02.15 PM
ห้องประธาน
เอริคเปิดประตู พอพบคนก็ชะงัก
“เธอหายไปไหนมาเอริค ป้าตามหาเธอแทบจะพลิกบริษัทอยู่แล้ว โทร.ไปก็ไม่รับสาย” โหย่วหยางนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ถามด้วยน้ำเสียงเจือตำหนิ
เอริคนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามเธอด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย นวดคลึงขมับเบา ๆ พลางกล่าว “...ขอโทษครับคุณป้า”
พอเห็นสีหน้าไม่ดีของหลานชาย โหย่วหยางพลันเปลี่ยนอารมณ์ในพริบตา แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็รู้ว่านี่เป็นเพียงลูกไม้ตื้น ๆ ที่เขาใช้แสดงเพื่อเอาตัวรอดไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง “เอาเถอะ ป้าแก้ตัวไปแล้วล่ะว่าเธอยังอยู่ต่างจังหวัด แต่เธอเป็นประธานบริษัท ยังไงก็ควรให้เกียรติพวกเขาหน่อยนะ ทางนั้นเป็นคู่ค้าธุรกิจรายสำคัญด้วยสิ เดี๋ยวจะมีข่าวลือเสียหายตามมาซะก่อน”
เอริครับคำ “ครับ...”
“แล้วเธอหายไปไหนมากันแน่” ปุบปับถาม โหย่วหยางยังไม่ทิ้งความสงสัย “พนักงานฝึกหัดคนนั้นก็หายไปด้วยสิ ป้าล่ะอยากเห็นหน้าตาน่ารัก ๆ ของเขาตอนเช้าสักหน่อย...เสียดายจัง”
เอริคสีหน้าแปรเปลี่ยน ก่อนจะเมินหน้าออกเล็กน้อย “ดีแล้วนี่ครับ ถ้าบริษัท X ได้เห็นพนักงานฝึกหัดคนนั้นเข้าล่ะก็...” จู่ ๆ เสียงเขาพลันลดลงจนเหมือนพึมพำคนเดียว “คงดูไม่จืด...”
โหย่วหยางหรี่ตาสังเกต นี่เป็นอีกครั้งที่เอริคมีปฏิกิริยาเกี่ยวกับพนักงานฝึกหัดคนนั้น จะให้เธอไม่ประหลาดใจได้อย่างไร ปกติเอริคแทบไม่เคยตอบโต้หรือออกความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องไหนมาก่อน ไม่ค่อยจะดูดำดูดีอะไรที่ไร้ประโยชน์เลยด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหนุ่มปากแข็งคนนี้ช่างเป็นคนเก็บคำพูดไว้ลึกจนสุดใจนัก หากถามตรง ๆ คาดคั้นให้ตายอย่างไรก็ไม่มีทางปริปาก คงต้องรออีกหน่อย ค่อย ๆ หาวิธีหว่านล้อมโดยอ้อม ๆ อย่าให้ผิดสังเกต ไม่นานก็คงเผยออกมาเอง แต่ตอนนี้เธอต้องเตือนสติเขาเสียก่อน
โหย่วหยางเก็บงำสีหน้าไว้มิดชิด พูดเชิงตำหนิ “เอริค เธอต้องปรับทัศนคติได้แล้วนะ คนอ้วนสุขภาพดีก็มีถมเถไป บางคนหุ่นดีสุขภาพแย่ก็มีให้เห็นตั้งเยอะ ป้าผิดหวังที่เธอคิดกับคนอื่นแบบนี้จริง ๆ”
เอริคเหลียวหน้าไร้คลื่นอารมณ์กลับมา อธิบายน้ำเสียงราบเรียบ แต่ความหมายคือไม่เห็นด้วย “คุณป้าครับ บริษัทเราผลิตสินค้าและโภชนาการเพื่อสุขภาพนะครับ ผมว่าพนักงานฝึกหัดคนนั้นคงไม่เหมาะกับที่นี่หรอกครับ” สิ้นประโยค เขาพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง “คนอะไร กินแต่ขนมปังถั่วแดงไม่เปลี่ยนเลยจริง ๆ”
โหย่วหยางมุ่นหัวคิ้ว “เธอพูดว่าอะไรนะ?”
เอริคบอก “เปล่าครับ... ผมคิดว่าพนักงานฝึกหัดคนนั้นคงไม่ผ่านช่วงทดลองงานหรอกครับคุณป้า”
สีหน้าเย็นชา คำพูดอคติ เส้นเสียงเมินเฉย
อันที่จริงโหย่วหยางก็พอจะสัมผัสได้ว่าเจ้าหลานชายจอมเก็บกดคนนี้มีอุปนิสัยอย่างไร เดิมบุคลิกที่เขาแสดงออกมักนิ่งงัน พูดน้อย และเฉยชา แต่ก็เชื่อฟังนัก ไม่เคยขัดเธอสักอย่าง อย่างไรเสีย นั่นก็แค่ต่อหน้าเธอ ความจริงเธอรับรู้มานานแล้ว ว่าหลานชายคนนี้ซ่อนงำตัวตนอีกด้านอันรางเลือนไว้ไม่ให้ใครเห็น แม้เธอจะพยายามกระตุ้นให้เขาเผยมันออกมาเท่าไร แต่ก็ไร้ผลโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เวลานี้มันกลับค่อย ๆ เผยออกมาอย่างง่ายดาย คงต้องยกความดีความชอบให้กับพนักงานฝึกหัดคนนั้น เธอถึงได้เห็นความรั้นนิด ๆ ของหลานชายบ้างแล้ว
เรื่องนี้ชักสนุกซะแล้วสิ
“ทำไมเธอคิดอย่างนั้นล่ะเอริค”
“ก็เขา...”
โหย่วหยางยกยิ้ม หากยังอยากแสดงเป็นเด็กดีนักก็จงแสดงต่อไป “ถ้าป้าพิสูจน์ได้ว่าเขาสุขภาพดีล่ะ เธอจะว่ายังไง คงไม่ยกเอาเรื่องรูปลักษณ์เขามาอ้างอีกหรอกนะ”
เอริคแววตานิ่งเรียบ พูดด้วยน้ำเสียงไม่เปลี่ยนอย่างมีเหตุผล “เรื่องนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งครับ เพราะถ้าความสามารถเขาไม่ถึงเกณฑ์ประเมิน ...ยังไงเขาก็ไม่ผ่านอยู่ดีครับคุณป้า”
โหย่วหยางกรุ้มกริ่มในใจ เธอไม่ได้ต่อปากต่อคำกับหลานชายนานมากแล้ว อีกฝ่ายคงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังค่อย ๆ เผยตัวตนออกมา ตอนนี้เธอก็แค่ไม่ทำกระโตกกระตาก อย่าแหวกหญ้าให้งูตื่น ค่อย ๆ ดำเนินเรื่องต่อไปเงียบ ๆ เท่านั้น
โหย่วหยางสีหน้าครึ้มอกครึ้มใจ เอ่ยตัดพ้อด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังว่า “เฮ้อ... เธอเป็นคนยังไงกันเอริค ทั้งพ่อกับแม่แล้วก็ป้าช่วยกันเลี้ยงดูจนเติบโตมาอย่างดีแท้ ๆ แต่ทำไมความคิดถึงได้ล้าหลังเป็นเต่าล้านปียิ่งกว่าหัวหงอกอย่างพวกเราซะอีกล่ะ”
ทันใดนั้น เอริคก็เบือนหน้าออกอีกครั้ง กล่าวเพียง “ผมจะรอฟังข้อสรุปจากคุณป้าหลังจากเขาครบกำหนดทดลองงานนะครับ”
สิ้นประโยค เขาก็ไม่ส่งเสียงอีก
“ได้สิ”
โหย่วหยางตอบรับแล้วก็ได้แต่ลุกขึ้น ก้าวขาบ่นอุบอิบเสียงเบาจนพ้นประตู
วันหยุดสุดสัปดาห์
ชินสือนอนประหนึ่งซากศพขึ้นอืด กระทั่งแสงอาทิตย์ลอดผ่านทะลุม่านสีขาวพลิ้วไหวแยงตา เขาถึงได้ยืดตัวบิดขี้เกียจแล้วลงจากเตียงสักที กิจวัตรประจำวันของเขาก็ไม่มีอะไรต่างจากคนเก็บตัวแสนขี้เกียจคนหนึ่ง
นั่นเพราะเขาไม่มีเงิน
เริ่มแรกเก็บที่นอน ต่อด้วยอาบน้ำแปรงฟัน จากนั้นถึงค่อยรดน้ำต้นไม้ แล้วก็กินอาหารง่าย ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นขนมปังถั่วแดงกับน้ำเต้าหู้อีกตามเคย จนพนักงานในมินิมาร์ทแถวที่เขาอาศัยอยู่ต่างพากันจำได้ เดิมความรู้สึกชินสือมันเคยอร่อย แต่พอนานวันเข้าก็แค่ประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ เท่านั้น
วันนี้ชินสือรื้อค้นของเก่า ๆ ที่ยังพอเอาไปขายได้ แต่ก็ไม่มีเหลือ เขาขายของมีค่าไปจนหมดแล้ว หากรู้ก่อนหน้าว่าตัวเองจะตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นไร้ไม้ตอกแบบนี้ ป่านนี้คงขูดเลือดขูดเนื้อรีดไถเงินแม่ส่วนหนึ่งมาเก็บไว้ใช้นาน ๆ แต่เนิ่นแล้ว
ขณะกำลังค้นห้องนอนเก่าของพ่อกับแม่
Rrrr Rrrr Rrrr
ชินสือมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ความลังเลเกิดขึ้น สักพักมันเงียบเสียงไป ก่อนจะมีเสียงข้อความตามมา จึงกดฟัง
“อาชิน อย่าทำให้แม่ต้องไปลากตัวแกกลับมานะ รีบลาออกแล้วกลับมาทำงานที่บ้านซะ!”
ชินสือถอนหายใจ งาน? ในชนบทแบบนั้นมีงานอะไรให้ทำกันล่ะ เขานั่งเหยียดขาที่เต็มไปด้วยเนื้ออย่างหมดอาลัยตายอยาก ทำไมแม่ไม่เข้าใจบ้างนะ เขาโตพอที่จะเลือกทางเดินของตัวเองได้แล้ว แม้เวลานี้จะอับจนหนทางก็ตามเถอะ
วันหยุดช่างผ่านไปรวดเร็ว
ชินสืออยู่ในช่วงอดทนสุดขีด อีกไม่กี่วันเงินเดือนก็จะออก เขาก้าวขาเชื่องช้าเข้าบริษัท ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักเบา ๆ จากด้านหลัง แต่กลับไม่ได้สนใจ เพราะสิ่งสำคัญกว่าอยู่เบื้องหน้า สาว ๆ กลุ่มหนึ่งยิ้มแย้มทักทายเสียงหวาน
ขณะเยื้องย่างเข้าประจำที่หลังเคาน์เตอร์ ทันใดนั้น เสียงเล็กแหลมพลันเรียกเขา
“คุณตงคะ”
ทีแรกชินสือเหลียวมองก่อน สักพักจึงหมุนตัวกลับ ยิ้มเล็กน้อยเอ่ยว่า “มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ”
หญิงสาวน่ารักสองคนรี่เข้าหาเขา คนหนึ่งประชิดตัว อีกคนเกาะแขนเหมือนคุ้นเคยกันมานาน ยังไม่ทันจะครบเดือน เห็นหน้าค่าตากันไม่กี่ครั้ง พวกเธอกลับเข้าถึงตัวเขาได้อย่างง่ายดาย
“วันนี้คุณไปกินมื้อเที่ยงกับพวกเราเถอะนะคะ” หญิงสาวคนหนึ่งเสียงอ้อน
ชินสือยังไม่ทันส่งเสียง จู่ ๆ ก็เห็นแขนเรียวยาวดึงเธอทั้งสองออกห่างจากตัวเขา พลางเอ่ย “พวกเธอไม่เห็นเหรอว่าคุณชินสือเอากล่องข้าวมาด้วยน่ะ”
หญิงสาวอีกคนพูด “งั้นเราก็แค่ไปซื้ออะไรสักอย่างสองอย่างที่มินิมาร์ทมากินกับคุณตงก็ได้นี่นา”
ชินสือผุดเหงื่อซึม ขณะจะเอ่ยปาก พลันมีเสียงใหญ่แทรกขึ้น “พวกเธอมาชวนคุณตงไปกินมื้อเที่ยงงั้นเหรอ”
ชินสือ ลี่ถิง กับสาว ๆ หันมองตามเสียงพร้อมกัน
เสียงนั้นดังมาจากหนึ่งในสี่ของกลุ่มผู้ชายที่กำลังใกล้เข้ามา
และตอนนี้พวกเขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว