ชินสือพิจารณาอีกฝ่าย
พวกเขาน่าจะคือกลุ่มคนที่หัวเราะคิกคักด้านหลังเมื่อครู่ ชินสือจำเสียงคนพูดได้ขึ้นใจ เจ้าของเสียงคือคนที่เคยแอบนินทาเขาเมื่อครั้งก่อน ว่าอับอายแทนบริษัทที่รับคนอ้วนอย่างเขาเข้ามาทำงาน และคนคนนั้นก็น่าจะเป็นคนที่ขณะนี้ยังจ้องมองเขาไม่วางตา ส่วนคนข้าง ๆ ก็คือตัวประกอบชายก่อนหน้ากับอีกสองคนไม่คุ้นหน้าคุ้นตา
ชินสือแอบคิด คนจำพวกเดียวกันก็ช่างเฟ้นหากันจนเจอจริง ๆ
หน้าตาพวกเขาไม่มีพิษไม่มีภัย แต่นิสัยกลับไม่น่าคบหา
ลี่ถิงยิ้มบอก “ใช่แล้วค่ะ พวกเรากำลังชวนคุณชินสือไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันน่ะ”
ชายคนคนนั้นพูด “งั้นชวนพวกเราไปกินด้วยสิครับ แต่ผมขอเสนอว่าเพื่อเห็นแก่คนตง เราควรเปลี่ยนไปกินบุฟเฟ่ต์กันดีกว่านะครับ คุณตงจะได้กินให้จุใจไงล่ะ”
ชินสือยิ้มแห้ง ชัดว่าอีกฝ่ายพูดแดกดันตนเอง แต่เขาไม่ใช่คนประเภทชอบเอามือไปจุ่มกับเชื้อราในหนองน้ำให้สกปรกสักหน่อย
ลี่ถิงปฏิเสธ “อย่าดีกว่าค่ะ วันนี้พวกเราตกลงกันว่าจะกินมื้อเที่ยงที่ห้องอาหารของบริษัทน่ะค่ะ”
พนักงานชายคนเดิมว่า “ห้องอาหารของบริษัทงั้นเหรอครับ... ที่นั่นแพงกว่าข้างนอกอีกนี่ครับ” เขาสบตาชินสือ พลางพูดต่อ “แล้วคุณตง...จะไหวเหรอครับ”
ชินสือฉุกใจ มิน่าล่ะ พักหลัง ๆ ถึงมีแต่คนเหล่มองห่อผ้าเขา อันที่จริงสวนหย่อมด้านหลังก็ไม่ใช่ของเขาคนเดียวเสียเมื่อไร หากใครบังเอิญมาเห็นเข้าตอนเขากินขนมปังถั่วแดงก็คงไม่แปลก และหากใครสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นว่าเขาอยู่ที่นั่นพร้อมกับอาหารเดิม ๆ เป็นประจำทุกเที่ยง
เขาตัดสินใจ ยังไงเรื่องนี้คงต้องพูดให้ชัดเจนไปเลย ก็มันเป็นความจริงที่เขาไม่มีเงินนี่นา
ขณะชินสือเริ่มขยับริมฝีปาก พลันมีเสียงแทรกขึ้นอีกครั้ง
“คุยอะไรกันอยู่น่ะ ดูน่าสนุกเชียว” น้ำเสียงนี้ทำให้กลุ่มพนักงานชายสะดุ้งโหยง
ชินสืออดคิดไม่ได้ ว่าวันนี้อะไร ๆ ก็ดูจะติดขัดไปหมดเลยแฮะ เขาเหลียวหน้าไปตามทิศทางของเสียงพร้อมกับทุกคน
ทันใดนั้น ทั้งหมดพลันค้อมศีรษะลงทันที
เจ้าของเสียงคือโหย่วหยาง เธอไม่แลมองกลุ่มพนักงานชายสักนิด สายตาพุ่งตรงไปยังชินสือคนเดียว เหล่าพนักงานชายเห็นดังนั้นก็เลิ่กลั่กทำอะไรไม่ถูก
โหย่วหยางมองชายหนุ่มหน้าตาพริ้มเพราสะอาดสะอ้าน “คุณตงคงสบายดีสินะ”
ชินสือยิ้ม “ครับ”
โหย่วหยางมองหญิงสาวทั้งสาม ปรายตามองกลุ่มผู้ชายเล็กน้อย “พวกเธอไปทำงานเถอะ”
ทั้งหมดตอบรับพร้อมกัน จากนั้นจึงค่อยแยกย้าย
หญิงวัยกลางคนกลับมาสนใจชินสืออีกครั้ง
ชินสือสัมผัสได้ว่าคนตรงข้ามกำลังมองประเมินมาที่ตน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแสดงท่าทีคงเดิม ทั้งนอบน้อมและสุภาพ “คุณโหย่วหยางต้องการสั่งงานผมหรือเปล่าครับ”
โหย่วหยางสะดุดใจกับเด็กหนุ่มที่ไม่มีท่าทีประหม่าแม้แต่น้อย ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นคนเด็ดเดี่ยวไม่เบา แต่ขณะเดียวกันก็มีความอ่อนน้อมถ่อมต้นด้วยเหมือนกัน “คุณเป็นคนดูมีความมั่นใจดีนะ”
ชินสือไม่ได้มีความมั่นใจอะไรเลย เขาเพียงยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเท่านั้นเอง สุดท้ายผลจะเป็นอย่างไรขอแค่เขาได้ยืดอกอย่างภาคภูมิก็พอ “ไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ”
โหย่วหยางได้แต่มองด้วยสีหน้าพออกพอใจ ก่อนจะหมุนตัว พลางบอก “ตามมาสิ”
ชินสือก้าวขาตามพร้อมกับความคิดพินิจพิเคราะห์ เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ตอนที่โหย่วหยางยืนเบื้องหน้า แม้สายตาจะนิ่งเฉย แต่ก็ไม่ว่อกแว่กสักนิด ซ้ำยังเลื่อนสายตาปราดเปรียวมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าไปหลายที หากเขาเดาไม่ผิด เธอคงต้องการพูดกับเขาเรื่องรูปร่างอัปลักษณ์นี้แน่นอน
ชินสือน้ำตาตกในเดินตามหลังเธอ อดคิดในใจไม่ได้ว่า สิ้นเดือนนี้ฉันก็จะลาออกเองอยู่แล้วนะ อย่ากดดันกันไปมากกว่านี้สิ...
ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ บนโต๊ะทำงานมีป้าย รองประธาน ตั้งไว้
“นั่งสิ” เธอบอก
ชินสือนั่งลงตัวเกร็ง ไร้คำกล่าวใด ๆ
โหย่วหยางเขม้นมอง สายตาเธอราวกับทิ่มทะลุไขมันไปถึงตับไต
“คุณตง คุณหนักเท่าไรเหรอ”
เริ่มแล้วสินะ!
ชินสือตอบเสียงเรียบ “หนึ่งร้อยสิบห้ากิโลครับ”
“ส่วนสูงล่ะ?”
ชินสือบอก “หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซ็นครับ”
โหย่วหยางสีหน้าเคร่งเครียด พึมพำเสียงเบา “ในข้อมูลของบริษัทบกพร่องตรงนี้เองสินะ คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าจะมีคนรูปร่างสมบูรณ์มาสมัครงาน เราเลยไม่ได้ระบุตรงส่วนนั้นเอาไว้”
แม้เธอจะพูดพึมพำจนเหมือนบ่นอยู่คนเดียว แต่ชินสือก็ได้ยินเต็มสองหู และการที่ผู้ดีอย่างเธอเปลี่ยนคำ จาก อ้วน เป็น สมบูรณ์ นั่นก็ทำให้เขาจุกเสียดแน่นหน้าอกไปหมด
ขณะกำลังจะอ้าปาก โหย่วหยางก็หยิบไอแพดข้างตัวขึ้นมา พลางใช้นิ้วปัด ๆ ถามว่า “แต่ละวันคุณกินอะไรบ้างล่ะคุณตง”
ชินสืออึกอัก คิดหาคำตอบน่าพึงใจที่สุด แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ทันใดนั้น โหย่วหยางที่เหมือนกับไม่ต้องการคำตอบแล้วพลันส่งเสียงเฉียบขาด “กล่องข้าวคุณ เปิดมันออกให้ฉันดูทีสิ”
ชินสือผงะ เขาลืมว่าตัวเองยังไม่ทันวางห่อผ้าก็เดินตามอีกฝ่ายมาซะแล้ว
“เปิดมันออก” โหย่วหยางทวนคำ น้ำเสียงเธอไม่หนักไม่เบา แต่ก็จริงจังน่าดู
ชินสือแกะห่อผ้า เปิดกล่องอาหารด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน พอเผยให้เห็นภายใน โหย่วหยางก็ตกตะลึง พูดไม่ออกไปพักใหญ่ เห็นชัดว่าเธอคงรู้สึกอดสูกับเขาไม่น้อย
ชินสือเสียงแผ่ว “ตกใจสินะครับ แต่ผมกินแค่นี้จริง ๆ ครับ”
เธอถาม “ไม่มีอย่างอื่นเลยเหรอ”
ชินสือบอกอย่างขัดเขิน “ไม่มีครับ”
เธอถึงกับเกือบพูดไม่ออก “คะ คุณทานมื้อเที่ยงแค่นี้?”
ชินสือหลบตา “ผมไม่มีเงินครับ”
โหย่วหยางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น “แล้วเช้ากับเย็นล่ะ”
ชินสือบอกอย่างน่าสงสาร “ตอนเช้าผมกินแค่น้ำเต้าหู้ครับ ตอนเที่ยงก็อย่างที่คุณโหย่วหยางเห็น แต่ระหว่างวันผมก็กินลูกอมหรือขนมขบเคี้ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง ส่วนตอนเย็นจะเป็นข้าวกับเต้าหู้ผัดน้ำมัน ไม่ก็มันต้มกับข้าวโพดซะส่วนใหญ่ครับ”
เธอถามทันควัน “แล้วมันทำให้คุณอิ่มหรือเปล่า”
ชินสือส่ายหน้า “อิ่มบ้างไม่อิ่มบ้างครับ”
เรื่องที่ได้ยินทำโหย่วหยางถึงกับลืมตัว เธอนวดขมับเบา ๆ เหมือนว่าต้องการผ่อนคลาย ก่อนโพล่งถาม “แล้วแต่ละวันคุณทำอะไรบ้าง ได้ออกกำลังกายไหม”
ชินสือชะงัก นี่มันออกจะส่วนตัวเกินไปแล้ว แม้เขาจะอ้วน แต่ก็ไม่ควรมีใครมาถามละลาบละล้วงจนไม่เหมาะสมอย่างในตอนนี้
“เอ่อ...ถ้าคุณไม่ชอบที่ผมอ้วน ผมตัดสินใจแล้วว่าสิ้นเดือนนี้....”
ได้ยินประโยคขึ้นต้นจากอีกฝ่าย สติโหย่วหยางกลับคืนฉับไว ชินสือยังพูดไม่ทันจบ เธอก็รีบเอ่ยแก้ตัวแทรกขึ้น “ใครบอกว่าฉันไม่ชอบที่คุณอ้วนกัน” เห็นชัดว่าสีหน้าเธอแปรเปลี่ยน “ฉันคงเสียมารยาทมากสินะ อย่าถือสาฉันเลยนะคุณตง” น้ำเสียงพลันอ่อนลงด้วยเช่นกัน “ฉันต้องขอโทษคุณจริง ๆ ที่ก้าวก่าย”
ชินสือมองพิจารณาเธอ รอยยิ้มเจือจางเริ่มปรากฏบนใบหน้า “ผมไม่เคยออกกำลังกายเลยครับ วันหนึ่งผมแทบจะไม่ขยับตัวเลยด้วยซ้ำ” เขาหัวเราะเสียงเบา “เพราะผมขยับทีไรก็หิวทุกทีเลยครับ”
โหย่วหยางหมดคำพูด ความจริงแล้วอาหารแค่นั้นไม่เพียงพอต่อร่างกายเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่มีแต่คาร์โบไฮเดรตให้พลังงานสูง แถมยังกินเกินความจำเป็น พอไม่ออกกำลังกายรวมถึงไม่ขยับกล้ามเนื้อ ส่วนเกินของพลังงานจึงถูกเก็บสะสม เมื่อนานวันเข้าระบบเผาผลาญกลายเป็นทำงานไม่ปกติ จากนั้นก็ปรับสภาพเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน ส่งผลให้เขาน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“แล้วสุขภาพร่างกายคุณเป็นยังไงบ้างล่ะ หน้ามืด เหนื่อยง่าย หรือหายใจลำบากบ้างหรือเปล่า”
พอได้ยินคำถามในเชิงเป็นห่วงก็เริ่มใจชื้นขึ้นมา อดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายคงปรารถนาดีกับตนนั่นเอง ชินสือขบคิดสักพัก ก่อนตอบ “ก็มีบ้างนะครับ แต่ไม่บ่อยหรอกครับ ส่วนมากผมจะปวดเข่าปวดขามากกว่า”
โหย่วหยางมองสำรวจ ก่อนจะแบมือออก “ส่งอาหารคุณมาให้ฉันเถอะ ตั้งแต่วันนี้ไปอาหารทุกมื้อของคุณฉันจะเป็นคนจัดการเอง”
ชินสือร้อนรน “อย่าเลยครับ รบกวนคุณโหย่วหยางเปล่า ๆ อย่าสงสารผมเลยครับ”
ไหน ๆ สิ้นเดือนนี้ผมก็จะลาออกอยู่แล้ว อย่าเป็นภาระคุณเลยครับ
โหย่วหยางยิ้ม “อาจดูเหมือนฉันทำเพื่อคุณนะคุณตง แต่ความจริงมันก็แค่ส่วนหนึ่ง ฉันไม่ได้สงสารคุณเลย... ฉันมีจุดประสงค์มากกว่านั้น”
ชินสืองุนงง “อะไรนะครับ?”
โหย่วหยางยิ้มกว้าง แย่งกล่องอาหารชินสือมาไว้กับตัว “ยังไงฉันก็ต้องชนะ”
ชินสือ “...?”