ
Rrrr Rrrr Rrrr
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือพลันดังขึ้น ชินสือสะดุ้งเล็กน้อยโดยอัตโนมัติ ยังไม่ทันมองหน้าจอก็ได้แต่ตีโพยตีพายร้องคร่ำครวญคนเดียวในใจ
แม่...ผมไม่อยากฟังแม่บ่นอีกแล้วนะ
แต่แล้วเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็ระบายออก บนหน้าจอมือถือปรากฏชื่อ คุณโหย่วหยาง
“สวัสดีครับคุณโหย่วหยาง ผมตงชินสือครับ”
“คุณตง อาหารเป็นยังไงบ้างล่ะ คุณชอบหรือเปล่า”
“ชอบครับ อาหารที่คุณนักโภชนาการทำให้อร่อยมากครับ ขอบคุณจริง ๆ นะครับคุณโหย่วหยาง ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณยังไงดี”
“คุณอย่าคิดมากไปเลย คิดว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของงานก็แล้วกัน ดีไม่ดีหลังจากนี้คุณอาจจะอยากขอเลิกไปเลยก็ได้”
ชินสือหัวเราะ “คงไม่เป็นแบบนั้นหรอกครับ คุณโหย่วหยางโทร.มามีงานด่วนให้ผมทำหรือเปล่าครับ”
“มีสิ เย็นนี้คุณช่วยมาหาฉันหน่อยแล้วกัน ฉันจะส่งที่อยู่ไปให้ ห้ามผิดนัดล่ะ”
“...? ไปหาคุณเหรอครับ?”
“ลืมแล้วหรือไง คุณยังต้องออกกำลังกายอยู่นะ”
ชินสือชะงักครู่หนึ่ง พอกินอิ่มหลับสบายก็ลืมไปซะสนิท สุดท้ายก็ตอบตกลง “ครับ...เลิกงานแล้วผมจะรีบไปทันทีครับ”
“ดีมาก พบกันตอนเย็นนะ”
ขณะชินสือทอดน่องริมทางเท้า จู่ ๆ รถสีดำคันหนึ่งพลันแล่นเข้ามาใกล้ แล้วค่อย ๆ ชะลอเทียบเขา ก่อนจะหยุดจอดในที่สุด
ชายหนุ่มเหลียวมอง
คนขับรถเปิดกระจกรถเอ่ย “คุณโหย่วหยางให้มารับครับ”
ชินสือเลิ่กลั่ก อีกฝ่ายดูน่ากลัวเกินไป ทำไมต้องใส่แว่นดำทั้ง ๆ ที่ฟ้าเริ่มมืดแล้วด้วยล่ะ จึงกล่าวปฏิเสธ “เอ่อ... ไม่เป็นไรครับ ผมได้ที่อยู่มาแล้ว เดี๋ยวผมไปเองครับ”
คนขับรถพูดเสียงขรึม “คุณจะทำให้ผมลำบากนะครับ รีบขึ้นมาเถอะครับ”
คนเดินผ่านไปมาต่างเหลียวมอง ชินสือกระอักกระอ่วน สุดท้ายก็รีบเปิดประตูขึ้นรถ
รถขับออกไป มุ่งหน้าสู่ทิศทางหนึ่ง
หลังจากรถแล่นสักพักก็เข้าสู่กำแพงรั้วสูง แล้วจอดนิ่ง
โหย่วหยางกับชายร่างบึกบึนคนหนึ่งกำลังยืนสนทนากัน ดูเหมือนทั้งสองจะรอการมาของเขาอยู่
ชินสือลงจากรถ โค้งศีรษะเอ่ยทักทายพอเป็นพิธี
โหย่วหยาง “คุณตง นี่คือคุณไรอัน เขาจะมาเป็นเทรนเนอร์ให้กับคุณตั้งแต่วันนี้ไป”
ชินสืองงงัน “เทรนเนอร์?” เขาคิดว่าแค่ออกกำลังกายธรรมดา ๆ ซะอีก “แบบส่วนตัวเหรอครับ”
“ใช่ครับ” ไรอันยิ้มพลางตบกล้ามที่หน้าอกตัวเอง “เป้าหมายของผมคือการทำให้คุณรูปร่างสมส่วนและมีสมรรถภาพที่ดีครับ”
ชินสือกลืนน้ำลาย “วะ...ว่ายังไงนะครับ” เขาไม่ได้อยากเป็นนักกล้ามสักหน่อย
โหย่วหยางหัวเราะ กล่าวว่า “ตอนนี้คุณเหลือเวลาอีกห้าเดือน เรามาช่วยกันเถอะนะ”
ชินสือ “...?!"