ชินสือยิ้ม “เชิญถามได้ตามสบายเลยครับ”
หญิงสาวรวบรวมความกล้าถาม “คุณหนักเท่าไหร่เหรอคะ...”
ชินสือตอบหน้าซื่อ “หนึ่งร้อยสิบห้ากิโลครับ”
หญิงสาวปิดปากอุทานเสียงเบา ก่อนจะถามต่อ “แล้วน้ำหนักคุณเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไรคะ...”
ชินสือคลี่ยิ้ม “ผมเริ่มอ้วนตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนครับ”
ซึ่งนั่นเป็นตอนที่เขาเพิ่งเริ่มเข้าทำงานกับบริษัทเดิมได้ไม่นาน จากนั้นก็ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่น
สีหน้ากับน้ำเสียงหญิงสาวเต็มไปด้วยเสียดาย “เมื่อก่อนคุณคงหล่อมากเลยสินะคะ...” พูดจบ เธอรีบโบกไม้โบกมือแก้ตัว “ฉะ ฉันไม่ได้หมายความว่าตอนนี้คุณดูแย่นะคะ เพียงแต่...”
ชินสือยิ้มอย่างเข้าใจ “คุณอยากดูรูปผมตอนนั้นไหมล่ะครับ”
ลี่ถิงตาโต พยักหน้าระรัว “อยากสิคะ”
ชินสือล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดรูปในแกลอรีให้เธอดู
ลี่ถิงกะพริบตาถี่ ๆ สลับมองชินสือตัวจริงกับรูปภาพในโทรศัพท์มือถือ แอบบ่นอุบอิบในใจ พูดเสียงค่อยว่า “คุณไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนเหรอคะ”
ชินสือตอบด้วยสีหน้าสบาย ๆ “ก็อยากอยู่นะครับ แต่มันออกจะยากเกินไปน่ะสิครับ เพราะตอนนี้ผมชอบกินเป็นชีวิตจิตใจเลย”
หญิงสาวกระซิบบอก “คุณลองกินอาหารของบริษัทเราดูสิคะ เผื่อจะช่วยได้ แถมพนักงานอย่างเราก็ซื้อได้ในราคาถูกด้วย”
ชินสือยิ้มทะเล้น “คุณก็กินผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหรอครับ”
ลี่ถิงยิ้มกว้าง “ใช่แล้วค่ะ ก็ฉันอยากสุขภาพดีหุ่นดีนี่นา”
ชินสือถาม “แล้วคุณทำอย่างอื่นด้วยไหมครับ อย่างเช่น...ออกกำลังกายหรือไม่ก็ไม่แตะพวกของหวานเลย”
หญิงสาวพยักหน้าว่องไว “แน่นอนค่ะ ของหวานคือยาพิษ อีกอย่างพวกเราที่นี่ก็ออกกำลังกายกันทุกคนค่ะ”
จริงดังคาด เพียงแค่อาหารเพื่อสุขภาพอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนดูดีขึ้นได้ นั่นต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การออกกำลังกาย แม้กระทั่งการนอน นี่ยังไม่รวมถึงแวดล้อมอื่น ๆ อีก
...แต่ไม่ใช่สำหรับชินสือ ตอนนี้เขากระเป๋าแห้ง การกินอาหารอย่างพิถีพิถันต้องใช้เงินมากกว่าอาหารทั่วไปมาก ซ้ำการออกกำลังกายก็ต้องกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ ในสายตาคนนอกคงมองว่าเขารักการกิน เป็นหมูขี้เกียจออกกำลังกาย ซึ่งก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่เป็นความจริง นั่นล่ะจริงแท้แน่นอนเลย
ชินสือมองลี่ถิง ขณะนี้การมองสิ่งสวยงามเช่นเธอเรียกน้ำย่อยเขาได้เป็นอย่างดี ไม่ทันไร มือป้อม ๆ ก็ล้วงลูกอมในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้ว
ขณะแกะพลาสติกอย่างอารมณ์ดี จู่ ๆ ลี่ถิงพลันถือวิสาสะคว้าหยิบลูกอมออกจากมือเขา “ไม่ได้ค่ะ...นี่คือน้ำตาลล้วน ๆ เลยนะคะ” ว่าแล้วเธอก็โยนลูกอมทิ้งไปอีกทาง หมายให้ลงถังขยะ แต่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย มันดันพลาดตกลงพื้นเสียได้ ซ้ำยังไถลออกไปไกล
“อ๊ะ! เดี๋ยวฉันไปเก็บเองค่ะ”
ชินสือแตะมือเธออย่างสุภาพ พูดเสียงนุ่มด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปเก็บเอง”
สิ้นประโยค ร่างอ้วนพุงพลุ้ยลุกพรวดออกจากหลังเคาน์เตอร์ทันที เรื่องของกินชินสือดูจะว่องไวเป็นพิเศษ
เขาเดินอุ้ยอ้าย ในใจมีความตั้งใจบางอย่าง พอถึงเป้าหมายก็รีบก้มลงเดี๋ยวนั้น แต่มันกลับดูเงอะ ๆ งะ ๆ เมื่อแขนครัวซ็องอันสิ้นหวังดันไปติดอยู่ที่พุง เขาจึงตัดสินใจค่อย ๆ ยอบตัวนั่งยอง พลางยื่นมือออก พอหยิบลูกอมได้ก็รีบแกะพลาสติกอย่างช่ำชอง แล้วนำเข้าปากด้วยในทันที
ทุกอย่างเสร็จสิ้นเพียงอึดใจ
ขณะที่เขาทิ้งน้ำหนักไปที่มือข้างหนึ่ง ยันเข่าเตรียมลุกขึ้น จู่ ๆ กลิ่นโคโลญจน์หอมอ่อนพลันกระทบจมูก ไม่รู้ว่ารองเท้าสีดำเงาวับปรากฏแก่สายตาตั้งแต่เมื่อไร ชินสือตวัดลูกอมเก็บไว้ใต้ลิ้นเงียบ ๆ พอยืนตัวตรงได้สีหน้าก็ไร้พิรุธแล้ว
“...”
“...”
ชินสือทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผ่านไปสองวินาทีถึงได้ยินฝ่ายตรงข้ามส่งเสียงเข้ม “คายออก! แล้วเอาไปทิ้งซะ!”
คนตรงข้ามสูงกว่าชินสือ เขาจึงต้องช้อนตาขึ้นเล็กน้อย สองคู่สายตาถึงค่อยสบประสานกัน
ชินสือหน้าซื่อบอก “คายอะไรครับ? ผมไม่ได้กินอะไรสักหน่อย”
ไม่รู้อย่างไร ชินสือเห็นเขาทีไรเป็นต้องอยากแกล้งให้เขาหัวเสียทุกทีไป คิด ๆ แล้วก็ยังไม่เข้าใจตัวเองนัก
คนตรงข้ามหรี่ตาเล็กน้อย สีหน้าเหมือนจ้องจับผิดอยู่ในที “คิดว่าฉันไม่เห็นหรือไง งั้นนายลองอ้าปากสิ!”
ชินสือยิ้มบาง ในรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความมีชั้นเชิง ก่อนจะอ้าปากให้ดูอย่างว่าง่าย รอจนเห็นเขามุ่นหัวคิ้วเหมือนไม่สบอารมณ์แล้วถึงค่อยปิดปาก นวดกรามเบา ๆ พลางพูดว่า
“ไม่มีใช่ไหมล่ะครับ ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่ได้กินอะไรสักหน่อย”
อีกฝ่ายไม่ยอมรับว่าเข้าใจผิด นัยน์ตาดำขลับเขม้นมองลึก โพล่งขึ้นอีกครั้ง “อ้าปากใหม่! ยกลิ้นขึ้นด้วย!”
สิ้นคำว่าด้วย ลูกกระเดือกชินสือขยับขึ้นลงเพียงเสี้ยววินาทีแทบไม่ทันให้ใครสังเกต ก่อนจะอ้าปากยกลิ้นให้เขาดูอย่างว่าง่าย
ว่างเปล่า ภายในปรากฏเพียงเนื้ออ่อนใต้ลิ้นสีชมพูเรื่อ ทั้งเคลือบไปด้วยน้ำฉ่ำวาว
ใบหน้าหล่อเหลาเงียบงัน ก่อนจะเบือนออกเล็กน้อย เขาไม่ใช่คนเขลา เพียงแค่เหมือนเสียรู้มากกว่า เห็นชัดว่าอีกฝ่ายเล่นตุกติกต่อหน้าต่อตา
สักพักพนักงานที่เดินผ่านไปผ่านมาพากันหยุดยืนนิ่ง ต่างมองเหตุการณ์พิลึกพิลั่นตรงหน้าเป็นไก่ตาแตก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ในความคิดพวกเขามีเพียงชินสือช่างเหมือนกับซากไม้ผุ ๆ พัง ๆ ที่กำลังงัดกับท่อนซุงก็ไม่ปาน
บางคนถึงกับรอดูจุดจบของอีกฝ่ายอย่างตั้งใจด้วยซ้ำไป
แต่ก็เป็นที่น่าผิดหวัง
เพราะประธานสุดหล่อที่ราวกับระเบิดเวลาในทีแรกก็แค่เปลี่ยนสีหน้าจากเขียวคล้ำเป็นบูดบึ้งเท่านั้น แล้วชักเท้าผละไปคล้ายไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดอีก
จากนั้นเสียงถอนหายใจระคนความผิดหวังพลันดังลอยแว่ว ต่อมาต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับไปทำงาน
ลี่ถิงรอจนเงาหลังประธานหนุ่มลับตาแล้วจึงค่อยพุ่งตัวมาอย่างเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะคุณชินสือ ท่านประทานเป็นอะไรไปคะถึงได้ดูอารมณ์ไม่ดีขนาดนั้น”
ชินสือคลี่ยิ้ม ย่างเท้าเนิบนาบไปที่ถังขยะ ทิ้งพลาสติกชิ้นเล็กลงถังอย่างไม่เป็นที่สงสัย
“นั่นสิครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”