คำเตือน
นิยายนามปากกา “ศศิชา” เป็นงานเขียนแนว PWP
สำนวนอีโรติก ไม่เหมาะสำหรับนักอ่านสายทั่วไป และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
มี ebook ขายที่เว็บ meb
กรุณาอ่านตัวอย่างก่อนซื้อนะคะ
----------------------
บทนำ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....
ช่วงฤดูหนาวอันแสนสงบเงียบ ปุยหิมะโปรยปรายลงสู่พื้นดินราวกับขนนกบางเบา ราชินีผู้อ่อนโยนกำลังนั่งปักเย็บเสื้อผ้าให้แก่ทารกน้อยที่กำลังจะเกิด ทรงนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างแล้วมองออกไปชมสวนซึ่งขาวโพลนไปด้วยหิมะ
“อุ๊ย...” พระนางเผลอทำเข็มตำนิ้ว หยดเลือดกลิ้งตกลงบนปุยหิมะขาวๆ ราชินีจึงอธิษฐานว่าหากได้พระธิดา ก็ขอให้เด็กน้อยมีผิวขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากแดงฉ่ำราวกับหยดเลือดและงามล้ำมิมีผู้ใดเทียบ
ในที่สุดคำอธิษฐานของพระนางก็เป็นความจริง เพราะหลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็ให้กำเนิดพระธิดาองค์น้อยผู้มีผิวขาวผุดผ่อง ริมฝีปากแดงสดใส พระองค์จึงตั้งชื่อให้หนูน้อยคนนี้ว่า
สโนวไวท์
แต่ทว่าคำอธิษฐานนั้นต้องแลกด้วยชีวิตของราชินี ทรงสิ้นพระชนม์หลังจากสโนวไวท์เพิ่งคลอดได้ไม่นาน ราชาวิลเลียมผู้เป็นบิดาจำต้องอภิเษกใหม่เพื่อรักษาฐานอำนาจ และผู้ที่ได้รับเลือกเป็นราชินีคนใหม่ก็คือบุตรสาวของขุนนางผู้มีใบหน้าหมดจดงดงามทว่าเฝ้ามองพระธิดาน้อยด้วยสายตาเกลียดชัง
“เอาตัวนังเด็กนั่นไปเลี้ยงไกลๆ ข้าเกลียดเด็ก”
“แต่ว่าหากฝ่าบาททรงรู้...”
“นังโง่ เจ้าก็อยากให้ฝ่าบาทรู้สิ ข้าจะบอกพระองค์ว่านางล้มป่วยด้วยโรคระบาด ต้องแยกตัวไปรักษาจนกว่าจะหาย”
“เพคะ”
ราชินีใจร้ายหมายมั่นว่าจะต้องตั้งครรภ์แล้วกำจัดสโนวไวท์ไปเสีย เพื่อที่ว่าบุตรของนางจะได้ครอบครองแคว้นนาโปลีแห่งนี้เพียงผู้เดียว ดังนั้นแล้วสโนวไวท์ผู้น่าสงสารจึงถูกเลี้ยงดูบนหอคอยสูง มีเพียงบาทหลวงที่ทำหน้าที่สอนหนังสือกับนางกำนัลไม่กี่คนเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในหอคอย
“สั่งลงไป ให้นางอดน้ำอดอาหาร”
สิ่งที่พระนางเกลียดที่สุดก็คือคนที่สวยงามกว่า สโนวไวท์อายุแค่ห้าขวบก็งามล้ำเหนือกว่าแม่เลี้ยงเสียอีก หนำซ้ำผู้คนยังชอบเปรียบเทียบรูปโฉมของพระนางกับราชินีผู้ล่วงลับ
“ตายเป็นผีไปแล้วยังบังอาจกลับมาเทียบความงามกับข้า ใครๆ ก็ข่มข้าว่างามไม่เท่าลูกเลี้ยง ดีล่ะ ในเมื่อแม่ของมันเน่าอยู่ในโลง... งั้นข้าก็จะให้นัง สโนวไวท์น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนผีแม่มัน” แม่เลี้ยงใจร้ายหวังจะทำลายโฉมเด็กน้อยให้ซูบซีดแล้วก็ตายไปเอง ทุกๆ สามวันพระนางจะถามคนสนิทด้วยคำถามเดิมๆ
“มันน่าเกลียดแค่ไหน ใกล้ตายแล้วหรือยัง”
ใหม่ๆ นางกำนัลคนสนิทก็แวะเวียนขึ้นไปตรวจสอบตามที่พระนางถาม แต่นานวันเข้า คนสนิทขี้เกียจปีนหอคอยจึงตอบไปส่งๆ ว่าเจ้าหญิงทรงขี้ริ้วขี้เหร่นัก เผ้าผมรุงรังไร้การดูแล เนื้อตัวแห้งเหี่ยวไม่มีน้ำไม่มีนวล ดวงตาลึกโหล ริมฝีปากแตกดำคล้ำ ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องตายแน่ๆ ราชินีใจร้ายจึงวางใจแล้วเลิกให้ความสนใจเด็กกำพร้าผู้น่าสงสารคนนี้ กลายเป็นโอกาสให้เจ้าหญิงองค์น้อยรอดชีวิตจนเติบใหญ่
-----------
ราชินีคิดว่าตนสั่งทรมานลูกเลี้ยงสำเร็จแล้ว แต่ความจริงเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายล้วนเมตตาสงสารเจ้าหญิงน้อย แม้ความเป็นอยู่จะมิได้สุขสบายสมเกียรติ แต่สโนวไวท์ก็ไม่เคยต้องอยู่อย่างอดอยากหรือหนาวสั่นแต่ประการใด
“เจ้าหญิงน้อยทรงเรียนรู้หนังสือได้ดี กิริยามารยาทอ่อนโยนน่ารัก ทรงเลี้ยงนกไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา” บาทหลวงมักจะเอ่ยถึงเจ้าหญิงสโนวไวท์ ชื่นชมความงามที่นับวันมีแต่จะยิ่งเพิ่มทวี ถึงขั้นเล่าลือไปทั่วเมืองว่าบนหอคอยร้างท้ายวังมีดรุณีน้อยโฉมตรูพักอาศัยอยู่ที่นั่น
ราชินีทรงได้ยินข่าวลือเข้าก็โกรธกริ้วนัก ถึงขั้นบุกไปยังหอคอยเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าตกลงแล้วลูกเลี้ยงงามดุจนางฟ้าหรือขี้เหร่ดุจผีตายซากกันแน่
แล้วสิ่งที่พระนางเกลียดชังที่สุดก็เกิดขึ้น เพราะเมื่อได้พบโฉมลูกเลี้ยงที่พระองค์เกลียดชัง แม้แต่ตัวพระนางเองยังเผลอุทานว่าสโนวไวท์สวยอะไรอย่างนี้
“เจ้าคือสโนวไวท์จริงๆ หรือ”
ราชินีใจร้ายตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าลูกเลี้ยงที่ตนเคยเห็นในวันวาน จากเด็กน้อยเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง แม้ว่าจะมิได้สวมอาภรณ์เลิศหรู แต่ด้วยใบหน้าหวานละมุน ดวงตากลมโตเข้ากันกับจมูกและริมฝีปากแดงฉ่ำอย่างลงตัว ผิวพรรณงามผ่อง บวกกับรูปร่างที่เพิ่งจะแตกเนื้อสาวได้ไม่นาน เพียงสโนวไวท์ยืนนิ่งๆ อยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง แม่เลี้ยงใจร้ายก็รู้สึกพ่ายแพ้เสียตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดปากคุย
“เสด็จแม่เพคะ ท่านมาหาข้าแล้ว”
สโนวไวท์โผเข้ามากอดแม่เลี้ยงด้วยความยินดี ตั้งแต่เล็กมานั้นบาทหลวงกับนางกำนัลที่ดูแลต่างบอกกล่าวว่าราชินีทรงรักและคิดถึง ที่ไม่ได้แวะเวียนมาหาก็เพราะพระนางล้มป่วย สโนวไวท์จึงตั้งอกตั้งใจเฝ้ารอด้วยความหวัง แต่ราชินีมิได้คาดคิดเลยว่าลูกเลี้ยงที่ตนชิงชังจะทั้งเยาว์วัยทั้งสวยสง่าไร้ผู้ใดเทียบ ทำให้ราชินีใจร้ายยิ่งเดือดดาลยิ่งนัก
“โอ... สโนวไวท์ลูกแม่ แม่คิดถึงเจ้านัก”
พระนางกัดฟันเอ่ยคำหวาน สิบกว่าปีมานี้พระนางมีแต่จะแก่ลง ใบหน้ามีริ้วรอย แต่นังสโนวไวท์กลับสวยขึ้น สวยจนน่าใจหาย พระนางจึงคิดจะฆ่าลูกเลี้ยงเสียเดี๋ยวนี้
“อย่าหวังเลยว่าเจ้าจะได้ออกไปจากที่นี่” ราชินีใจร้ายถือมีดแหลมคม เตรียมจะจ้วงแทง แต่ทว่าคนสนิทของพระนางเข้ามาขัดขวางเสียก่อน
“ถอยออกไป เจ้าจะขวางข้าทำไม”
“ฝ่าบาทกำลังเสด็จมาบนหอคอยนี้แล้วเพคะ” นางกำนัลคนสนิทกระซิบบอก ราชินีจึงรีบเก็บซ่อนมีดแล้วหันไปยิ้มหวานแก่พระสวามีผู้ซึ่งกำลังก้าวเข้ามาให้ห้องคับแคบบนหอคอย
“ฝ่าบาท...”
“นี่มันอะไรกัน เหตุใดลูกสาวข้าถึงได้มาอยู่ในหอคอยอุดอู้เช่นนี้”
“เฮ้อ เรื่องนี้ต้องโทษหม่อมฉันเพคะที่ไม่ได้ดูแลสโนวไวท์ให้ดี”
ราชาวิลเลียมกวาดตามองไปรอบๆ ห้องของสโนวไวท์ ที่นี่มีแค่เตียงเล็กๆ โต๊ะกับเก้าอี้อย่างละตัว ส่วนอาหารก็มีแค่ขนมปังและแอปเปิ้ล หากพระองค์มิได้ยินคำลือของพวกชาวเมือง พระองค์ก็ลืมลูกสาวคนนี้ไปแล้ว เมื่อได้พบหน้าอีกครั้ง ราชาวิลเลียมก็กอดพระธิดาด้วยความยินดี
“ลูกพ่อ พ่อขอโทษที่ละเลยเจ้า ทหาร! จับไอ้พวกนางกำนัลกับบาทหลวงไว้ ข้าจะตัดหัวมัน”
“เสด็จพ่อเพคะ ได้โปรดเถิด เป็นเพราะลูกสุขภาพไม่ดีเอง เกรงว่าจะเป็นโรคระบาด หลายปีมานี้พวกเขาดูแลลูกเป็นอย่างดี ลูกต้องขอบคุณพวกเขาถึงจะถูก ได้โปรดอย่าฆ่าพวกเขาเลยนะคะ
“เจ้าช่างอ่อนโยนเหมือนแม่เจ้ายิ่งนัก ในที่สุดเจ้าก็หายป่วยแล้วสักที... เจ้าคือเจ้าหญิงแห้งแคว้นนาโปลี ต่อไปนี้เจ้ามาอยู่กับพ่อนะลูก”
“เพคะเสด็จพ่อ... ลูกรอคอยวันนี้มานานเหลือเกิน”
สโนวไวท์ดีใจที่ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้ง แต่ราชินีใจร้ายไม่ยินดีเลยสักนิด พระนางมิใช่เด็กสาวไร้เดียงสาเยี่ยงลูกเลี้ยง ทำไมจะดูไม่ออกว่าทั้งสายตากลัดมันและรอยยิ้มของสวามีนั้นแฝงความต้องการอะไรไว้
“ฝ่าบาททรงลูบคลำสะโพกของพระธิดาเช่นนั้น ดูจะเกินเลยความเป็นพ่อลูกไปนิดนะเพคะ” นางกำนัลคนสนิทของราชินีกระซิบบอก พระนางจึงกำมือแน่นด้วยความโกรธเคือง
“ดูสิเพคะ ทรงล้วงมือเข้าไปใต้กระโปรงเจ้าหญิง”
“ข้าเห็นแล้วล่ะน่ะ!”
“แปลว่าฝ่าบาทคิดจะ...” คนสนิทยกมือขึ้นทาบอก มิกล้าพูดเรื่องบัดสี ทุกคนเห็นราชาวิลเลียมล้วงมือเข้าไปบีบก้นกลมกลึงของสโนวไวท์ ใช้นิ้วถูไถโหนกนูนอวบอูมของเด็กสาว ดรุณีน้อยเติบโตขึ้นมาในหอคอยสูง มิเคยต้องมือชาย มิเคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าตัณหาลามกใดๆ หากตกอยู่ในกำมือราชาผู้หมกมุ่นรสกามเช่นนี้ มิแคล้วว่าเจ้าหญิงสโนวไวท์คงจะแปดเปื้อนไม่ช้าก็เร็วเป็นแน่
“ร่านเหมือนแม่มันไม่ผิด”
“หมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ”
“หึ! นังสโนวไวท์มันเป็นลูกสำส่อนยังไงล่ะ แม่ของมันตั้งท้องก่อนที่จะอภิเษกกับฝ่าบาท ตอนนั้นทรงลุ่มหลงหน้ามืดตามัวอยากได้ตัวนังนั่น ถึงได้ยอมปล่อยให้ลูกสำส่อนมันคลอด”
“ต่ำช้ายิ่งนัก เช่นนี้แล้วจะเรียกมันว่าเจ้าหญิงได้อย่างไรกัน”
“ข้าจะต้องหาทางกำจัดเด็กนั่นโดยเร็วที่สุด ก่อนที่จะ... ฮึ่มม...”