ว่ากันว่าชั่วชีวิตหนึ่งของมนุษย์มีขึ้นมีลง บางคนขึ้นสูงราวกับอยู่บนชั้นสรวงสวรรค์ บางคนตกต่ำประหนึ่งร่วงลงสู่ขุมนรก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น อย่างไรชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
ตงชินสือ ชายหนุ่มอายุยี่สิบแปด ความสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร เทียบเท่ากับมาตรฐานชายทั่วไป แต่ด้วยน้ำหนักที่มีถึงหนึ่งร้อยสิบห้ากิโลกรัม เลยทำให้รูปร่างเขาใหญ่เทอะทะกว่าคนอื่นมาก อย่างไรก็ตาม รูปร่างใหญ่ที่ว่ากลับไม่ใช่กล้ามเนื้อ แต่มันคือไขมันล้วน ๆ ของเขานั่นเอง
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของชินสือจะกล่าวว่าคลับคล้ายคลับคลาดังประโยคข้างต้นก็ว่าได้ เขาเคยอยู่จุดสูงสุดของชีวิต แต่จุดต่ำสุดของชีวิตนั้น...
คงอธิบายในตอนนี้ไม่ได้
แม้ว่าเขาจะมีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่ด้วยใบหน้าที่ไม่ได้ดูขี้ริ้วขี้เหร่เท่าไรนัก ดีไม่ดีอาจพูดได้เต็มปากว่าหล่อเหลาเลยด้วยซ้ำ นี่ยังไม่รวมถึงรอยยิ้มพิฆาตที่มัดใจผู้คนได้ในทุกสถานการณ์ หากข้ามเรื่องรูปร่างที่ไม่น่ามองนักออกไป ก็เรียกได้ว่าเขาคือเทพบุตรดี ๆ นี่เอง
ใช่แล้ว...ชินสือคือชายหนุ่มอ้วนท้วนที่หล่อเหลาเอาการ
เขาเคยมีช่วงเวลาดี ๆ มีความสุข
แต่ไม่ใช่เวลานี้
และยิ่งไม่ใช่สำหรับวันนี้....
ชินสือนั่งห่อเหี่ยวบนเก้าอี้สนามเด็กเล่นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง นี่เพิ่งจะเข้าฤดูใบไม้ผลิ แต่สภาพอากาศไม่ดีเอาเสียเลย ลมพัดแรงเป็นระลอก ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ฝนทำท่าจะตกอยู่รอมร่อ เสียงผู้คนจางหายไปทีละนิด คาดว่าพวกเขาคงหาที่หลบฝนกันแล้วนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม กลิ่นอายความชื้นที่มาพร้อมกับสายลมไม่อาจทำให้เขามีท่าทีสนใจแม้แต่น้อย ด้วยเหตุเพราะเขากำลังจมจ่อมกับความคิดของตัวเองจนลืมสิ่งรอบข้างเสียสนิท
ท่ามกลางความหนักอึ้งในอก ร่างอ้วนกลมเหมือนซาลาเปานั่งตัวโค้งงอ พุงกลม ๆ เกยอยู่บนสองขา สองมือกุมใบหน้าซ่อนความอ่อนแอไว้ไม่เผยให้ใครเห็น
งานก็หาไม่ได้ หิวก็หิว เงินก็แทบจะไม่มีเหลือติดบัญชีแล้ว ...ฉันจะทำยังไงดี
ในที่สุด...สายฝนก็โปรยปราย
บรรยากาศรอบตัวมีเพียงความเปล่าเปลี่ยว หยาดน้ำชโลมร่างกายอวบอ้วนเดียวดาย ขณะกำลังซึมซับกับอารมณ์อ้างว้าง จู่ ๆ สัมผัสเย็นจากเม็ดฝนก็เลือนหายไป
ชินสือเงยหน้าขึ้น พลันพบกับร่างสูงโปร่ง ในมือเขาจับด้ามเหล็กสีดำไว้แน่น ส่วนโครงของมันคลับคล้ายว่าจะเอียงมาทางตนเองทั้งหมด
คนคนนั้นกำลังกางร่มให้ชินสือ
...ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน แต่ก็ยังรู้สึกดีที่มีใครสักคนมาเป็นห่วงเป็นใย และดูเหมือนเจ้าของร่างนั้นกำลังรับหยาดฝนไปเต็ม ๆ
ท่ามกลางดวงตาเปียกชื้น ประกอบกับแสงไฟสว่างจ้าที่สะท้อนอยู่ข้างหลังของอีกฝ่าย ทำให้ภาพใบหน้าของบุคคลปริศนาขมุกขมัว
แต่ก็ยังรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ
ผู้ชาย?
ชินสือ “...?”
เสียงเย็นชาของบุคคลปริศนาเอ่ย “รีบเอาร่มไปสิ นายเสียสติหรือไง ถึงได้มานั่งตากฝนอยู่ตรงนี้”
ชินสืออึ้งไปครู่หนึ่ง หัวใจที่กำลังพองโตลีบแบนในทันที ก่อนจะค่อย ๆ ขยับมุมปากยิ้มเจื่อน เอ่ยว่า “ขอบคุณนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ บ้านผมอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง...”
เสียงเข้มอีกฝ่ายโพล่ง “ยิ้มอะไรของนาย ตลกชะมัด”
ชินสือสะอึก เขามักยิ้มตลอดเวลาจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ที่เขายิ้มขณะนี้เป็นเพราะอีกฝ่ายมีน้ำใจให้ต่างหากล่ะ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกสบประมาทเรื่องรอยยิ้ม
รอยยิ้มนี้สาว ๆ ถึงกับตั้งฉายาให้เขาว่าเป็นรอยยิ้มแห่งสันติไมตรีเชียวนะ
บุคคลปริศนาพูดถึงขนาดนั้น แต่ใบหน้าชินสือกลับยังประดับด้วยรอยยิ้ม แต่เป็นเพียงรอยยิ้มแหย ๆ ประหลาดพิกล
ครู่หนึ่งเสียงคนตรงข้ามก็พูดขึ้นคล้ายกับรำคาญใจ “ยังมัวชักช้าอยู่อีก เอาร่มไปสักทีสิ!”
อะ อะไรกัน! ผู้ชายคนนี้?
ชินสือยื่นมือรับร่มด้วยความจำใจ ก่อนจะพูดเสียงค่อยว่า “ขอบคุณครับ เอ่อ...แล้วผมจะคืนร่มให้คุณยังไงดีล่ะครับ หรือว่าจะให้ผมส่งไปรษณีย์...”
คำพูดของเขาถูกขัดขึ้นกะทันหันด้วยเสียงค่อนแคะจากอีกฝ่าย “หึ! ไปรษณีย์? นี่นายอยู่ยุคไหนกัน ช่างมันเถอะ! นายใช้เสร็จก็ทิ้งมันไปเลยก็ได้”
สิ้นประโยค บุคคลปริศนาก็หมุนตัวก้าวเท้าฉับไวฝ่าสายฝนไป
ระลอกลมระคนสายฝนโปรย พัดกลิ่นหอมโคโลญจน์โชยอ่อนของใครบางคนกระทบจมูก นัยน์ตาดวงกลมชุ่มชื้นมองตามหลังอีกฝ่ายจนหายลับไปกับมุมมืดสุดของถนน
ชินสือนั่งกางร่มอย่างงุนงงครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน ก้าวขาออกจากสนามเด็กเล่นไปด้วยท่าทีเหงาหงอย
เขาย่างเท้าช้า ๆ อย่างใจลอยไปเรื่อย ๆ สักพักสายตาก็สะดุดกับป้ายประกาศหน้าตึกสูง
รับสมัครพนักงานประชาสัมพันธ์ด่วน?
ชินสืออ่านข้อความประกาศรวดเดียวจบ จากนั้นก็กวาดตาหาที่นั่งหลบมุม ล้วงมือถือกรอกข้อมูลส่วนตัวลงในเว็บไซต์สมัครงานอย่างรวดเร็ว
ว่ากันตามตรง แม้จะมีรูปร่างแบบนี้ แต่เขาก็มั่นใจในหน้าตาของตัวเองเป็นที่สุด จึงอัปโหลดรูปถ่ายที่เห็นโครงหน้าชัด ๆ เสร็จแล้วก็ภาวนาอย่างสุดหัวใจ
ขอให้ได้ทีเถอะ...
