Tea Break

1411 Words
ชินสือเสียงใส “อะไรต่อครับ ดังนั้น? ทำไมเหรอครับ” เอริค “เปล่า” สิ้นเสียง เขาลุกพรวด “นายไปทำงานได้แล้ว” ชินสือบอก “คุณลืมหรือเปล่า... ผมไม่มีงานทำมาเกือบสามอาทิตย์แล้วนะครับ พอครบหกเดือนผมคงถูกฝ่ายประเมินให้ไม่ผ่านเกณฑ์สมใจคุณแน่นอนครับ” เอริคตาเป็นประกายแวบหนึ่ง ก่อนตีสีหน้าเคร่งเครียด พูดเสียงขรึม “แล้วยังไงล่ะ นายก็รู้ดีว่าตัวเองไม่เหมาะที่จะทำงานกับบริษัทไวทัล ไวบ์ ความจริงนายควรจะลาออกได้ตั้งนานแล้ว ไม่ควรปล่อยให้มีประวัติผลการประเมินไม่ผ่านงานในฐานข้อมูลการสมัครงานของตัวเอง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจริง ต่อให้นายไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครอยากรับนายเข้าทำงานด้วยแน่นอน” อยู่ต่อหน้าชินสือทีไร เอริคเหมือนคนขาดสัมปชัญญะทุกที พูดพร่ำไม่ดูตาม้าตาเรือ ทันใดนั้น ในอกชินสือราวกับถูกทุบด้วยค้อนเหล็ก ต่อให้เอริคเคยพูดไม่ดีกับเขามากเพียงใด แต่ก็ควรมีขอบเขต ครั้งนี้เกินไปจริง ๆ “การที่ผมอ้วนมันดูแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ นั่นสินะครับ ก็เพราะผมเป็นแบบนี้ คุณถึงย้ายตำแหน่งผมให้พ้นจากสายตาคนภายนอกสินะครับ” เอริคหน้าซีดทันตา เขาอ้ำอึ้งไปพักหนึ่ง ขณะกำลังขยับริมฝีปาก ประตูก็ถูกเปิดกะทันหัน “เอริค! บริษัทที่ฝรั่งเศสอยากให้เธอไปเรียนรู้งานที่นั่นให้ไวที่สุด ทางนั้นอีเมลมาว่าถ้าเธอไม่ไปตอนนี้อาจพลาดโอกาสสำคัญ ป้าเลยจองไฟล์ตเครื่องบินให้แล้วล่ะ เฮ้อ... กลายเป็นว่าเธอต้องอยู่ที่นั่นเกือบสี่เดือนเลยเหรอเนี่ย แต่ไม่เป็นไร ช่างเถอะ ทางนี้เดี๋ยวป้าดูแลเอง” โหย่วหยางเข้ามาก็พูดทุกอย่างจนหมด พอหันไปหาหลานชายตรง ๆ ถึงได้สังเกตเห็นว่าชินสือเองก็อยู่ด้วย ซ้ำยังนั่งข้าง ๆ กับเอริค “อ้าว! คุณตง? ตายจริง คุณก็อยู่ด้วยงั้นเหรอ ทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่ล่ะ” ไม่รู้ว่าโหย่วหยางจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศคุกรุ่นก่อนหน้าได้หรือไม่ แต่เธอยังคงสงวนท่าทีอยู่อย่างนั้น ชินสือก้มหน้า พูดเสียงเบา “คุณจะไปฝรั่งเศสนานขนาดนั้นเลยเหรอครับ ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วคุณจะย้ายผมมาเป็นเลขาทำไมกันล่ะครับ” เอริค “...” โหย่วหยางได้ยินเพียงเสียงพึมพำ จึงขยับเข้าไปใกล้ โน้มหน้าลงเล็กน้อย “หือ? คุณว่ายังไงนะ” ชินสือเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มประดับบนใบหน้า “ไม่มีอะไรครับ คุณโหย่วหยางกับท่านประธานคงต้องการความเป็นส่วนตัวสินะครับ งั้นผมคงไม่อยู่รบกวน ขอตัวก่อนนะครับ” สิ้นประโยค ชินสือเก็บกล่องอาหารใส่ห่อผ้า แล้วออกไป รอจนชินสือปิดประตูสนิท โหย่วหยางจึงพูดกับเอริค “ความสัมพันธ์ของพวกเธอดีกว่าที่ป้าคิดไว้ซะอีกนะ” ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด แต่ตอนนี้สีหน้าเอริคไม่สู้ดีนัก “…เปล่าครับ” โหย่วหยางนั่งลงบนโซฟา “ป้ามาขัดจังหวะหรือเปล่า เมื่อกี้พวกเธอคงไม่ได้ทะเลาะกันหรอกนะ” เอริคก้มหน้า “...เปล่าครับ” โหย่วหยางไม่เห็นสีหน้าเขาแล้ว จึงเดาความคิดไม่ได้ แต่ราวกับมีสัญญาณแจ้งเตือน ตงชินสือมีอิทธิพลต่อเอริคมากกว่าที่เธอคิดไว้ซะอีก อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญต้องมาก่อน “เธอเตรียมตัวด้วยล่ะ” เอริค “...” วันต่อมา เอริคเดินทางไปฝรั่งเศสกะทันหัน ชินสือเคว้งในทันที นอกจากจะไม่มีงานให้ทำแล้ว ตอนนี้ยังเหมือนโดนลอยแพนั่งเปล่าเปลี่ยวบนชั้นสูงสุดของบริษัทเดียวอีก ชินสือนึกถึงเรื่องเมื่อวาน ตลอดมาเขามักเป็นคนใจเย็น ไม่เคยเก็บเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มาใส่ใจ แต่จู่ ๆ ก็เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นได้ ทำไมฉันต้องสนใจเขาขนาดนั้นด้วยนะ ผู้หญิงสวยก็ไม่ใช่ อ่อนโยนยิ่งไม่ใช่เข้าไปใหญ่ ขณะกำลังคิดถึงใบหน้าคมเข้ม ตึกตัก ตึกตัก หัวใจพลันเสียดแน่นเต้นผิดจังหวะ อา...ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ชินสือล้วงออกมากดรับ “สวัสดีครับคุณโหย่วหยาง ผมตงชินสือครับ” “ทำไมต้องมากพิธีขนาดนั้นด้วยล่ะ ฉันรู้ว่าเป็นคุณน่ะสิถึงได้โทร.มา” “จริงสินะครับ...” ในน้ำเสียงชินสือนุ่มน่าฟัง “ตอนนี้น้ำหนักคุณคงนิ่งแล้วสินะ” ชินสือตาโต “คุณรู้ได้ยังไงครับ” “ก็ฉันอยู่กับเรื่องพวกนี้มาตลอดทั้งชีวิต นั่นเป็นเพราะร่างกายคุณปรับสภาวะให้เข้ากับพฤติกรรมจำเจจนเคยชินแล้ว ทำให้อัตราการเผาผลาญลดลงไงล่ะ” ชินสือยิ้มไม่ออก “ผมกินตามที่นักโภชนาการบอกทุกวัน แล้วก็ออกกำลังกายตามโปรแกรมที่คุณไรอันจัดไว้ให้อย่างเคร่งครัด เอ่อ...” โหย่วหยางรู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร “เอาล่ะ สามเดือนกว่าที่เหลือเธอต้องเอาจริงแล้ว” “...? ครับ?” “ทำตามที่ฉันบอกเถอะ แล้วทุกอย่างจะดีเอง” “ครับ...” โหย่วหยางรู้จักนิสัยเอริคดีจึงไม่คิดสนใจ หากเป็นไปตามที่เธอคาดเดา ระหว่างนี้เอริคคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างจริงจังที่ฝรั่งเศสแล้วหายเงียบไปอีกตามเคย ไหน ๆ ชินสือก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ดังนั้น เธอจึงทำการย้ายตำแหน่งชินสืออีกครั้ง คราวนี้เขาถูกย้ายไปเป็นเลขาโหย่วหยางโดยตรง และก็เป็นอีกครั้งที่เสียงซุบซิบนินทาแพร่กระฉ่อน ชินสือไม่นำเรื่องไร้สาระมาคิดมาก สิ่งที่เขาเป็นกังวลมากกว่าคือ เอริคจะรู้เรื่องที่เขาย้ายตำแหน่งแล้วหรือไม่ หรือการย้ายครั้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดเขาเช่นกัน แต่หากไม่ใช่ล่ะ.... ยิ่งคิดก็ยิ่งคล้ายกับสมองจะระเบิดออกมา... ไม่คิดว่าสามเดือนกว่าหลังจากนี้จะเป็นความหนักหน่วงของชินสืออย่างแท้จริง ช่วงก่อนสิ้นฤดูใบไม้ผลิ ชินสือปรับรูปแบบการกินให้เข้ากับสมดุลของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโปรตีน เน้นอาหารจำพวกกากใย ควบคู่กับการออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ และเร่งการเผาผลาญไปด้วย ฤดูร้อนเดือนที่หนึ่ง น้ำหนักชินสือเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง ต่อจากนี้เขายังต้องทำทุกอย่างควบกับศาสตร์แพทย์แผนจีน ทั้งครอบแก้วเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณ ทั้งฝังเข็มเพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารและม้ามให้ทำงานเป็นปกติ รวมถึงนวดจุดเพื่อช่วยในการขับถ่ายอีก ฤดูร้อนเดือนที่สอง พริบตาเดียวชินสือก็เปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด ทุกวันนี้พนักงานสาว ๆ ในบริษัทรอการมาทำงานของเขาแทบไม่ไหว ลี่ถิงอยากให้เขาเดินผ่านหน้าเคาน์เตอร์ไว ๆ ใจจะขาด อดเสียดายเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ที่ไม่จับเขาให้อยู่หมัดตั้งแต่ทีแรก ตอนนี้ยากพบหน้าแต่ละทีช่างแสนยากเย็น แม้จะอยู่บริษัทเดียวกัน แต่ใช่ว่าจะได้พบหน้าทุกวัน จะมีโอกาสก็แค่ตอนเช้าเท่านั้น ส่วนตอนเย็นเลิกงาน เธอต้องกลับก่อนชินสือทุกครั้งไป ฤดูร้อนเดือนที่สาม ชินสือเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ราวกับถูกสลับตัวอย่างไรอย่างนั้น เขายังทำกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ด้วยช่วงอายุที่พูดได้เต็มปากว่ายังหนุ่มยังแน่น รวมถึงศาสตร์แพทย์แผนจีนและสมุนไพร และที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ทำให้ผิวหนังเขาตึงกระชับตามลำดับ ในที่สุดก็ไม่เหลือเค้าโครงของคนอ้วนท้วนเลยแม้แต่น้อย ตลอดช่วงหน้าร้อนชินสือหมดไปกับการลดน้ำหนัก และตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้รับข่าวคราวหรือติดต่อกับเอริคเลยสักครั้ง ลี่ถิงบอกเขาเพียงว่าทุกปีก็เป็นแบบนี้ เอริคจะเดินทางไปต่างประเทศนานครั้งละสามถึงสี่เดือน และกลับมาพร้อมกับโปรเจคงานใหญ่เสมอ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD