Toffee

1378 Words
ก่อนชินสือออกจากห้องรองประธาน โหย่วหยางบอกกับเขาเพียงว่า วันนี้เขาต้องไปกินมื้อเที่ยงกับเธอที่ห้องอาหารบริษัท ส่วนตอนเช้ากับตอนเย็นและวันหยุด เธอจะส่งคนไปทำอาหารที่บ้านให้เขากินทุกวัน ชินสือหย่อนก้นลงหลังเคาน์เตอร์ด้วยแววตาเลื่อนลอย เสียงเอี๊ยดดังขึ้นทีหนึ่ง ก่อนตามมาด้วยเบาะนุ่มยุบลงเล็กน้อย เมื่อครู่เขาไม่ได้เดินออกมาเฉย ๆ โหย่วหยางยังริบลูกอมกับขนมทั้งหมดจากตัวเขาไปด้วย ตอนนี้ต่อให้อยากกินของหวานแทบขาดใจก็ไม่รู้ว่าจะหาได้จากที่ไหน “เป็นยังไงบ้างคะคุณชินสือ คุณโหย่วหยางพูดอะไรกับคุณเหรอคะ” ลี่ถิงซักไซ้ ชินสือหันมองเธอ คิดในใจ คุณก็คงไม่มีสินะ...ลูกอมน่ะ สักพักจึงตอบ “ไม่มีอะไรหรอกครับ” คำพูดของโหย่วหยางดังก้องในโสต เธอย้ำนักย้ำหนาขอให้เขาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับระหว่างเธอและเขาสองคน ในเมื่อยังไม่รู้ เหตุผลว่าเธอตั้งใจจะทำอะไร แต่หากคิดในแง่ดี การมีอาหารให้กินฟรีครบทุกมื้อจนอิ่มท้องทุกวันกลับเป็นตัวเขาเองต่างหากที่ได้รับผลประโยชน์ เที่ยงวันนั้น ชินสือไปยังห้องอาหารบริษัทตามคำสั่ง ตั้งแต่ทำงานมาเขาไม่เคยย่างเข้าพื้นที่ตรงนี้เลยสักก้าว ภายในให้ความรู้สึกเหมือนภัตตาคารในโรงแรมหรู ส่วนหนึ่งของบริเวณเป็นห้องส่วนตัวปลอดสายตาผู้คน พอเข้าไปก็พบว่าโหย่วหยางนั่งอยู่คนเดียว บนโต๊ะอาหารตรงหน้าเธอเตรียมพร้อมไว้อย่างดี เพียงแค่ได้กลิ่นท้องเขาก็ร้องดังจ๊อก ๆ ขึ้นมา โหย่วหยางบอก “นั่งลงแล้วกินสิ นี่ของคุณทั้งหมด” ชินสือมองปลานิ่งซีอิ๊วน้ำลายสอ แค่เห็นเนื้อขาว ๆ ของมันก็รู้ทันทีว่าละลายในปากได้โดยไม่ต้องเคี้ยว เขานั่งลงราวกับต้องมนตร์สะกด แต่ก็ได้แค่จ้องอยู่อย่างนั้นเหมือนท่องอยู่ในความฝัน กระทั่งได้ยินโหย่วหยางส่งเสียง “รีบกินเถอะ ก่อนอาหารจะเย็นชืดซะก่อน” ชินสือจึงเป็นอันหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ลืมหูลืมตา โหย่วหยางมองชายหนุ่ม บนโต๊ะมีเพียงอาหารง่าย ๆ ครบห้าหมู่ คนที่กินอาหารสำเร็จรูปมานานอย่างเขาจึงคิดว่ามันช่างเอร็ดอร่อยและเลิศหรู ในความคิดเธอวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน อันดับแรกต้องทำให้ร่างกายชายหนุ่มปรับสมดุลกับอาหารให้ได้เสียก่อน ผ่านไปสักพัก ชินสือก็วางตะเกียบสักที จากนั้นจึงมองโหย่วหยางด้วยความซาบซึ้ง “คุณไม่กินเหรอครับ คงรังเกียจผมสินะครับ แต่ก็ขอบคุณจริง ๆ ที่ทำให้ผมได้กินอาหารดี ๆ แบบนี้” โหย่วหยางถอนหายใจ “ฉันเห็นคุณมีความมั่นใจ แล้วก็ยังเคยเห็นคุณฉอเลาะกับสาว ๆ ไปทั่ว แต่ความจริงแล้วคุณคงเป็นคนชอบตำหนิตัวเองสินะ” ชินสือใบหน้าแข็งค้าง ท่าทีที่แสดงออกให้คนอื่นเห็นกับส่วนลึกในจิตใจจะเหมือนกันได้อย่างไร สักพักจึงพูด “ขอโทษครับ” เธอส่ายหน้าเล็กน้อยคล้ายไม่ถือสาในคำพูด “อาหารบนโต๊ะนี้สำหรับคนวัยหนุ่ม ๆ แบบคุณ ส่วนฉันอายุมากแล้วก็ต้องกินอาหารจำเพาะอีกประเภท แต่ใช่ว่าฉันจะกินอาหารแบบนี้ไม่ได้เลยซะทีเดียวหรอกนะ ฉันเองก็มียืดหยุ่นบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่บ่อยนักหรอก” ชินสือพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่ในความคิดยังสับสน เหตุการณ์ยังคลุมเครือ ราวกับมีความลับในกอไผ่ “ผมยังไม่เข้าใจ ...เอ่อ” เขาอยากถามว่า คุณทำแบบนี้ทำไมครับ? แต่กลับไม่กล้า โหย่วหยางเท่าทันความคิดอีกฝ่าย “ฉันจะบอกคุณเองเมื่อถึงเวลา... คุณแค่รับรู้ไว้ก็พอว่าฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายแน่นอน ฉันขอแค่ตอนนี้คุณทำตามที่ฉันสั่งโดยไม่ต้องถามอะไรเท่านั้น คุณทำได้หรือเปล่า” ชินสือกะพริบตาปริบ การลู่ตามลมไม่ใช่เรื่องยาก “ครับ” เธอพูดต่อ “ต่อไปนี้คุณก็กินอาหารให้ครบทุกมื้อตามนักโภชนาการที่ฉันส่งไป จากนั้นถึงค่อยเริ่มอย่างจริงจัง” ใบหน้าชินสือปรากฏเครื่องหมายคำถาม “เริ่มอย่างจริงจัง?” โหย่วหยางหัวเราะเล็กน้อย “ก็แค่ออกกำลังกายตามโปรแกรมเท่านั้นเอง” ชินสือสีหน้าเปล่งประกาย “ออกกำลังกายด้วยเหรอครับ” “อืม... ใช่” “แล้วเมื่อถึงเวลาคุณโหย่วหยางจะบอกผมใช่ไหมครับ” “ใช่...” “ถ้าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ต่อให้ลำบากต้องบุกน้ำลุยไฟแค่ไหนผมก็ยินดีครับ” โหย่วหยางเผยเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ “ดี ๆ ฉันชอบที่คุณไม่ลังเล” ชินสือตอบหนักแน่น “ครับ” ความคิดลาออกจึงเป็นอันต้องยุติไว้ชั่วคราวก่อน สิ้นเดือน เช้ามา ชินสือนั่งทำงานด้วยสีหน้าเบิกบานเป็นที่สุด เขาตั้งหน้าตั้งตากดโทรศัพท์มือถือ ผ่านไปสิบนาทีสีหน้าพลันหม่นหมอง ด้วยเหตุเพราะเขาโอนเงินในบัญชีจ่ายนั่นจ่ายนี่จนเกือบเกลี้ยง โชคดีที่มีหญิงสาวข้างกาย วิสัยทัศน์โดยรอบจึงไม่ย่ำแย่จนเกินไป เอริคนั่งเคาะนิ้วกับโต๊ะทำงาน สายตาจับจ้องภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอโน้ตบุ๊ก สองสามวันที่ผ่านมาเขาคอยสอดส่องชินสืออยู่ตลอด นอกจากวันที่โหย่วหยางเรียกเขาไปพบที่ห้องทำงานแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติอีก แต่ที่แปลกไปจนผิดสังเกตได้คือ ความเปล่งปลั่งกับสีหน้าอิ่มเอมที่เพิ่มขึ้นตามลำดับของเขา ไม่ใช่ว่าคุณป้าจะขุนให้เขาอ้วนขึ้นกว่าเดิมหรอกนะ? ด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่รู้ว่ากลัวความพ่ายแพ้หรือทนต่อความสงสัยของตัวเองไม่ได้ จึงต่อสายไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “บริษัทไวทัล ไวบ์ยินดีให้บริการครับ คุณลูกค้าต้องการสอบถามข้อมูลด้านไหนครับ” ปลายสาย “นาย! พนักงานฝึกหัด ขึ้นมาหาฉันเดี๋ยวนี้!” สิ้นเสียง สายถูกตัดไปทันที ชินสืองุนงง ลี่ถิงเอ่ยถาม “ใครเหรอคะคุณชินสือ” ชินสือยิ้มบอก “ท่านประธานน่ะครับ” ลี่ถิงน้ำเสียงประหลาดใจชัดเจน “สามที่แล้วคุณโหย่วหยางเรียกพบคุณ มาวันนี้ก็ท่านประธานอีก คุณโหย่วหยางน่ะไม่เท่าไร เธอเรียกพบพนักงานเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ท่านประธานนี่สิคะ...” เธอเงียบไป ชินสือลุกขึ้นอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน จากนั้นจึงได้ยินเธอส่งเสียงอีกครั้ง “ฉันไม่เคยเห็นท่านเรียกใครเข้าพบส่วนตัวมาก่อนเลย แต่ครั้งก่อนท่านเคยใช้งานคุณนี่นา วันนี้ก็คงมีงานให้ทำอีกสินะคะ” ชินสือส่ายหน้า “ไม่รู้สิครับ” ขณะกำลังก้าวขา เธอพลันจับมือเขาอย่างลืมตัว พลางถาม “คุณรู้จักห้องท่านประธานเหรอคะ” ชินสือไม่ได้ปัดมือเธอ สัมผัสนั้นอ่อนนุ่มจนแทบอยากจะพลิกมือสอดประสานเสียด้วยซ้ำ เขายิ้ม “ชั้นบนสุดใช่ไหมล่ะครับ” จู่ ๆ ลี่ถิงพลันรู้สึกตัว รีบชักมือกลับมา เบือนสายตาคล้ายเขินอาย “ใช่ค่ะ ห้องท่านประธานอยู่ชั้นบนสุดนะคะ บนนั้นมีแค่ห้องท่านประธานห้องเดียวค่ะ” ชินสือยิ้มหวาน “ขอบคุณที่บอกนะครับ” พักหลัง ๆ ชินสือเริ่มสัมผัสได้ว่าลี่ถิงมีท่าทีแปลกไปอย่างชัดเจน แต่เขาไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง จนกระทั่งเมื่อครู่ ...ในที่สุดก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เดิมเขาเคยเป็นคนเจ้าชู้และหลงตัวเองไม่น้อย แต่ยิ่งนับวันสายตาจากคนรอบข้างก็ยิ่งทำให้เขาตระหนัก ว่าตนเองไม่ได้มีเสน่ห์หรือดีพอที่ใครจะมาจริงจังด้วยเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ก๊อก ก๊อก ก๊อก “เข้ามา” ชินสือก้าวเท้าหยุดลงตรงหน้าโต๊ะตัวใหญ่ “ท่านประธานมีอะไรหรือเปล่าครับ” อีกฝ่ายเงียบงัน สายตามองพุงกลม ๆ ที่ยื่นออก กว่าจะปริปากก็ผ่านไปสิบวินาทีแล้ว “นาย...? ชินสือ "...?" "...อ้วนขึ้น?”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD