ในที่สุดชินสือก็จำยอม จับตะเกียบราคาแพงคีบอาหารเข้าปาก ด้วยความที่ตะเกียบสุดหรูคู่นี้ทำจากไม้แข็งเนื้อดี เมื่อคีบอาหารจึงไม่ต้องใช้แรงที่ข้อนิ้วมากนัก แถมยังคีบได้อย่างแม่นยำอีก จนอดนึกถึงตะเกียบเก่าแก่ในบ้านที่เอาไปขายไม่ได้
ชินสือว่า “ตะเกียบราคาแพงมันดีอย่างนี้เองสินะครับ”
เอริคบอกอย่างไม่สนใจ “ถ้านายชอบก็เอาไปสิ ฉันยกให้”
ชินสือเบิกตากว้าง น้ำเสียงลนลาน “ปะ เปล่านะครับ ผมไม่อยากได้สักหน่อย เดี๋ยวพอทานเสร็จ ผมจะเอากลับไปทำความสะอาดอย่างดี แล้วพรุ่งนี้จะเก็บไว้ที่เดิมให้คุณนะครับ”
เอริคพูดด้วยน้ำเสียงไม่เปลี่ยน “ตามใจนายสิ”
ระหว่างที่ทั้งสองกินอย่างเอร็ดอร่อย อาหารในกล่องเริ่มร่อยหรอไปทีละอย่างสองอย่าง ผ่านไปสักพัก ในที่สุดก็เหลืออกไก่อบสมุนไพรเพียงชิ้นเดียว ชินสือตาไวมาก พุ่งตะเกียบหมายคีบเนื้อไก่ชิ้นสุดท้ายเดี๋ยวนั้น ปลายตะเกียบใกล้จะแตะชิ้นเนื้ออยู่แล้วเชียว ทันใดนั้นกลับถูกสกัดออกด้วยตะเกียบซีดในพริบตา ตะเกียบซีดเลยได้จังหวะ รีบคีบชิ้นไก่ขึ้น ทว่าจู่ ๆ ก็ลื่นหล่นกลางอากาศ สุดท้ายตะเกียบสีฟ้าคว้าฉับ คีบเข้าปากทันควัน
ชินสือเคี้ยวตุ้ย ๆ
ตะเกียบซีดหักดัง ปัก! เป็นสองท่อน
ชินสือเสียวสันหลังวาบ
ทั้งสองกินอาหารจนหมด ทว่าบรรยากาศกลับคุกรุ่น สองคู่สายตามองกล่องอาหารว่างเปล่าเป็นตาเดียว
ชินสือดูดปลายตะเกียบ พูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้ผมจะทำอาหารมาอีกชุดนะครับ”
เอริคสีหน้าอึมครึม ชินสือแอบลอบมองเขา ในที่สุดเอริคก็พูดขึ้น “ก่อนนายจะชวนฉันกินข้าว นายไม่รู้หรือไงว่าตัวเองทำอาหารมาแค่พอกินอิ่มท้องคนเดียว แล้วนายก็กินเก่งขนาดนี้ ฉันจะไปกินทันนายได้ยังไงกัน!”
ชินสือเคอะเขิน พูดไม่ออกไปพักหนึ่ง คนโมโหหิวเป็นแบบนี้นี่เอง เขาพูดอย่างใจเย็น “เอ่อ...ตอนผมเปิดกล่องอาหาร คุณก็เห็นนี่ครับว่ามีแค่นี้ ใครจะไปรู้กันล่ะว่าอยู่ ๆ ผมจะนึกชวนคุณขึ้นมา”
เอริคสีหน้าไม่พอใจชัดเจน ผ่านไปสักพัก ถึงจะกินไม่อิ่ม แต่พอมีอะไรลงท้อง หนังตาก็เริ่มหย่อนอย่างช่วยไม่ได้ เขาจึงไม่พูดอะไรต่ออีก
ชินสือเห็นเขาเงียบไปก็ชำเลืองมอง แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้น นี่คุณยังเป็นเด็กอนุบาลอยู่หรือไงกัน กินแล้วก็ต้องนอน ไม่ได้ดั่งใจก็โมโหตาเขียว
ชินสือเอ่ยเสียงเบา “ท่านประธาน...กินแล้วนอนไม่ดีต่อสุขภาพนะครับ”
เอริคไม่มีทีท่าว่าจะตอบ ทันใดนั้น น้ำหนักตัวก็ถูกทิ้งลงบนตักชินสือ
ชินสือเลิ่กลั่ก ขณะมองหาหมอนอิง อีกฝ่ายก็พูดขึ้น “สิบนาที... ช่วยอยู่แบบนี้สิบนาทีก็พอ”
ชินสือใจอ่อนยวบ เดิมเคยมีแต่หญิงสาวหน้าตาสะสวยคอยออดอ้อน ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนคอยเกาะแกะเหมือนกับคนคนนี้มาก่อน พอคิดถึงตรงนี้ จู่ ๆ ภาพเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็ผุดขึ้นในความทรงจำ ชินสือจึงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว
“ยิ้มอะไร!”
“...เปล่าครับ”
ก็เห็น ๆ อยู่ว่าเอริคปิดตาไปแล้ว แต่ทำไมถึงรู้ว่าชินสืิอกำลังยิ้มได้ล่ะ
ขณะนี้ชินสือได้แต่พิจารณาเขา มองอย่างไรก็ไม่รู้สึกเบื่อ รูปร่างได้สัดส่วนน่าอิจฉา ช่วงแขนขาเพรียวยาว คิ้วและขนตาดำเข้ม ตอนหลับตาใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา
แตกต่างจากตอนลืมตาอย่างกับคนละคนแน่ะ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ชินสือกลับคิดหาเหตุผล ทำไมความคิดและความรู้สึกเขาถึงไม่เคยรังเกียจเอริคเลยสักครั้ง ทั้งที่การมีผู้ชายตัวโตที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดเลยมานอนหนุนตักอยู่อย่างนี้ควรต้องรีบปฏิเสธมากกว่า แต่เขากลับไม่อยากปฏิเสธ แถมยังมีแต่จะยิ่งเอ็นดูได้อย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย แล้วไหนจะกลิ่นหอมจากตัวอีกฝ่ายที่ทำให้เขารู้สึกเบาสบายนี่อีก
ชักไม่ดีแล้ว!
พอได้อยู่แบบนี้นานเข้าลมหายใจพลันติดขัดไม่รู้ตัว กลิ่นหอมสดชื่นทำร่างกายชินสือร้อนวูบวาบ จู่ ๆ หัวใจก็เต้นไม่เป็นจังหวะ ภาพในความทรงจำแวะเวียนเป็นฉาก ๆ ผิวขาวเรียบเนียน ห***มเด่นชัด กล้ามท้องเป็นลอนแน่นตึง เอริคตอนเปลือยท่อนบนช่างงดงามจนไม่อาจลืมได้เลยจริง ๆ
อยากเห็นแผงอกนั่นอีกครั้งจังแฮะ
เวลาผ่านไป
ชินสือผุดเหงื่อซึม แต่ไม่กล้ากระดุกกระดิก นัยน์ตาสีน้ำตาลมองใบหน้าอีกฝ่ายเนิ่นนาน ท่ามกลางความเงียบ จู่ ๆ กลับรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างน่าประหลาด ราวกับเคยเห็นใบหน้าไร้เดียงสาแบบนี้จากที่ใดมาก่อน
ฉับพลันเอริคลืมตาโพลง สองสายตาจึงสบประสานในทันที
ชินสือใบหน้าแดงก่ำ ผลักศีรษะเขาออกจากตักทันควัน จากนั้นก็ลุกพรวด พูดลิ้นแทบพันกัน “ผะ ผมขอตัวก่อน!”
เอริค “...”
วันต่อมา ชินสือทำอาหารเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว เขาไม่ห่วงเรื่องนี้เลยสักนิด เพราะไหน ๆ วัตถุดิบเหล่านี้ก็ได้มาฟรี ๆ อยู่แล้ว ซ้ำยังเป็นของคนที่กินกับเขาอีก ยิ่งต้องใส่ใจลงไปเพื่อเป็นการตอบแทน
ทว่า....
เอริคเปิดกล่องอาหารที่นำมาด้วยเช่นกัน ภายในมีข้าวสวย หมูหัน หมูสามชั้นผัดน้ำมัน เต้าหู้ทอด หมูทอดซอสเปรี้ยวหวาน กับซุปข้าวโพด ข้าง ๆ มีซาลาเปา เกี๊ยวกรอบ ช็อกโกแลต ขนมขบเคี้ยว ลูกอม และขนมปังถั่วแดง
ชินสือเกือบทำสติหลุดลอย น้ำลายสอเต็มปากเสียอย่างนั้น เขาไม่ได้ลิ้มรสขนมปังที่ชื่นชอบมานานแล้ว พอได้กลิ่นหอมของน้ำมันโชยกรุ่นก็ยิ่งเกิดอาการตาลายทันที
เอริครู้ว่าเขากำลังข่มใจ “ฉันเอามาให้นาย... ส่วนกล่องอาหารของนาย ...ฉันจะกินเอง”
ชินสือข่มกลั้น “คุณแกล้งผมเหรอครับ”
เอริคว่า “เปล่านี่ ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าฉันเป็นคนจิตใจดี เมื่อวานนายชวนฉันกินด้วยกัน แล้ววันนี้ก็ยังทำอาหารมาเผื่อฉันอีก ฉันก็เลยอยากมอบน้ำใจเล็ก ๆ ให้เป็นการตอบแทนเท่านั้นเอง”
ชินสือพูด “เมื่อวานผมบอกไปแล้วนี่ครับ ว่ากำลังควบคุมน้ำหนักอยู่ แสดงว่าคุณเห็นผมเป็นคนไม่เอาไหนงั้นเหรอครับ ถึงได้ทำแบบนี้ ผมไม่กินของที่คุณเอาหรอกนะครับ คุณกินเองก็แล้วกัน”
เอริคหน้านิ่ว เข่นเขี้ยวพูด “ฉันเอามาให้นาย นายก็ต้องกิน!”
“ไม่ครับ” ชินสือปฏิเสธ เอื้อมมือจัดสำรับแบ่งแยกอย่างชัดเจน
เอริคเลื่อนอาหารส่วนที่ชินสือจัดไว้กลับไป “ของนาย”
“...” ชินสือไม่ตอบ แต่กลับดันจานที่เต็มไปด้วยแคลอรีออกไปไว้ตรงหน้าอีกฝ่ายเหมือนเดิม
พอชินสือเงียบ เอริคพลันเงียบตามไปด้วย ส่วนมือก็ไม่ขยับอีก.
ในที่สุด ชินสือก็หยิบตะเกียบสีฟ้าลวดลายอ่อนช้อยยื่นให้พร้อมกับสบตาอีกฝ่าย “ตะเกียบหรูคู่นี้ของคุณครับ”
เอริคสีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน ก่อนจะหยิบตะเกียบไม้ซีด ๆ ของชินสือพร้อมกับแยกมันออก “นายใช้ตะเกียบนั่น”
ขณะเอริคกำลังยื่นมือคีบชิ้นปลาต่อหน้าต่อตา ชินสือพลันเลื่อนกล่องอาหารนั้นเข้าหาตัวเอง เอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “คุณห้ามแตะต้องอาหารของผมครับ ผมจะกินอาหารของผม ส่วนคุณก็กินอาหารที่คุณเอามาสิครับ”
สิ้นประโยค ชินสือก็คีบอาหารเข้าปากโดยไม่สนใจ
สุดท้ายเอริคก็ปิดกล่องอาหารของตัวเอง เลื่อนกล่องอาหารอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ ๆ คีบอาหารเข้าปากหน้าตาเฉยเงียบ ๆ
วันต่อมาก็ยังคงเป็นเช่นนั้น เอริคนำขนมกับอาหารที่เต็มไปด้วยแป้งและคาร์โบไฮเดรตมาทุกวัน ส่วนชินสือไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังมองอย่างดูแคลน
อย่างไรก็ตาม ตะเกียบสีฟ้าลวดลายอ่อนช้อยกลับไม่ได้ตั้งโชว์อยู่ในที่ประจำของมันอีกต่อไป เพราะตอนนี้ชินสือพกมันติดตัวพร้อมกับกล่องอาหารจนเป็นของคู่กายไปซะแล้ว
วันนี้ก็ครบสองเดือนพอดีที่ชินสือเริ่มดูแลตัวเองอย่างจริงจัง แม้จะไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าอยู่ดี ๆ น้ำหนักเขาก็คงที่ ไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเหมือนตอนแรกเสียอย่างนั้น
ชินสือมองอาหารบนโต๊ะ นี่ก็เป็นเมนูที่นักโภชนาการทำให้ เพียงแต่เขาขอให้ทำเพิ่มอีกชุดเท่านั้น ขณะกำลังขบคิดหาสาเหตุ ทันใดนั้นเอริคก็นอนหนุนตักเขาเป็นหมอนซะแล้ว
ชินสือเอ่ยอย่างระอา “ผมเคยบอกท่านประธานแล้วนี่ครับ ว่ากินแล้วนอนทันทีจะทำให้อาหารไม่ย่อย อาจเป็นกรดไหลย้อนได้ ดีไม่ดีอาจทำให้อ้วนขึ้นด้วยนะครับ”
เอริคหัวเราะหนึ่งเสียง ก่อนตอบ “เหมือนนายน่ะเหรอ งั้นฉันจะบอกให้ ข้อแรก ฉันแค่พักสายตา ข้อสอง อาหารที่นายทำแทบไม่ให้พลังงานเลยด้วยซ้ำ ข้อสาม ระบบเผาผลาญฉันถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ข้อสี่ ฉันไม่ได้ทำแบบนี้บ่อย ๆ ดังนั้น...”
จู่ ๆ เสียงการอธิบายก็เงียบไป