นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงตอนนี้ก็ประมาณหนึ่งเดือนเศษที่ชินสือเข้มงวดกับการดูแลตัวเองตามคำสั่งโหย่วหยาง เขาลูบพุงพลางตบ ๆ ตามความเคยชิน สัมผัสได้ว่าท้องกลมแน่นเริ่มยุบลง ส่วนผิวหนังก็หย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งท้องแขน ต้นขา ไม้เว้นแม้แต่หน้าอก ดูเหมือนคนชราอย่างไรอย่างนั้น
ตามที่ไรอันเคยบอก ช่วงแรกน้ำหนักที่ลดลงมาจากการสูญเสียน้ำและไขมันบางส่วนในร่างกาย ส่วนที่พุงยุบลงก็เนื่องจากการงดกินอาหารจำพวกแป้งและคาร์โบไฮเดรต
ชินสือสำรวจตัวเอง เขายังคงใส่ชุดทำงานขนาดไซซ์เดิมทุกวัน อีกทั้งรูปหน้าเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจนเห็นได้ชัด ดังนั้น หากไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเขามีรูปร่างไม่เหมือนเดิมแล้วก็คงไม่แปลกนัก
“ทำอะไรของนาย!”
เสียงเข้มดังขึ้นจากข้างหลัง ชินสือเพียงหันไปมองด้วยแววตานิ่งเฉย เอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ท่านประธานควรจะแทนตัวผมว่า คุณ ได้แล้วนะครับ ถึงผมจะยังเป็นแค่พนักงานฝึกหัด แต่คุณก็ควรเรียกผมให้เหมาะสมกว่านี้หน่อย”
เอริคอึ้งไปชั่วขณะ จะเอ่ยปากแต่ก็เหมือนคนพูดไม่ออก
ชินสือเห็นอาการเขาก็เพิ่งจะรู้สึกตัว ขณะกำลังจะส่งเสียงอีกครั้ง เอริคก็แค่นเสียงพูดขึ้น “ดี! นายพูดได้ดี ฉันอยากรู้นัก ว่านายจะปากเก่งได้อีกนานแค่ไหน!”
สิ้นประโยค ท่านประธานสุดน่ารักของเขาก็ก้าวขาตึงตังปิดประตูห้องดัง ปัง!
ชินสือพลันรู้สึกว่าหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ ๆ เมื่อครู่เอริคสีหน้าเขียวคล้ำขนาดนั้นก็แปลได้ว่าคงโกรธเขามาก ใจจริงชินสือไม่เกลียดเขาเลยสักนิด ความคิดไม่ชอบสักครั้งก็ยังไม่เคย แต่ถ้าเขาจงเกลียดจงชังตนนัก แล้วทำไมต้องย้ายให้มาเป็นเลขาส่วนตัวด้วยล่ะ
ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ้นเดือนและเริ่มเดือนใหม่ ปลายฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่นขึ้นฉับพลัน
ในที่สุดชินสือก็ได้รู้ การที่เอริคย้ายเขาให้มาอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ไม่ใช่เพราะพิศวาสอย่างที่ใคร ๆ คิด หากแต่เพราะมันคือการกลั่นแกล้งอย่างหนึ่งของเขานั่นเอง
เวลานี้ก็เข้าสู่อาทิตย์ที่สองหลังจากชินสือย้ายตำแหน่งมาเป็นเลขา ตั้งแต่เขามาอยู่ตำแหน่งนี้ก็ไร้ชีวิตชีวาไปโดยปริยาย เขานั่งหงอยเป็นแมวซึม ด้วยสาเหตุเพราะเอริคไม่เคยสั่งงานเขาเลยสักครั้ง ทั้งยังเมินราวกับเขาเป็นธาตุอากาศ ทำอย่างกับเขาไร้ตัวตน เป็นวิญญาณหน้าห้องเสียอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม ชินสือยังคงทำตามคำสั่งโหย่วหยางอย่างเคร่งครัด เขาจำต้องเปลี่ยนตารางออกกำลังกายจากตอนเย็นเป็นตอนเช้าก่อนเริ่มงาน ด้วยเหตุว่ากว่าเอริคจะออกจากบริษัทก็มืดค่ำ พลอยทำให้เขาต้องเลิกงานดึกไปด้วย ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะระหว่างทำงานชินสือเองก็ไม่ต้องพบปะผู้คนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว จึงทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยนัก
แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ภายในห้องไม่มีเสียงตอบรับ ชินสือจึงเปิดประตูเข้าไปโดยพลการ
“มีอะไร!”
เสียงเจ้าของห้องเคร่งเครียด
แม้เขาจะไม่เงยหน้า สายตาจดจ้องอยู่ที่เอกสารบนโต๊ะ แต่ชินสือก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศกะบึงกะบอนรอบ ๆ ตัวคนตรงนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะผุดรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมา
ชินสือโค้งศีรษะ พลางพูด “เรื่องคราวก่อน...เป็นผมที่พูดผิดเอง ขอโทษนะครับท่านประธาน”
ขอโทษแล้วก็ช่างเถอะ แต่น้ำเสียงดันเหมือนไม่สำนึกผิดดังปากว่านี่สิ แถมออกไปทางหยอกล้อมากกว่าด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไมทีกับคนอื่นเขายังทนได้ แต่กับเอริคเขาช่างปากไวนัก ก่อนหน้านี้ก็เหมือนกัน
นั่นทำให้เอริคยิ่งมีสีหน้าดำเขียวเข้าไปใหญ่ ขณะเงยหน้าละสายตาออกจากเอกสาร เตรียมขยับริมฝีปาก พอเห็นแววตาเจือรอยยิ้มไร้เจตนาร้ายของหนุ่มหน้าทะเล้นเข้าก็กลายเป็นกลืนคำพูดลงคอ แต่ไม่วายยังเอ่ยคำพูดเชือดเฉือนออกมา “คุณพูดผิดเรื่องอะไรเหรอครับ เป็นผมเองที่ไม่รู้จักกาลเทศะมากกว่า คำว่า นาย ไม่ควรใช้กับพนักงานอย่างที่คุณพูดจริง ๆ ด้วยครับ”
ชินสือยิ้มแห้ง อยากทุบกะโหลกตัวเองซะเดี๋ยวนี้ ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายแทนตัวเขาว่า คุณ ลงท้ายด้วยคำว่า ครับ แต่ทำไมกลับฟังแปลกพิกล รู้สึกอึดอัดไม่คุ้นชินเหมือนเคย จึงถอนหายใจเบา ๆ พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ค้อมศีรษะเก้าสิบองศา
“เป็นผมที่ผิดเองครับ... ต้องขอโทษจริง ๆ ครับ คุณพูดกับผมแบบเดิมเถอะนะครับ”
เอริคได้ทีก็ยืดตัวกอดอก บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปในพริบตา แต่จู่ ๆ เขาก็ขมวดคิ้ว โพล่งขึ้น “นายไม่สบาย?”
ชินสืองุนงง “...?”
ชินสือเห็นนัยน์ตาดำขลับของเขาพยายามเลื่อนสำรวจมองขึ้นมองลงหลายรอบ ก่อนจะพูดขึ้น “...เหมือนนายจะเปลี่ยนไป หรือว่า...”
พออ่อนข้อให้ เอริคก็ชูคออย่างรวดเร็ว ชินสือพลันรู้สึกว่าเขาน่ารักดี จึงหัวเราะเสียงเบา โบกมือไหว ๆ “เปลี่ยนไปที่ไหนกันล่ะครับ ผมก็ยังเหมือนเดิม” ในที่สุดเขาก็พูดเข้าประเด็น “เอ่อ...ท่านประธานมีงานอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
พอถูกจูงไปเรื่องอื่น เอริคก็คล้อยตามได้โดยง่าย เวลานี้จึงใช้ความคิด เขาทำงานคนเดียวจนเคยชิน อย่างมากก็แค่กระจายงานโดยการส่งอีเมลไปยังแผนกต่าง ๆ แทบไม่เคยสื่อสารกับใครตัวเป็น ๆ เลย
“ตอนนี้ยังไม่มี”
ชินสือว่างมาก ในใจมีคำถามพรั่งพรู สักพักหางตาพลันกระทบกับนาฬิกาบนผนัง จึงเหลียวมองแวบหนึ่ง นี่ก็เที่ยงพอดี เขาไม่เคยเห็นเอริคออกไปข้างนอกระหว่างวันเลยสักครั้ง เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายคงทำงานจนลืมเวลากินอีกตามเคย คิดได้ดังนั้นจึงบอก
“รอผมสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมกลับมา”
เอริคงุนงง คนคนนี้อยากเข้าก็เข้า อยากออกก็ออก ไม่มีความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับไม่ได้โมโหอย่างที่ควรจะเป็น ในทางกลับกัน เขาสงสัยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไรมากกว่า
ผ่านไปสักพัก ชินสือก็เข้ามาพร้อมกับกล่องอาหารในมือ เอริครู้ทันทีว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร แต่ไม่รู้อย่างไร เอริคก็แค่มองเขาด้วยสีหน้านิ่งเฉยไร้คำพูด
ชินสือบอก “มาทานข้าวเถอะครับ”
เอริคลุกพรวด เดินมานั่งลงข้างเขาอย่างเป็นธรรมชาติ นัยน์ตาดำขลับจ้องอาหารไม่วางตา “นายตั้งใจจะลดน้ำหนัก?”
ชินสือมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ “เหมือนผมจะเคยบอกเหตุผลกับคุณไปแล้วนะครับ” พอย้อนนึก ตอนนั้นเอริคคงคิดว่าเขาไม่ได้จริงจัง จึงย้ำความเดิม “ผมควบคุมน้ำหนักอยู่จริง ๆ ครับ แต่ทำไมท่านประธานถึงมานั่งตรงนี้ล่ะครับ ผมตัวใหญ่น่าอึดอัดออก คุณไปนั่งโซฟาอีกตัวจะไม่ดีกว่าเหรอครับ”
“นั่งตรงไหนก็เหมือนกัน” เอริคบอกหน้าตาย
ชินสือถอนหายใจ ตั้งใจจะไปนั่งโซฟาอีกฝั่งแทน ขณะกำลังลุก เอริคก็พูดขึ้น “หรือว่านายรังเกียจ ไม่อยากนั่งใกล้ฉัน”
ชินสือชะงัก คำพูดนี้แทงใจจนเขาไม่กล้าขยับต่อ สุดท้ายก็ทิ้งตัวนั่งลงตามเดิม เปิดกล่องข้าว ยื่นตะเกียบให้อีกฝ่าย
“แล้วของนายล่ะ” เอริคถาม”
ชินสือยิ้มแห้ง คิดในใจ ใครจะพกตะเกียบไว้กินข้าวคราวเดียวสองคู่กัน “ผมไม่หิวครับ”
เอริคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเงียบ ๆ เดินไปที่ตู้โชว์ ภายในมีชุดสำรับเซรามิกตั้งโชว์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตะเกียบ ช้อนส้อม หรือถ้วยชาม ทั้งหมดดูเก่าแก่โบราณ เพนต์ด้วยลวดลายสีสันสวยงาม
ชินสือมองแผ่นหลังเขา รู้สึกตงิด ๆ ในใจชอบกล ในที่สุดก็เห็นอีกฝ่ายเปิดบานกระจก หยิบบางสิ่งออกมา
เอริคกลับมานั่งที่เดิม ชินสืออดคิดในใจไม่ได้ ลุกขึ้นแล้วก็ควรไปนั่งโซฟาอีกฝั่งสิ ทำไมยังกลับมานั่งที่เดิมข้าง ๆ เขาอีกล่ะ
ทันใดนั้นเสียงข้างโสตก็ดังขึ้น
“เช็ดให้สะอาดสิ”
ชินสือหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นี่ตนทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ยังไงกัน ตรงหน้ามีตะเกียบสีฟ้าลวดลายอ่อนช้อยสวยงามที่อีกฝ่ายยื่นให้ ดูแวบเดียวก็รู้ว่ามีราคาเพียงใด แต่สุดท้ายก็รับมา ล้วงผ้าเช็ดหน้าเช็ดถูทำความสะอาดจนเงาวับ แล้วส่งคืนให้อีกฝ่าย
“เชิญครับ”
สีหน้าเอริคบ่งบอกถึงความพอใจที่ปิดไม่มิด “นายใช้ตะเกียบคู่นั้น ส่วนฉันจะใช้ตะเกียบคู่นี้” ว่าแล้วเขาก็จับตะเกียบซีด ๆ ของชินสือคีบอาหารเข้าปาก
ชินสือตะลึงงัน ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “ตะเกียบคู่นี้น่าจะแพงมาก คุณใช้คู่นี้จะเหมาะสมกว่านะครับ”
เอริคบอก “ฉันจับตะเกียบของนายเข้าปากไปแล้ว อย่าบอกนะว่านายจะใช้ตะเกียบนี่ต่อจากปากฉัน”