ไม่กี่วันต่อมา
ชายหนุ่มได้รับข้อความตอบกลับ ระบุวันที่และเวลาสัมภาษณ์งาน แต่จู่ ๆ เขาก็ประหม่าเสียอย่างนั้น หากอีกฝ่ายเห็นรูปร่างเขาแล้วประเมินให้ไม่ผ่านล่ะ จะทำอย่างไรดี
อย่างไรก็ตาม หากไม่เข้าตาจนจริง ๆ ชินสือไม่ใช่คนประเภทที่ถอดใจกับอะไรง่าย ๆ ไม่ลองก็คงไม่รู้ สุดท้ายก็ได้แต่ให้กำลังใจตัวเอง
สู้โว้ย…!
วันสัมภาษณ์
ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาว อุณหภูมิเย็นฉ่ำ ชินสือแต่งกายสุภาพ นั่งเก้าอี้ตัวเดียวกลางห้องสี่เหลี่ยมเผชิญหน้ากับกรรมการชายวัยกลางคนรูปร่างดีถึงสี่คน
ท่ามกลางบรรยากาศเป็นจริงเป็นจัง ภาพสะท้อนในสายตาชินสือเดาความคิดพวกเขาได้ไม่ยาก กรรมการทั้งหมดดูตกตะลึงอย่างชัดเจน จ้องมองเขาราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก หากอธิบายรูปร่างชินสือให้เห็นภาพล่ะก็ ชั้นคอเขาแทบมองไม่เห็น ช่วงไหล่เกือบติดติ่งหู แขนขาเป็นปล้องอย่างกับขนมปังครัวซ็อง หน้าท้องไม่ใช่สามชั้น แต่มันคือชั้นเดียวแบบกลมโตเหมือนบอลลูนจนกระดุมแทบปริ กางเกงที่สวมอยู่คงเป็นไซซ์พิเศษ หากเก้าอี้ที่เขานั่งไม่ได้ทำจากวัสดุชั้นดี ป่านนี้คงหักพังไปนานแล้ว
ในที่สุดกรรมการคนที่หนึ่งก็กระแอมไอ ถามว่า “ก่อนคุณจะสมัครงาน คุณพอจะทราบไหมครับ ว่าบริษัทเราประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ประเภทไหน”
ชินสืออ้ำอึ้งเล็กน้อย ก่อนตอบยิ้ม ๆ “ทราบครับ”
กรรมการคนที่หนึ่งถามอีก “งั้นคุณช่วยอธิบายเกี่ยวกับบริษัทเราคร่าว ๆ ได้ไหมครับ”
ชินสือตอบฉาดฉาน “บริษัทไวทัล ไวบ์ ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโภชนาการครับ คัดเน้นวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริโภคให้การยอมรับว่าเป็นตัวช่วยที่ทำให้รูปร่างดีขึ้นได้โดยไม่มีผลข้างเคียง ไม่เพียงแค่นั้นนะครับ ผู้บริหารสูงสุดยังเป็นหนุ่มหล่อไฟแรงที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศด้วยครับ”
คำว่าหนุ่มหล่อไฟแรงของชินสือคงหามาจากแหล่งข่าวไหนสักแห่ง ด้วยเหตุว่าชื่อและหน้าตาของประธานของบริษัทยังคงเป็นความลับต่อบุคคลภายนอก แต่ก็ยังคงมีพวกปาปารัสซี่คอยแอบซุ่มจับภาพทำข่าวจนได้นั่นแหละ และถึงจะเป็นแบบนั้น รูปที่ปรากฏก็คงเป็นภาพขมุกขมัว
กรรมการคนที่สองพยักหน้าช้า ๆ น้ำเสียงคล้ายมีความเหนื่อยหน่าย “ใช่แล้วครับ พูดง่าย ๆ ก็คือบริษัทเราเน้นเรื่องสุขภาพและรูปลักษณ์ต้องมาก่อน คุณรู้แบบนี้แล้วยังสมัครงานเข้ามาอีกเหรอครับ ผมยอมรับนะครับ...ว่าคุณมีหน้าตาที่ดูดีมากจริง ๆ ดีกว่าในรูปด้วยซ้ำ แต่อย่าหาว่าผมดูถูกเลยนะ คุณน่ะ... เฮ้อ...”
ชินสือพยายามเก็บสีหน้า แม้ในใจจะรู้สึกหมดหวังแล้วก็ตาม “ทางบริษัทรับสมัครพนักงานประชาสัมพันธ์ไม่ใช่เหรอครับ ถึงผมจะมีรูปร่างไม่ตรงตามเกณฑ์ที่พวกคุณคาดหวัง แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองสามารถรับมือกับสถานการณ์คับขันได้เป็นอย่างดีนะครับ”
พูดจบ ชินสือก็เผยรอยยิ้มจริงใจออกไป
กรรมการอีกสองคนมีบุคลิกดี จัดผมเป็นทรงเนี้ยบ สวมสูทเข้ารูป ผูกเนกไทสีดำสนิท รองเท้าขัดเป็นมันเงา พวกเขาหันซุบซิบกัน สักพักกรรมการคนที่สามก็ถามขึ้น
“โพรไฟล์คุณค่อนข้างดี ผลการเรียนก็อยู่ในระดับใช้ได้ บริษัทเดิมที่คุณเคยทำงานก็มีชื่อเสียงมาก แต่ทำไมคุณถึงลาออกจากที่นั่นกันล่ะครับ”
ชินสือคาดเดาไว้แล้วว่าต้องมีคำถามนี้ นี่คือคำถามพื้นฐานสำหรับคนที่เคยลาออกจากงานมาก่อนอย่างเขา แต่จะให้บอกความจริงได้อย่างไร ว่าเขาอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่งจนถึงกับต้องลาออกจากงานมา มันน่าอายเกินไป สุดท้ายจึงตอบว่า
“บ้านผมกับบริษัทที่เคยทำงานระยะทางไกลกันเกินไปครับ ซึ่งตอนแรกค่าตอบแทนที่ได้รับก็สอดคล้องกับค่าครองชีพดี แต่ปัจจุบันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วครับ ผมเลยต้องปรับตัว ลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น และเพื่อเป้าหมายนั้น ผมเลยลาออกจากบริษัทเดิม มองหางานใหม่ที่ท้าทาย แต่ต้องควบคู่กับการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยครับ แล้วผมก็เห็นประกาศรับสมัครงานของบริษัทไวทัล ไวบ์ ที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านพอดี เลยตัดสินใจสมัครงานนี้ครับ”
อธิบายยืดยาวสวยหรูจนกรรมการทั้งสี่เงียบกริบ
กรรมการคนที่สี่ถามเสียงขรึม “สำหรับคุณตำแหน่งพนักงานประชาสัมพันธ์เรียกว่าท้าทายแล้วใช่ไหมครับ ส่วนค่าตอบแทนที่เราให้ก็ไม่ได้มากเท่ากับบริษัทเดิมของคุณเลยนะครับ แล้วคุณคิดว่าจะมีเงินเก็บมากขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ”
ความจริงแล้วชินสือไม่ได้คิดมากมายปานนั้น เขาแค่อยากได้เงินเดือนไว้ใช้จ่ายเร็ว ๆ เท่านั้นเอง แต่ก็นั่นแหละ อย่างไรก็ต้องตอบด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่มั่นใจเต็มเปี่ยม
“แน่นอนครับ”
กรรมการทั้งสี่สีหน้าแตกกันชัดเจน มีทั้งเสียงถอนหายใจ เสียงหัวเราะคิกคัก รวมถึงคลับคล้ายกับขบคิด
กรรมการคนที่หนึ่งกลั้นหัวเราะ “เอาล่ะครับ หมดเวลาสัมภาษณ์แล้ว เราจะประกาศผลผ่านอีเมลให้คุณทราบภายในสามวันนะครับ ขอให้คุณโชคดี ...เชิญ”
สิ้นประโยค เขาผายมือเชิญให้ชินสือออกไป แล้วกดสัญญาณบอกให้ผู้สัมภาษณ์คนต่อไปเข้ามาได้
ขณะชินสือผ่านประตูออกไป มีพนักงานบริษัทคนหนึ่งเดินสวนเข้ามาพอดี บังเอิญเขาเหลียวไปมองโดยไม่ตั้งใจ ก็พบกับสีหน้าของกรรมการทั้งสี่ที่คล้ายกับกลัดกลุ้มเอามาก ๆ
“...?”