Souffle

1787 Words
ขณะโต้ตอบกันไปมา เอริคไม่รู้เลยว่าตนเองแสดงสีหน้าท่าทางอย่างไร ทั้งยังกล่าวหยั่งเชิงโหย่วหยางต่อว่า “คุณป้ากำลังทำอะไรอยู่หรือเปล่าครับ ระหว่างคุณป้ากับเขา...มีความลับปิดบังผมไว้ใช่ไหมครับ” สีหน้าโหย่วหยางเปี่ยมไปด้วยความรื่นรมย์ ยามนี้เธอไม่อยากกวนน้ำให้ขุ่นเลยจริง ๆ ราวกับย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่หลานชายยังเป็นเด็ก ๆ “เธอกลัวแพ้ป้าล่ะสิเอริค” อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด สิ่งที่เอริคกลัดกลุ้มอยู่ในใจก็คือเรื่องของ ตงชินสือ นี่เอง เอริคหน้านิ่วโดยไม่รู้ตัว “เปล่านี่ครับ.. ถ้าคุณป้าไม่บอกก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าถ้าให้พนักงานฝึกหัดที่มีรูปลักษณ์แบบนั้นอยู่ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ต่อคงไม่เหมาะสมเท่าไร ผมเลยตัดสินใจจะให้เขาย้ายตำแหน่งครับ” พอต่อประโยคกันอย่างลื่นไหลโหย่วหยางก็ลืมตัวไปชั่วขณะ โพล่งถามตามความรู้สึกจริง ๆ ออกไป “ย้ายตำแหน่ง? แล้วจะให้ใครไปแทนตำแหน่งเขากันล่ะ ที่เรารับสมัครพนักงานก็เพราะขาดตำแหน่งประชาสัมพันธ์นะเอริค” เอริคตอบทันควัน “ใครก็ได้นี่ครับ แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ เราก็เปิดรับสมัครพนักงานเพิ่มอีกหนึ่งอัตราก็ได้นี่ครับ” โหย่วหยางปวดศีรษะ “ทำไมเธอถึงต้องทำเรื่องให้มันยุ่งยากขนาดนั้นด้วยล่ะ แล้วจะย้ายเขาไปตำแหน่งอะไรกัน ป้ารู้ว่าเธอไม่ชอบเขา แต่...” “เลขาครับ” เอริคบอกทันควัน “คุณป้าก็รู้ว่าผมไม่เคยมีตำแหน่งนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว อีกอย่างผมกับคุณป้าก็ยังอยู่ในช่วงแข่งขันกัน ดังนั้นเพื่อความสบายใจ ผมเลยคิดว่า...” เอริคหยุดพูดกะทันหัน เมื่อครู่ราวกับโดนผีเจาะปาก จู่ ๆ ริมฝีปากก็เม้มสนิท นัยน์ตาดำขลับกลับมานิ่งสนิทดังเดิม ตั้งแต่เล็กจนโต เอริคอยู่กับโหย่วหยางมากกว่าพ่อกับแม่ของตัวเองเสียอีก รู้ดีว่าโหย่วหยางเป็นคนอย่างไร เธอมักเห็นเขาเป็นเด็กที่ไม่ยอมโต จึงชอบแกล้งเพียงเพราะต้องการเห็นท่าทีกระเง้ากระงอดของเขา ถึงเขาจะไม่ชอบ แต่ก็ต้องอดทน คงเป็นเพราะมีใครบางคนเคยสร้างบทเรียนให้เขาจำจนขึ้นใจ และประสบการณ์ที่ผ่านมาเหล่านั้นได้สั่งสอนเขาเป็นอย่างดี หากไม่อยากโดนตีตัวออกหาก มีแต่ต้องเชื่อฟัง ไม่สร้างความรำคาญใจ ไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องผิดหวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เวลานี้เขาต้องเข้มแข็ง ห้ามแสดงความอ่อนไหวให้ใครเห็นเด็ดขาด เขาจะไม่ปล่อยให้ป้าคนนี้...หรือใครก็ตาม มาคอยหลอกล่อ...เย้าแหย่ให้เขาต้องร้องไห้เสียใจเหมือนเมื่อตอนเป็นเด็กอีก พอบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ด้วยสายเลือดผู้บริหารอย่างโหย่วหยางพลันตีหน้าขรึม เข้าสู่โหมดจริงจัง เธอสบสายตากับเอริคเงียบ ๆ นำคำพูดเขาเข้าสู่กระบวนการคิดทันที ประการแรก ชินสือยังต้องควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด และอาหารที่เขากินล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทไวทัล ไวบ์ทั้งนั้น หากอยู่ใกล้กับเอริค ไม่นานคงถูกจับสังเกตได้ ประการที่สอง ชินสือยังต้องออกกำลังกายตามตารางอย่างสม่ำเสมอ คงไม่ดีนักหากต้องเลิกงานไม่เป็นเวลาเหมือนกับเอริค ทันใดนั้น โหย่วหยางพลันฉุกคิดได้ “เธอลืมไปหรือเปล่าเอริค ว่าอีกสองเดือนข้างหน้าเธอต้องไปเรียนรู้งานที่ฝรั่งเศสสามเดือน แล้วจะให้เขามาเป็นเลขาเธอทำไมกัน” เอริคอิ่มแล้ว เขาจับผ้าเช็ดมือถูซอกนิ้วด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ผมบอกคุณป้าแล้วยังไงล่ะครับ เขาเป็นแบบนั้นจะให้อยู่ตำแหน่ง ประชาสัมพันธ์ได้ยังไงกัน ถึงผมไม่อยู่ แต่ก็ควรวางเขาไว้ในที่เงียบ ๆ ให้พ้นสายตาคนอื่น...ไม่ดีกว่าเหรอครับ” โหย่วหยางชาวาบ สมองมึนงงไปหมด นี่มันตรรกะบ้าบออะไรกัน! แต่พอคิดย้อนกลับไป เมื่อตอนเป็นเด็กเอริคก็มักจะเป็นคนไม่มีเหตุผลแบบนี้เสมอ หัวแข็ง เอาแต่ใจ ติดใจใครแล้วก็จะจดจ่ออยู่แต่กับคนนั้น และความจริงนี่ก็ควรเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาในแบบที่โหย่วหยางอยากเห็นมาโดยตลอด แต่มันยังไม่พอ อย่างไรก็ตาม อารมณ์ที่เอริคแสดงออกขณะนี้มีไว้สำหรับอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ ตงชินสือ เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะแสดงออกมาได้ตามใจต้องการมากกว่า แต่การที่เขาเอาแต่ใจแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอผู้เป็นป้าอดคิดถึงอดีตไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าต่าง ๆ หรือรอยยิ้มที่หายไปนานกว่าสิบปี “ได้สิ...ตามใจเธอแล้วกัน” ในที่สุดโหย่วหยางก็ยินยอม แต่ใครจะรู้ เธอก็แค่ไหลตามน้ำไปก่อน แล้วรีบเปลี่ยนประเด็นทันที สิ่งที่เธออยากพูดคุยไม่ได้มีแค่เรื่องนี้สักหน่อย ยังมีเรื่องอื่นอีกเยอะแยะที่เธออยากฟังจากปากหลานชาย “แล้วเรื่องงานล่ะ เป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้เธอมีไอเดียใหม่ ๆ ให้ฝ่ายวางแผนช่วยวิเคราะห์บ้างหรือเปล่า” เอริคแววตาไร้อารมณ์ “ไม่มีครับ” สิ้นเสียง เขาวางผ้าเช็ดมือ สีหน้าไม่อาจคาดเดา และไม่กล่าวคำใดอีก โหย่วหยาง “...” หลายวันผ่านไป อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะครบสองเดือนที่ชินสือเป็นพนักงานฝึกหัด ไม่ทันไรเรื่องการย้ายตำแหน่งของเขาก็แพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่าจรวด ระหว่างมองชินสือเก็บเอกสารและของใช้สำนักงานใส่กล่อง หว่างคิ้วของลี่ถิงเต็มไปด้วยความขุ่นข้อง ชินสือมองเธอแวบหนึ่ง พอเห็นสีหน้าแบบนั้นก็อดที่จะเย้าแหย่สักหน่อยไม่ได้ “คุณอย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ ผมไม่ได้จะลาออกสักหน่อย” ลี่ถิงเป็นกังวล “คุณอยู่ใกล้กับท่านประธานขนาดนั้นจะไม่ให้ฉันเป็นห่วงได้ยังไงล่ะคะ ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านเป็นคนน่าอึดอัดและซีเรียส แค่ไหน ฉันกลัวว่าคุณจะลาออกก่อนครบกำหนดทดลองงานน่ะสิไม่ว่า” ชินสือขบคิด ไม่มีใครรู้จักตัวตนของเอริคเลยสักนิด ท่านประธานแสนเย็นชาตัวจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ใคร ๆ คิดสักหน่อย แถมยังน่ารักออกขนาดนั้น ลี่ถิงโบกมือตรงหน้าชินสือ “เป็นอะไรไปคะคุณชินสือ” ชินสือดึงสติกลับมา ยิ้มบอก “อย่าเป็นห่วงไปเลยครับ ผมเคยคุยกับเขาครั้งสองครั้ง คิดว่าเขาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ทุกคนเห็นหรอกครับ แล้วคุณจำไม่ได้เหรอครับว่าผมยังเคยขับรถไปส่งเขาด้วยครั้งหนึ่ง” ลี่ถิงสบายใจขึ้นเปลาะหนึ่ง “นั่นสินะคะ” แต่ในใจลึก ๆ เธอรู้สึกเสียดายมากกว่า ที่จู่ ๆ จะไม่ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชินสือทุกวันอีกแล้ว สุดท้ายก็ได้แต่ระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ...” ชินสือหัวเราะ “คุณลี่ยังสาวอยู่เลยนะครับ อย่าทำเหมือนเป็นคนแก่ที่กำลังจะหมดแรงสิครับ” ลี่ถิงเท้าคาง สีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน “ฉันอาจจะแก่แล้วจริง ๆ ก็ได้ค่ะ” ชินสือหัวเราะ อย่างไรก็ตาม ในใจลึก ๆ เขาอยากเก็บตัวตนของเอริคไว้เพียงคนเดียวมากกว่า และอยากให้เป็นความลับที่มีแค่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ขณะชินสือยกกล่องไปยังลิฟต์ เสียงซุบซิบของพนักงานดังไม่ขาด ทั้งแววตาของทุกคนก็ดูมีเลศนัย ถึงจะมีคนบางกลุ่มเป็นแบบนั้น แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่เลือกจะพูดออกมาดัง ๆ โดยไม่สนใจใคร “ตำแหน่งเลขาท่านประธานไม่เคยมีมาก่อนเลยนะ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนใครบางคนถึงได้ตำแหน่งนี้มาง่าย ๆ” “นั่นสิ ดูจากหน้าตาแล้วก็คงประจบสอพลอเก่งนั่นแหละ” “งานเลี้ยงครั้งที่แล้วเขาก็ขับรถไปส่งท่านประธานด้วยนี่นา ยังเป็นแค่พนักงานฝึกแท้ ๆ มักใหญ่ใฝ่สูงจังแฮะ” คำพูดเหล่านั้นผ่านหูชินสือกระทั่งเขาหยุดอยู่หน้าลิฟต์ ขณะประตูลิฟต์เปิดออก ทันใดนั้นก็ปรากฏชายร่างสูงหน้าตาแสนธรรมดา มีดีก็แค่พอมองโดยรวมแล้วนับว่าใช้ได้เท่านั้น ในมือเขายกกล่องลังหนึ่งไม่ต่างจากชินสือ ส่วนสีหน้าแลดูสลับซับซ้อนยิ่ง ชินสือรับรู้ สถานการณ์ได้ในทันที จากที่ยืนนิ่งไม่สนใจคำพูดใคร กลายเป็นเริ่มกระสับกระส่ายขึ้นมาบ้างแล้ว คนคนนี้ชื่อ เซียวจินหมิง ตำแหน่งพนักงานขาย ฝ่ายการตลาด ที่ชินสือจำเขาได้ทันทีด้วยเหตุเพราะก่อนหน้านี้จินหมิงมักพูดเสียดสีเขาอยู่เป็นอยู่ประจำนั่นเอง ใช่แล้ว เขาคือคนที่อับอายแทนบริษัทที่รับชินสือเข้ามาทำงาน แล้วยังเป็นคนเดียวกันกับที่บอกว่าหากชินสือไปกินมื้อเที่ยงด้วยก็ควรเปลี่ยนไปกินบุฟเฟ่ต์จะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ชินสือกลับไม่ค่อยกล้าสู้หน้าเขา ปกติอีกฝ่ายก็ดูจะไม่ชอบตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาตอนนี้ต้องสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันอีก เดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเกลียดเขาน่าดู ชินสือยิ้มแห้ง สีหน้าตอนนี้คงดูตลกมาก “สวัสดีครับ” “...” จินหมิงเบือนหน้า หลบตา ขณะเดินผ่าน กลับมีเสียงแผ่วเบาเล็ดลอดในลำคอ “สะ สวัสดี” เอ๊ะ?! ชินสือชะงัก สีหน้างุนงง ท่าทีแบบนี้ของอีกฝ่ายช่างคาดเดาได้ยากจริง แต่ช่างเถอะ ใช่ว่าเขาอยากจะย้ายตำแหน่งสักหน่อย ในเมื่อเป็นแค่พนักงานฝึกหัด อย่างไรก็ต้องทำตามคำสั่งเจ้านายโดยไม่มีข้อโต้แย้งอยู่แล้ว ชินสือขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุด วางกล่องสัมภาระไว้บนโต๊ะโล่งซึ่งอยู่หน้าห้องประธานบริษัท จังหวะนั้นพลันมีข้อความดังขึ้น พักหลัง ๆ ข้อความที่เขาได้รับมักจะเป็นโหย่วหยางเสมอ จึงทำให้เดาได้ไม่ยากนัก เป็นดังคาดจริง ๆ โหย่วหยางส่งข้อความกำชับให้เขาควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด สองเดือนนับจากนี้เธอจะไม่ติดต่อมาอีก และให้เขาเก็บความลับนี้ไว้ให้ดี สองเดือน? ทำไมแค่สองเดือนกันล่ะ?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD