เข้าสู่อาทิตย์ที่สองหลังจากชินสือมีเทรนเนอร์ส่วนตัว ตั้งแต่แรกเขาก็ไปฟิตเนสตามเวลาไม่เคยขาดสักครั้ง ตอนนี้อาหารที่กินแต่ละมื้อกลายเป็นจำกัดแคลอรีแล้ว ซ้ำการออกกำลังกายก็เริ่มหนักหน่วงขึ้นทุกวัน แค่เขายืดเส้นยืดสายไม่กี่นาทีก็เหงื่อท่วมเหมือนหมูตกน้ำมัน
ไรอัน “ร่างกายคุณตงระบายความร้อนได้ดีขึ้นนะครับ”
ชินสือหันขวับ พูดด้วยรอยยิ้มเฝื่อน “ไม่ใช่ไขมันผมละลายเหรอครับ”
ไรอันเท้าสะเอวหัวเราะ “ฮ่า ๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกครับคุณตง อีกอย่างนี่ก็เพิ่งจะผ่านไปแค่สองอาทิตย์เอง แต่คุณก็เก่งนะครับที่กินอาหารตามหลักโภชนาการควบคู่กับการออกกำลังกายได้โดยไม่กินจุบจิบเลย”
ชินสือยิ้ม “เพราะผมสัญญากับคุณโหย่วหยางไว้น่ะครับ”
นี่ก็แค่ข้ออ้าง ความจริงเรื่องทั้งหมดนี้เขาเต็มใจอย่างมากด้วยซ้ำ ส่วนสาเหตุก็เพราะเดิมทีเขาไม่มีเงิน ไม่มีแรงบันดาลใจ จึงไม่เคยคิดจะพยายามสักครั้ง แต่ตอนนี้จะเรียกว่าโชคเข้าข้างก็ได้ ทั้งได้กินอาหารดี ๆ ฟรี แถมยังได้ออกกำลังกายสมใจอยากอีก
ไรอันสงสัย “สัญญา?”
ชินสือบอก “เรื่องน้ำหนักน่ะครับ เธอคงเป็นห่วงผมเรื่องสุขภาพเท่านั้นเอง”
ไรอันยิ้มกว้าง “อืม...งั้นก็ดีครับ ผมชอบคนมีความตั้งใจ”
ห้องประธาน
โหย่วหยางเปิดประตูเข้ามาตามความเคยชิน พลันเห็นหลานชายปิดโน้ตบุ๊กทันควันด้วยท่าทีมีพิรุธ “นี่เธอแอบดูหนังโป๊อยู่หรือไงเอริค”
“...” เอริคไม่ได้แสดงสีหน้าแม้แต่น้อย “เปล่าครับ”
โหย่วหยางผิดหวังอยู่ในที อันที่จริงเขาน่าจะแสดงความไม่พอใจให้เธอเห็นสักหน่อย “งั้นทำอะไรอยู่ล่ะ”
“งานครับ”
“งาน? ก็ไม่เห็นจะต้องรีบปิดโน้ตบุ๊กเลยนี่นา หรือมีความลับอะไรที่บอกป้าไม่ได้กัน”
เอริคเมินเฉย “ไม่มีครับ”
โหย่วหยางไม่ลดละความพยายาม อย่างน้อยก็ขอให้ได้เห็นหลานชายแสดงอาการอะไรบ้างสักอย่างเถอะ ไม่ใช่ทำท่าทีซังกะตาย ไร้จิตวิญญาณ ไม่มีความรู้สึกเหมือนพวกหุ่นยนต์ “มีก็บอกป้ามาเถอะน่า... ไม่ไว้ใจป้าหรือไงกัน”
เอริคสีหน้าดังเดิม “ไม่มีจริง ๆ ครับ”
ความพยายามของโหย่วหยางเป็นอันเลือนหายในพริบตา เธอถอนใจเบา ๆ พลางนั่งลงบนโซฟา ไขว่ห้างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้น เลื่อน ๆ ปัด ๆ เข้าเรื่องว่า “ป้ามาบอกว่าครั้งนี้ฝ่ายวิจัยทำผลงานได้ดี วัตถุดิบที่พวกเขาคัดสรรเป็นสินค้าส่งผลิตที่ผู้บริโภคต้องการมากอันดับหนึ่งในตลาด ตอนนี้บริษัทไวทัล มีชื่อเสียงขึ้นอีกระดับ ส่วนสินค้าก็ผลิตแทบไม่ทัน ป้าเลยจะจัดงานเลี้ยงเพื่อขอบคุณพวกพนักงานหน่อยน่ะ”
เอริคตอบตามน้ำ “ครับ...” สิ้นเสียง จู่ ๆ สีหน้าเขาก็แปรเปลี่ยน ก่อนเอ่ยอีกครั้ง “พนักงาน?”
พอเห็นหลานชายสุดรักเริ่มแสดงสีหน้า โหย่วหยางพลันฉุกใจ พนักงาน? งั้นเหรอ สักพักก็รู้เท่าทัน เธอลอบยิ้ม ก่อนค่อย ๆ อธิบายช้า ๆ “ถึงหลัก ๆ จะเป็นเพราะฝ่ายวิจัย แต่บริษัทก็ขับเคลื่อนด้วยบุคลากรหลายฝ่าย พวกเขาจะคิดยังไงถ้าผู้บริหารคิดถึงแต่กลุ่มคนที่มีประโยชน์เท่านั้น”
เอริคฟังเงียบ ๆ ก่อนถามขึ้น “คุณป้าจะจัดที่ไหน...เมื่อไรครับ”
โหย่วหยางสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความดีใจ “วันพรุ่งนี้ที่ภัตตาคารเดิมนั่นแหละ เพราะวันต่อไปก็เป็นวันหยุดพอดี พวกเขาจะได้สนุกกันให้เต็มที่ไม่ต้องกังวลเรื่องงานไงล่ะ”
“...” เอริคเงียบคำ
โหย่วหยางยิ้มกรุ้มกริ่ม “น่าเสียดายนะที่เธอไม่เคยไปงานเลี้ยงบริษัทเลย ป้าล่ะอยากให้เธอได้เห็นสีหน้าของพวกเขาตอนสนุกสนานกันสักครั้ง”
สีหน้าเอริคเจือประกายเล็กน้อย “เอ่อ...ถ้างั้น”
โหย่วหยางลุกขึ้น พูดขัดขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำทันควัน “อย่าฝืนใจเลย เธอไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปหรอกนะ ป้าแค่จะมาบอกเธอไว้เท่านั้นเอง” สิ้นเสียง เธอยิ้มพลางโบกมือ “ป้าไปล่ะ”
เอริคใบหน้าแข็งค้างไปแล้ว “...”
วันงานเลี้ยงในภัตตาคารแห่งหนึ่ง
อาคารหรูถูกเหมาไว้ทั้งชั้น ภายในตกแต่งด้วยแสงสลัวเคล้าเสียงเพลง อาหารรสเลิศวางเรียงเต็มโต๊ะ มีทั้งเครื่องดื่มมึนเมาและน้ำอัดลม พนักงานต่างสนุกสนานครื้นเครง ทว่ากลับมีใครบางคนนั่งตัวเกร็งกำลังจ้องหน้าจอโทรศัพท์มือถือ
“เธอคงรู้นะว่าต้องเลือกกินอะไร...ไม่ควรกินอะไร”
ชินสือลอบมองหาเจ้าของข้อความ พลันสบตากับเธอเข้าพอดี โหย่วหยางขยิบตาให้ทีหนึ่ง ชินสือพยักหน้าเป็นไก่จิก ก่อนมองอาหารและเครื่องดื่มบนโต๊ะ เดิมทีเขาก็ไม่ใช่พวกชอบดื่มชอบสูบอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดมากมายปานนั้น และด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เขากินจึงมีแค่เนื้อไก่ต้มกับผักลวก
โต๊ะที่ชินสือนั่งมีแต่หญิงสาว ด้วยความที่เขาเข้ากับผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชาย หลาย ๆ คนจึงมักเห็นเขาอยู่ท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้เสมอ
และแน่นอนว่าพนักงานชายคนอื่นต้องมันไส้เขาเป็นธรรมดา อย่างเช่นในตอนนี้ สายตาพิฆาตจ้องมาที่เขารอบทิศทาง
หญิงสาวคนที่หนึ่งใบหน้าสะสวย สวมชุดเข้ารูปเน้นเนินอกเต็มที่ “ช่วงนี้คุณตงดูดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยนะคะ”
หญิงสาวอีกคนใบหน้าโฉบเฉี่ยว สวมเสื้อคอกว้างไหล่ตก “นั่นสิคะ ฉันไม่อยากคิดเลยว่าถ้าคุณผอมจะหล่อขนาดไหน”
ชินสือยิ้มอย่างทุกที “ถึงจะบอกว่าผมหล่อ แต่พอเอาเข้าจริง ผู้หญิงสวย ๆ แบบพวกคุณก็คงไม่มีทางเลือกผมหรอกใช่ไหมล่ะครับ ถ้าให้ผมเดา พวกคุณคงมีผู้ชายเพียบพร้อมอยู่ข้าง ๆ แล้วแน่นอน”
พวกเธอหน้าแดงเรื่อ ชินสือรู้ดีว่าพวกเธอก็แค่ต้องการบริหารเสน่ห์เท่านั้น คงเห็นเขาเป็นอาหารตามากกว่าต้องการจะจับกินจริง ๆ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเขาเมื่อตอนผอมเท่าไรนัก
ลี่ถิงพูดขึ้นบ้าง “ฉันเคยเห็นรูปคุณชินสือตอนยังไม่อ้วนนะ หล่ออย่าบอกใครเลยล่ะ”
สิ้นเสียง บรรดาสาว ๆ ต่างขยับเข้าหากัน ซุบซิบเป็นการใหญ่ แต่ไม่รู้ขยับกันอีท่าไหน จู่ ๆ ถึงไปบดเบียดชินสือเข้าให้
ทันใดนั้นชินสือก็ลุกพรวด
ลี่ถิงกุมมือเขาด้วยท่าทีเป็นกันเอง “คุณจะไปไหนเหรอคะ”
หญิงสาวอีกคนจับแขนเขาเหมือนสนิทสนม “คุณไม่ได้คิดจะหนีพวกเราไปนั่งโต๊ะอื่นหรอกนะคะ”
ตอนนี้มีสายตาจ้องจะฉีกทึ้งเนื้อเขา มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนหายใจลำบาก ชินสือถอยก้าว ผละออกจากหญิงสาวทั้งสองอย่างเป็นธรรมชาติ
“ผมจะไปห้องน้ำครับ”
หญิงสาวทั้งโต๊ะยิ้มระรื่น “แล้วรีบกลับมานะคะ”
พอพ้นสายตาบรรดาสาว ๆ ชินสือก็จ้ำอ้าว แต่กลับไม่ได้เข้าห้องน้ำแต่อย่างใด เขาเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยที่ต้องอยู่ตรงนั้น ครู่หนึ่งในความคิดพลันนึกถึงช่วงเวลาที่รู้สึกอิสระและสบายใจที่สุดขึ้น ก็คือตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าเอริคนั่นเอง เวลานั้นเขาไม่เคยต้องฝืนยิ้มหรือแสดงสีหน้ากลบเกลื่อนใด ๆ ทั้งสิ้น
ชินสือก้าวขาจนพ้นภัตตาคาร ภายนอกลมพัดโชยเอื่อย อากาศเย็นสบายสมกับที่เป็นฤดูใบไม้ผลิ รอบบริเวณปรากฏคนเดินเข้าออกเป็นระยะ
ขณะกำลังใจลอย
“นายจะไปไหน?”
ชินสือเหลียวมองตามเสียงโดยไม่รู้ตัว อดคิดไม่ได้ว่าเพิ่งนึกถึงผี ผีก็มาปรากฏซะงั้น
“ผมแค่จะออกไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอกน่ะครับ” ชายหนุ่มพิจารณาเขา “ผมนึกว่าคุณจะไม่มาซะอีก”
“ใครบอกว่า...”
“ชินสือ...?”
คำพูดของเอริคถูกขัดขึ้น พอเขาจะพูดอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายก็ไม่ได้อยู่ที่เขาแล้ว
เอริคมองตามทิศทางสายตาคนตรงข้ามโดยไม่รู้ตัว
เธอคนนั้นสวมชุดเดรสสีอ่อนเรียบหรูตัดกับผิวขาวจัดจนสะกดสายตา ทรวดทรงเย้ายวนชวนมอง ผมยาวหยักศกสลวยลู่ลง ใบหน้าและดวงตาอ่อนหวาน ริมฝีปากบางเป็นกระจับ กลิ่นหอมเบาบางลอยตามลมพาเคลิบเคลิ้ม
เธอกำลังสบตากับชินสือ
“คุณเข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ ทุกคนกำลังรออยู่” ชินสือพูดโดยไม่ละสายตาจากเธอแม้แต่น้อย
เอริคหลุบสายตา ยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนเอ่ย “ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจองชั้นไหนไว้ ...ฉันจะรอ...นายก่อน”
“งั้นคุณรอผมก่อนนะครับ”
สิ้นประโยค ชินสือเคลื่อนตัวไปหาเธอคนนั้นทันที
เอริคยืนเดียวดายท่ามกลางกลิ่นหอมเบาบาง มือที่ปล่อยสบายในทีแรกเหมือนจะเคลื่อนไหวเล็กน้อย
รอ...
ชินสือไม่รับรู้สักนิด เขาไม่เคยสะกิดใจกับคำนี้เลยแม้แต่น้อย แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดเขา
“หลี่หลิน...ไม่ได้เจอกันนาน คุณยังสวยเหมือนเดิมเลย” ชินสือพูดเสียงนุ่มทั้งยังคงรอยยิ้มหวานไว้
หญิงสาวยิ้มบางมองเขา แววตาอ่อนโยนเจือจางความผิดหวัง “ชินสือ...แต่คุณไม่เปลี่ยนไปเลย”
ชินสือยิ้ม ตีพุงเบา ๆ สองสามที “น้ำหนักขนาดนี้เชียวนะ มันไม่ได้ลดกันง่าย ๆ สักหน่อยนี่”
หญิงสาวรอยยิ้มหดหาย น้ำเสียงแฝงความเศร้า “ฉันนึกว่าการเลิกกับคุณ...จะทำให้คุณได้มีเวลากลับไปดูแลตัวเองซะอีก”
ชินสือส่ายหน้าถอนหายใจ “คุณไม่ได้รู้จักผมเลยหลี่หลิน...”
หญิงสาวหลุบสายตา เหน็บปอยผมเนิบช้า เสียงสั่นเล็กน้อย “นั่นสินะ... ตะ แต่ชินสือ...ผู้ชายคนนั้น...เขาจ้องฉันมาสักพักแล้ว ฉันมาขัดจังหวะพวกคุณหรือเปล่า”
ชินสือประหลาดใจ เหลียวมองหลัง ทันใดนั้นอีกฝ่ายก็ก้าวเท้าหายไปข้างในแล้ว
ชินสือบอกเธอ “นั่นเจ้านายผมเอง ผมคงต้องไปแล้ว ขอให้คุณโชคดีนะหลี่หลิน”
หลี่หลินคว้ากุมมือเขาไว้ “ฉะ ฉัน”
ชินสือใช้มืออีกข้างผละมือเธอออก “ผมขอตัวก่อน”