เย็นวันนั้น
ชินสือนั่งท้อแท้อยู่ที่สนามเด็กเล่นใกล้บ้านเหมือนทุกครั้ง เขาย้อนนึกถึงสีหน้าของกรรมการทั้งสี่ เห็นชัดว่าการที่เขาจะได้งานมานั้นแทบไม่มีโอกาส พอยิ่งหดหู่ก็ยิ่งรู้สึกหิว จึงล้วงขนมปังถั่วแดงที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขามองมันอย่างอาลัย
อาวรณ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะแกะห่อพลาสติกออก แล้วกัดกินอย่างมูมมาม
วันนี้ก็ยังคงเป็นเหมือนทุกวัน พอตะวันคล้อยตก อากาศก็เริ่มเย็น ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนสีทำทีท่าว่าฝนจะเทลงมาอีกแล้ว
เปาะแปะ เปาะแปะ
เพิ่งจะคิดได้ไม่ทันไร
อา... ฝนตกซะแล้ว
ชินสือก้มหน้ากินขนมปังจนหมด แต่จู่ ๆ ก็ชะงัก สักพักจึงลูบคลำเสื้อผ้าตัวเอง
“...?!”
ไม่เปียก?
เขาเงยหน้าพร้อมกับเศษถั่วแดงที่ติดเต็มปาก กลับพบแต่ความว่างเปล่า แต่เมื่อแหงนหน้าขึ้น ก็สบกับร่มสีดำคันใหญ่เหมือนครั้งก่อน อีกฝ่ายยืนอยู่ข้างหลังเขา
เป็นอีกครั้งที่มีใครบางคนกางร่มให้ชินสือ
“เอ่อ...ขอบ...”
“นายคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกในมิวสิกวิดีโอเพลงหรือไงกัน ถึงได้ชอบมานั่งตากฝนแบบนี้!”
ชินสือยังไม่ทันยิ้มสีหน้าก็บึ้งตึงทันควัน แต่ด้วยเหนือศีรษะมีร่มคันใหญ่บดบัง กั้นสายตาระหว่างพวกเขาทั้งสองไว้ ทำให้ต่างฝ่ายต่างมองไม่เห็นกัน ซึ่งก็ดี เพราะขณะนี้ชินสือเองก็ไม่อยากฝืนยิ้มให้ใครแล้วเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่น้ำเสียงไม่ค่อยจะดี ประกอบกับกลิ่นโคโลญจน์หอมโชยอ่อนกระทบประสาทสัมผัสเข้าก็ทำให้ชินสือฟื้นความทรงจำได้ไม่ยาก
หน้ากลม ๆ เบือนออก “คุณอีกแล้วเหรอครับ”
เสียงเข้มจากอีกฝ่ายโพล่ง “ฉันต่างหากล่ะที่ต้องเป็นคนถาม... นายอีกแล้วงั้นเหรอ!”
ชินสือถอนหายใจ “ถ้าคุณไม่ชอบผมแล้วทำไมต้องมายุ่งกับผมด้วยล่ะครับ เอาร่มของคุณออกไปเถอะครับ ครั้งที่แล้วผมก็ยังไม่ได้คืนร่มให้คุณเลย”
“คิดว่าฉันอยากยุ่งกับนายมากหรือไง เพราะฉันเป็นคนจิตใจดีหรอกนะถึงได้ชอบแส่ไม่เข้าเรื่อง ฉันจะวางร่มไว้ ถ้านายไม่ใช้ก็ทิ้งมันไว้ตรงนี้แล้วกัน”
สิ้นเสียงอีกฝ่าย ชินสือหันหลังฉับไว ด้วยรู้สึกว่าอยากเห็นหน้าเจ้าของเสียงให้ชัด ๆ สักที เมื่อเห็นแต่แผ่นหลังกว้างเหมือนนายแบบอินเตอร์ก็อดเสียดายเล็ก ๆ ไม่ได้ ด้านหลังน่ามองขนาดนี้ หน้าตาคงไม่ได้แย่เหมือนคำพูดคำจาหรอกนะ คิดไปคิดมาก็ห่อเหี่ยว หาก
เปรียบเทียบกับตัวเองในตอนนี้แล้วล่ะก็...
เฮ้อ...
สามวันให้หลัง ชินสือจด ๆ จ้อง ๆ อยู่กับอีเมลทั้งวัน กระทั่งเสียง ติ้ง... ดังขึ้นหนหนึ่ง เขาค่อยทำใจก่อนเปิดอ่าน
“เย้...! ได้งานแล้วโว้ยยย...!”
เริ่มงานวันแรก
ชินสือยืนละล้าละลังอยู่หน้าบริษัทไวทัล ไวบ์ เขาสูดลมหายใจลึกเข้าปอดหลายครั้ง ในใจท่องบทสวดบูชาสวรรค์ แต่พยายามอย่างไรก็ยับยั้งความประหม่าไม่ได้สักที
ประตูกระจกด้านหน้าบริษัทปรากฏพนักงานหญิงชายเข้าออกหลายคน แต่ละคนมีสีหน้าสดใส ทั้งยังดูกระฉับกระเฉงเหมือนกินยาชูกำลังตลอดเวลา คงต้องยอมรับว่าพวกเขาดูดีกันทุกคนจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ทรวดทรง การแต่งกาย แม้กระทั่งหน้าตา
เฮ้อ... จะไหวไหมนะ?
“สวัสดีค่ะ คุณคงสนใจสินค้าของบริษัทเราสินะคะ” หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มทักทายชินสือ พลางชี้ไปที่คาเฟเล็ก ๆ ติดกับบริษัท “พอดีฉันมองคุณจากตรงนั้นมาสักพักแล้ว เห็นคุณดูกังวลยังไม่เข้าไปสักที ฉันเลยเดาว่าคุณคงกำลังลังเลกับสินค้าของเราอยู่ ฉันเป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ของบริษัทไวทัล ไวบ์ค่ะ เชิญคุณเข้าไปข้างในก่อนสิคะ”
ชินสือมองเธออย่างตกตะลึง สักพักถึงค่อยผุดรอยยิ้มหวาน พูดกันตามตรง เขาน่ะ...แพ้ใบหน้าน่ารัก ๆ ของหญิงสาวแบบนี้เป็นที่สุด
“ผมไม่ใช่ลูกค้าหรอกครับ ผมเป็นพนักงานใหม่ เพิ่งจะทำงานที่นี่วันนี้เป็นวันแรกน่ะครับ”
หญิงสาวปิดปากอุทานเสียงเบา “เอ๊ะ! จริงเหรอคะ” สีหน้าเธอตกใจอย่างเห็นได้ชัด
ชินสือไม่แปลกใจ “จริงครับ ผมขอแนะนำตัวเองเลยแล้วกันนะครับ ผมชื่อตงชินสือ เป็นพนักงานฝึกหัดตำแหน่งประชาสัมพันธ์ แล้ว
คุณ...?”
หญิงสาวปรับสีหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ “ฉันชื่อพิงลี่ถิงค่ะ เรียกฉันว่า ลี่ ก็ได้ ฉันชอบแบบนั้นมากกว่า”
สายตาชินสือหวานจนสามารถเรียกผึ้งมาตอมได้
“คุณลี่...”
ในใจชายหนุ่มรู้สึกชื่นชมหญิงสาวไม่น้อย ตำแหน่งพนักงานประชาสัมพันธ์ช่างเหมาะกับเธอจริง ๆ หากเขามีความสัมพันธ์กับใครอีกครั้ง ก็หวังว่าเธอคนนั้นคงน่ารักแบบนี้
...เพ้อเจ้อไปกันใหญ่
“เอ่อ หากคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอเรียกคุณด้วยชื่อเหมือนกันได้หรือเปล่าคะ”
“ยินดีครับ”
“งั้นคุณชินสือ เราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะค่ะ”
สิ้นประโยค ขาเรียวยาวพลันก้าวนำอย่างมั่นใจ
ชินสือถอนหายใจ หลุบตามองพุงที่ยื่นออกของตัวเอง ก่อนจะตีมัน ป้าบ ป้าบ ดังสองที แล้วเดินตามเธอเข้าไป
ทั้งสองเดินห่างกันเล็กน้อย หญิงสาวนำหน้าชินสืออยู่หนึ่งก้าว
ด้วยความที่ยังเหลือเวลาอีกหลายนาที หญิงสาวจึงพาชินสือไปแนะนำตัวยังแผนกต่าง ๆ ทุกชั้นจนครบ บรรดาพนักงานต่างตกตะลึงในหน้าตาที่ไม่เข้ากันกับรูปร่างของเขาอย่างชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น พวกสาว ๆ กลับดูเหมือนจะชอบเขาเอามาก ๆ ทั้งไม่ได้มีระยะ
ห่างอย่างที่ควรจะเป็น คาดว่าคงเพราะความเป็นมิตรที่มาพร้อมกับความสุภาพของชินสือที่ดึงดูดพวกเธอมากกว่าอย่างอื่น
เมื่อทั้งสองลับตาคน ลี่ถิงพลันเล่าสัพเพเหระอะไรต่อมิอะไรมากมาย ซึ่งชินสือเองก็เก็บรายละเอียดพวกนั้นใส่ใจไว้เป็นอย่างดี
ขณะกำลังกระซิบเสียงเบาอย่างออกรส จู่ ๆ เธอก็เม้มปากสนิท แล้วโค้งศีรษะเล็กน้อย กระตุกแขนเสื้อชินสือสองที ชินสือเป็นคน
ประสาทสัมผัสไวยิ่ง ถึงจะยังงุนงง แต่ก็รีบทำตามเธอโดยไม่ถามสักคำ
ทันใดนั้น รอบบริเวณที่ชินสือกับหลี่หลินยืนอยู่พลันเงียบกริบราวกับถูกเวลาหยุดไว้
ทั้งสองหลุบตามองพื้น ครู่หนึ่งรองเท้าสีดำเงาวับก็ปรากฏพร้อมกับกลิ่นโคโลญจน์หอมอ่อน
“นายเป็นใคร!” เจ้าของรองเท้าสีดำถามเสียงเข้ม
ทันทีที่สุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้น ระบบประสาทชินสือประมวลผลเดี๋ยวนั้น
เสียงนี้?!
โอ๊ยยย!! ซวยแล้วไง ๆ ๆ ๆ!!
ชายหนุ่มยืนตัวเกร็ง ในใจภาวนาขออย่าให้เป็นคนที่เขาคิดเลย
ลี่ถิงเงยหน้าเชื่องช้า ใบหน้าเธอไร้สีสันในพริบตา แถมยังดูประหม่าชอบกล ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจึงผายมือออก “ขะ เขาคือพนักงาน
ประชาสัมพันธ์คนใหม่ที่เพิ่งเริ่มงานวันนี้เป็นวันแรกค่ะท่านประธาน” เธอเอียงหน้าเล็กน้อยแนะนำอีกฝ่ายให้ชินสือ “เอ่อ...คุณชินสือคะ
ท่านคือประธานบริษัทเราค่ะ”
คำพูดเธอไม่ฉาดฉานดังเดิม ทำตัวงุ่มง่ามราวกับไม่คุ้นเคยคนที่ปรากฏตรงหน้าสักนิด
ประธานบริษัท?
ชินสือค่อย ๆ ทำใจ เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ทันทีที่เห็นคนตรงหน้าก็ทำลมหายใจเขาติดขัดไปชั่วขณะ
อีกฝ่ายมีรูปลักษณ์เกินต้านจริง ๆ ชุดสูทสีดำกระชับตัว ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด คิ้วและดวงตาคมเข้ม ส่วนสูงกับสัดส่วนบาลานซ์กันอย่างลงตัว หากพินิจคร่าว ๆ คงสูงกว่าเขาเกือบยี่สิบเซนติเมตร ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สะกดตาไร้ที่ติไปหมด
หล่อสุด ๆ ไปเลยแฮะ