Croissant

1576 Words
ทว่า จู่ ๆ ชั่วขณะหนึ่งพลันปรากฏภาพใบหน้าอ่อนเยาว์เลือนรางซ้อนทับกับอีกฝ่าย ชินสือปิดเปลือกตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติแล้วลืมตาเพ่งมองคนตรงหน้าอีกครั้ง ตาฝาดนั่นเอง ชินสือยังคงพิจารณาอีกฝ่าย ที่เคยคิดว่าบุคคลปริศนาเหมือนนายแบบอินเตอร์ก็คงไม่ผิดเท่าไร เขาโดดเด่นน่ามองจนไม่อาจละสายตา ทว่านั่นก็แค่ภายนอก เมื่อเผชิญหน้าถึงได้แจ่มแจ้ง บรรยากาศรอบตัวเขาช่างสวนทาง รังสีอันหนักอึ้งแผ่กดดันไปรอบ ๆ กระทั่งสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่ปกคลุมด้วยความอึมครึมอีกขั้นอย่างชัดเจน แล้วพอสบกับนัยน์ตาดำขลับที่จ้องเขม็งมาก็ชวนทำให้อึดอัด ในแววตาคู่นั้นมันดุดันจนชินสืออดที่จะขุ่นข้องใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ชินสือชอบสิ่งสวยงามเป็นทุนเดิม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครหรือไม่ชอบเขาแค่ไหน ขอเพียงมีคำว่าสวยหรืองดงามสลักอยู่ในรูปลักษณ์ก็สามารถตรึงสายตาเขาได้อยู่หมัด ทว่าแต่ไหนแต่ไรที่ผ่านมากลับไม่เคยเลยสักครั้งที่เป็นผู้ชาย ซ้ำยังเป็นผู้ชายร่างกำยำใบหน้าหล่อเหลาที่มีลมหายใจอย่างในตอนนี้ ครั้นคิดมาถึงตรงนี้แล้วย้อนกลับมามองตัวเอง เขาก็เป็นแค่โอ่งน้ำใบหนึ่งที่เทียบชั้นกับอีกฝ่ายไม่ได้เลยสักนิด ชินสือเก็บความคิดและสีหน้าอย่างมิดชิด ก่อนพูด “สวัสดี...” พูดยังไม่ทันจบ ฝ่ายนั้นก็ใช้น้ำเสียงดุดันไม่ต่างจากแววตาแทรกขึ้น “บริษัทเราไม่รับคนน้ำหนักเกินมาตรฐาน ใครรับนายเข้ามาทำงานกัน! ฉันจะให้ค่าเสียเวลานายแล้วลาออกไปซะ!” ชินสือราวกับถูกศรธนูปักลงตรงจุดอ่อนไหว จู่ ๆ ก็คล้ายว่าความดันจะขึ้นเสียอย่างนั้น ใช่ว่าเขาอยากอ้วนเมื่อไรกัน แต่เพราะความสุขจากความรักครั้งก่อน ทำให้กินอะไรก็อร่อยไปหมด กว่าจะรู้ตัวก็อ้วนเป็นตอม่อแล้ว มิหนำซ้ำยังถูกบอกเลิกแบบฟ้าผ่าอีก ดังนั้น ด้วยความเสียใจจึงทำให้ยิ่งกินไม่หยุดเข้าไปใหญ่ กระทั่งไป ๆ มา ๆ ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ ชินสือยิ้มแห้ง “แต่ในเงื่อนไขไม่มีบอกไว้นี่ครับ แล้วผมก็ลงชื่อในเอกสารสัญญาจ้างงานแล้วด้วยนะครับ” ฝ่ายตรงข้ามแย้งว่า “ถึงไม่มีบอกไว้ แต่โดยสำนึกแล้วนายก็น่าจะคิดได้ไม่ใช่หรือไง! ตอนนี้นายยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ถึงครบครบกำหนด ยังไงฉันก็ไม่ให้นายผ่านอยู่ดี เอาเป็นว่านายอย่าอยู่ต่อให้เสียเวลาเลย! ทางที่ดีนายควรรับเงินแล้วลาออกไปซะ!” แม้ใบหน้าเขาจะหล่อเหลาปานเทพบุตรเพียงใด แต่จิตใจกลับคับแคบเกินเยียวยา นี่มันยุคสมัยยังเหยียดคนที่ภายนอกอยู่อีกหรือไงกัน คนตรงข้ามรู้จักชินสือน้อยไป ชายหนุ่มยิ้มหน้าตาย “ไหนคุณบอกว่าคุณเป็นคนจิตใจดียังไงล่ะครับ คุณเป็นถึงประธานบริษัท จะเสียคำพูดด้วยเรื่องแค่นี้เหรอครับ หรือคุณโกรธที่ผมเคยพูดกับคุณไม่ดีกัน” ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายแข็งเกร็งในพริบตา คาดว่าคงเอาปูนหมายหัวเจ้าอ้วนนี้แล้ว ชินสือต่อยหมัดไม่ยั้ง ทั้งยิ้มอวดดี สีหน้ายียวน ซ้ำยังเอ่ยคำต่อกรกับเจ้านายต่อหน้าพนักงานในบริษัทอีก ได้ยินแบบนั้นบรรดาพนักงานที่อยู่รอบ ๆ พากันอึ้งตะลึงเป็นแถว ต่างลอบมองมาเป็นตาเดียว ลี่ถิงตกใจจนแสดงออกอย่างชัดเจน ทั้งหน้าซีด ท่าทีกระอักกระอ่วน ดึงแขนเสื้อชินสือ พลางกระซิบเบา ๆ “คุณชินสือพอได้แล้วค่ะ ฉันขอล่ะ...” อย่างน้อยเธอก็ไม่อยากติดร่างแหไปกับพนักงานฝึกหัดคนนี้ด้วย ชินสือใจอ่อนกับสาว ๆ เป็นทุนเดิม จากยิ้มหน้าตายกลายเป็นยิ้มละไม ขณะกำลังจะตอบกลับเธอ ฝ่ายตรงข้ามก็โพล่งเสียงเข้ม “ดี! นายพูดได้ดี งั้นนายก็ทำจนครบกำหนดทดลองงานแล้วกัน หลังจากนั้นยังไงฉันก็จะไม่ได้เห็นหน้านายต่ออยู่ดี!” สิ้นเสียง ร่างสูงโปร่งผละจากไปเฉยเลย หญิงสาวพ่นลมหายใจยาว ยกมือทาบอก ถามด้วยความสงสัย “คุณกับท่านประธานเคยรู้จักกันมาก่อนเหรอคะ” ชินสือตอบยิ้ม ๆ “เปล่าครับ... แค่เคยบังเอิญเจอกันครั้งสองครั้งน่ะครับ” สีหน้าเธอคล้ายอยากจะร้องไห้ “เมื่อกี้ฉันเกือบหยุดหายใจไปแล้วนะคะ... ปกติเห็นท่านนิ่ง ๆ ไม่พูดไม่จา ไม่คิดเลยว่าท่านจะน่ากลัวขนาดนี้ ฉันไม่เคยเห็นท่านพูดกับพนักงานคนไหนมาก่อนเลยค่ะ ...แปลกจริง ๆ” ชินสือยิ้มบอก “ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเริ่มงานแล้วใช่ไหมครับ” หญิงสาวพลันรู้สึกตัว อุทานเสียงเบา “อุ๊ย! ตายจริง! เราไปกันเถอะค่ะ” ชินสือและลี่ถิงไม่มีห้องทำงานเหมือนกับพนักงานแผนกอื่น ๆ ที่ทำงานทั้งสองเป็นเพียงเคาน์เตอร์โค้งครึ่งวงกลมตัวใหญ่ตั้งอยู่หน้าประตูกระจกทางเข้าบริษัท มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์และต้อนรับบุคคลที่มาติดต่อหรือสอบถามเท่านั้น ชินสือนั่งลง เสียงเอี๊ยดของเก้าอี้ดังเล็ดลอดแผ่วเบา เบาะนุ่มยุบยวบลงคืบหนึ่ง ช่วงศีรษะถึงหัวไหล่เผยต่อบุคคลภายนอก ส่วนล่างถูกปกปิดไว้มิดชิด ซึ่งภาพโดยรวมดูแล้วไม่เลวเลย เขาตระหนักตัวเองดี จึงพยายามรักษาภาพลักษณ์ของบริษัทอย่างยิ่งยวด หากไม่จำเป็นจะไม่ลุกขึ้นหรือออกจากที่นั่งเด็ดขาด พออยู่กันสองคน ลี่ถิงก็อธิบายถึงสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้และหน้าที่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน จังหวะที่หญิงสาวเว้นคำพูด ชินสือสบโอกาสจึงรีบถาม “คุณลี่ ท่านประธานเป็นคนยังไงเหรอครับ ก่อนผมจะมาสัมภาษณ์ เคยค้นหาข้อมูลของเขาดูบ้างแล้ว แต่กลับไม่พบอะไรเลย แต่โชคดีที่พอผมลองค้นหาไปเรื่อย ๆ ก็เจอข่าวของเขาคร่าว ๆ บ้าง” ลี่ถิงสีหน้าขบคิด “อืม...ท่านประธานเป็นคนยังไงเหรอคะ” เธอเคาะนิ้วกับโต๊ะดังกึก ๆ เหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก สักพักจึงพูด “ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากหรอกนะคะ ตั้งแต่ฉันทำงานมาก็เห็นท่านแค่ไม่กี่ครั้งเอง...รู้แค่ว่าท่านไม่เคยเข้างานสังคมและไม่เคยออกสื่อที่ไหนมาก่อน ความจริงแล้วข้อมูลของท่านแทบจะไม่เป็นที่เปิดเผยเลยค่ะ แถมพนักงานบางคนยังไม่เคยเห็นหน้าตาท่านด้วยซ้ำ คงมีแต่พวกพนักงานดีเด่นที่ได้รับเกียรติคุณของบริษัทล่ะมั้งคะที่พอจะรู้บ้าง” “หืม? พนักงานดีเด่นเหรอครับ” “อ๋อ พวกเขามีสิทธิพิเศษค่ะ สามารถพบท่านประธานเพื่อนำเสนอผลงานหรือโปรเจกต์ตอนไหนก็ได้” “ยังงั้นเองเหรอครับ...” สรุปได้ว่า ประธานสุดหล่อคนนี้เป็นคนเก็บตัวและเข้าถึงยากนั่นเอง “แต่ท่านหล่อแล้วก็หุ่นดีมากเลยนะคะ ถึงจะทำตัวลึกลับไปหน่อย แต่เราก็เดากันว่าท่านคงดูแลตัวเองอย่างดีให้สมกับที่เป็นประธานบริษัทผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพน่ะค่ะ” “แต่คุณลี่กับพนักงานคนอื่นก็ดูดีนะครับ เป็นนโยบายของบริษัทหรือเปล่าครับ” ลี่ถิงคลิกหน้าเว็บไซต์ของบริษัท เผยให้เห็นบอร์ดประกาศต่าง ๆ เต็มไปหมด “เปล่าค่ะ พวกเรารู้ด้วยตัวเองน่ะ คุณดูสิคะ ก็บริษัทไวทัล ไวบ์เป็นบริษัทผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องสุขภาพต้องมาก่อนนี่นา ดังนั้นทุกคนเลยต้องดูดีอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ใครมาว่าได้ยังไงละคะ” ชินสือพยักหน้าช้า ๆ มองพุงตัวเอง แอบรู้สึกผิดในใจไม่น้อย เมื่อครู่ลี่ถิงพูดโดยไม่ทันไตร่ตรอง พอรู้สึกตัวเธอก็อยากตบปากตัวเองสักที สายตาสำนึกผิดหันมองชินสือ “ขะ ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงคุณนะคะ” ชินสือไม่ได้ถือสาหาความ “อย่าคิดมากเลยครับ” ต่อมาใบหน้าลี่ถิงเต็มไปด้วยความสงสัย “แต่ยังไงมันก็น่าแปลกนะคะ ที่อยู่ ๆ ท่านประธานก็ทักคุณก่อน แถมยังคุยกับคุณอีกตั้งหลายประโยคแน่ะ” ชินสือยิ้มเฝื่อน “น่าแปลกขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ลี่ถิงเอนหลัง ส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังเดิม “ก็ท่านไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครได้เข้าใกล้เลยนี่คะ แล้วใครจะกล้าเข้าไปหาท่านกัน ท่านหล่อก็จริง แต่ในสายตาพวกเรารู้สึกว่าท่านออกจะน่ากลัวไปหน่อยค่ะ พวกพนักงานส่วนใหญ่เลยเลือกที่จะปรึกษากับคุณโหย่วหยางมากกว่า...” ชินสือทวนชื่อย่างสงสัย “โหย่วหยาง...?” ลี่ถิงว่า “เธอเป็นรองประธานน่ะค่ะ เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทไวทัล ไวบ์ แล้วก็เป็นญาติของท่านประธานด้วยค่ะ” สิ้นเสียงเธอ ชินสือรับฟังแล้วก็ไม่เอ่ยอะไรอีก หญิงสาวสบโอกาส จึงใช้ใบหน้าจิ้มลิ้มถามว่า “เอ่อ...คุณชินสือ ฉันขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหมคะ แต่คุณอย่าโกรธฉันนะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD