“อาหนิง!”
หลี่จื่อหนิงพลันหันขวับไปมองทางต้นเสียงทันที สายตามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งก่อนจะตะโกนน้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนรน “เร็วเข้า! บุรุษผู้นี้จะตายอยู่แล้ว”
ตอนนี้นางไม่สนว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด ขอเพียงแค่สามารถช่วยชีวิตเฝิงอวี่เซี่ยนเอาไว้ได้ก็ก็พอแล้ว
สีหน้าของหลี่จางเหว่ยขมวดคิ้วมุ่นงุนงงไม่น้อย “เจ้ากำลังทำอันใดอยู่หลี่จื่อหนิง”
เดิมทีนั้นพอได้ข่าวว่าเฉิงอี้หยางจะร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกับเจียงชุนหลินและรับสตรีผู้นี้เป็นภรรยา
หลี่จื่อหนิงย่อมรู้ใจไม่พอใจที่บุรุษที่นางหมายปองนั้นไปแต่งงานกับสตรีทั้งที่นางชมชอบและรักใคร่อีกฝ่ายมาเนิ่นนานหลายปีทั้งเอาแต่ร้องโวยวายว่าจะพังงานมงคลในวันนี้ให้ได้
แน่นอนว่าหลี่จางเหว่ยรู้สึกแปลกใจและคิดเอาไว้อยู่แล้วว่างานแต่งในวันนี้ต้องเกิดเรื่องแน่!
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่จางเหว่ยตกตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ...
เหตุใดเฉิงอี้หยางถึงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม ในขณะที่หลี่จื่อหนิงกลับกำลังโอบอุ้มร่างของบุรุษอีกคนที่อาบไปด้วยเลือด…!?
“ช่วยข้าด้วย!”
หลี่จื่อหนิงยังตะโกนร้องสุดเสียง หัวใจของนางกระตุกวูบ ร่างของเฝิงอวี่เซี่ยนในอ้อมแขนเย็นเฉียบขึ้นทุกขณะ
หลี่จางเหว่ยได้ยินเสียงร้องจึงรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมมองไปยังร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นน้องสาวซ้ำอาภรณ์ยังเปียกชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงไหลนองเต็มพื้นไปหมด
เหตุใดถึงดูคุ้นหน้านัก…เฝิงอวี่เซี่ยน!?
“เหตุใดถึงไปยุ่งเกี่ยวกับคนผู้นี้!” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามออกด้วยความตกใจ สายตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาของหลี่จื่อหนิง
“ได้โปรดช่วยเขาด้วย…” นางเอ่ยออกมาอย่างสั่นเครือพยายามตั้ง ยามนี้บุรุษผู้นี้ไม่มีเวลามากนักและไม่แน่ว่าปานนี้นั้นเฝิงอวี่เซี่ยนคงเดินถึงดินแดนปรโลกแล้วกระมัง
เรื่องอื่นแม้ว่าจะงุนงงสงสัยมากเพียงใดก็เอาไว้ก่อนเถิด
“วางมันลงซะอาหนิง!” หลี่จางเหว่ยปฏิเสธ
แม้ว่าจะเป็นหรือตายอย่างไรคนผู้นี้ก็ไม่สมควรเอาตัวไปข้องเกี่ยวให้เกิดความวุ่นวายยุ่งยากตามมาทีหลัง
หมายความว่าอย่างไรกัน!?
หัวคิ้วของนางขมวดมุ่นไม่เข้าใจ “ไม่!”
“ข้า…ข้าจะช่วยเขาเอง” เจียงชุนหลินเอ่ยขึ้นอีกครั้งภายหลังจากยืนมองอยู่นานไม่พูดจา พอเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ภายในใจของนางย่อมเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดนึกโทษตัวเองไม่น้อย
หลี่จื่อหนิงถ้อยหายใจด้วยความหงุดหงิดใจ “อย่าได้ริอาจแตะต้องเขาอีกเป็นอันขาด!”
ที่เฝิงอวี่เซี่ยนต้องมีสภาพเช่นนี้ก็เพราะสตรีผู้นี้!
หลี่จางเหว่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สายตาของเขาฉายแววไม่เห็นด้วย “เจ้าไม่รู้หรือไรจื่อหนิงว่าบุรุษที่เจ้ากำลังคิดจะช่วยคือผู้ใดกันแน่”
เหตุใดถึงเอาแต่ถามไม่หยุดจนน่ารำคาญเช่นนี้!
หลี่จื่อหนิงขมวดคิ้วแน่น นางไม่เข้าใจว่าบุรุษผู้นี้เป็นอะไรไปเห็นคนเจ็บเจียนตายแล้วยังไม่คิดจะช่วยอีกรึ “เห็นคนใกล้ตายเช่นนี้ไฉนท่านถึงนิ่งดูดาย!” นางตวาดเสียงแหลมด้วยความโมโหร้อนรนจนแทบจะทนไม่ไหว
“เขากำลังจะตายอยู่แล้ว!”
เกรงว่าน้องสาวผู้นี้ของเขาคงโง่งมเกิดกว่าจะเข้าใจได้กระมัง จื่อหยางจ้องสบตากับหลี่จื่อหนิงที่เต็มไปด้วยความดื้อดึง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เพราะบุรุษผู้นี้คือเฝิงอวี่เซี่ยนมิต่างจาก ตัวร้ายของแผ่นดินที่ทุกผู้คนอยากให้ตาย”
“แต่ข้าไม่อยากให้เขาตาย!” นางตวาดลั่นด้วยความโกรธ “แม้แต่ปรโลกก็ไม่มีสิทธิ์พรากเขาไปหากข้าไม่อนุญาต!”
กว่านางจะวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบุรุษผู้นั้นได้ก็ทำให้นางเกือบหมดความอดทน ยามนี้ใบหน้าคนงามขมวดคิ้วอารมณ์ย่ำแย่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัดเจน
หลี่จื่อหนิงเดินไปเดินมาหน้าประตูไม่หยุดพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เข้าไปนานปานนี้แล้วไม่รู้ว่าแม้แต่หมอเทวดาจะสามารถยื้อชีวิตเฝิงอวี่เซี่ยนให้รอดพ้นจากปรโลกเอาได้หรือไม่
“เจ้ามาเดินวนไปวนมาทำไมกัน…ข้าปวดหัวจะตายแล้ว”
“…” หลี่จื่อหนิงชะงักฝีเท้าก่อนจะค่อยๆ ปรายสายตาหันไปมองทางต้นเสียง นัยน์ตาเมล็ดซิ่งฉายแววครุ่นคิดออก
หากการที่นางทะลุมิติเข้ามาเพื่อช่วยเหลือตัวร้าย…เช่นนั้นได้โปรดสวรรค์เห็นใจอย่างได้หมายจะเอาชีวิตเขาไปเถิด
น้ำเสียงของหลี่จางเหว่ยเต็มไปด้วยความรำคาญ เขามอง เห็นสตรีตรงหน้าเดินวนไปวนมาก็พลันเกิดความรู้สึกหงุดหงิด “เหตุใดถึงกังวลเป็นห่วงบุรุษผู้นั้นมากถึงขนาดนี้”
เขาสงสัยไม่น้อย…
เพราะเหตุใดกัน!?
“หลี่จื่อหนิง! เจ้าเป็นทำอะไรไปแล้ว” หลี่จางเหว่ยย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าสตรีผู้นี้มีนิสัยดื้อรั้นทำตามใจตัวเองและไม่สนใจสิ่งใดทว่าเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด
ไฉนจำต้องช่วยเหลือเฝิงอวี่เซี่ยนเอาตัวไปเกี่ยวข้อง
นางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เห็นคนถูกแทงจนเกือบตายแล้วข้าจะทนมองดูจิตใจแข็งกระด้างได้อย่างไรกัน”
“คนผู้นั้นคือเฝิงอวี่เซี่ยนเผื่อเจ้าลืมไปแล้ว!”
“แล้วอย่างไร?” หลี่จื่อหนิงถามกลับอย่างไร้ความเกรงกลัว
สำหรับนางแล้ว…เฝิงอวี่เซี่ยนคือตัวร้ายผู้น่าสงสาร!
หลี่จื่อหนิงรู้สึกว่าเฝิงอวี่เซี่ยนที่ได้รับบทตัวร้ายในนิยายนั้นถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เขาถูกใส่ความกล่าวหาว่าวางแผนฆ่าล้างสกุลเฝิงจนเหลือเพียงแผ่นป้ายวิญญาณ
แล้วเหตุเฝิงอวี่เซี่ยนต้องทำเช่นนั้นเล่า…!?
เหตุใดเขาถึงเดิมพันชีวิตยอมแลกกับทุกอย่างแล้วต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่เหลือผู้ใดข้างกายเช่นนี้และหากจำไม่ผิดตอนที่เฝิงอวี่เซี่ยนเพียงอายุแค่สิบห้าปีเท่านั้น
นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ
เพราะเฝิงอวี่เซี่ยนไม่ใช่ลูกรักของนักเขียนอย่างงั้นรึ
หลี่จางเหว่ยพลางถอนหายใจหนักอึ้งออกมา เขาไม่รู้จะพูดอย่างไรให้น้องสาวผู้โง่งมเข้าใจ “ข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าเอาตัวเองไปข้องเกี่ยวคนเฉกเช่นนั้นแน่…หากรักษาจนหายดีแล้วก็เอาไปทิ้งไว้ข้างทางซะ”
!!!
พอได้ยินประโยคนี้แล้ว ใบหน้าคนงามขมวดคิ้วมุ่นทันที “ข้าไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่!”
“ที่ผ่านมาเจ้าดื้อรั้นไม่สนใจถูกผิด…เรื่องนั้นข้าย่อมไม่เก็บมาใส่ใจให้มากความ” หลี่จางเหว่ยกล่าวออกมาเสียงเรียบ ดวงตาคมกริบสบเข้ากับนัยน์ตาคู่งามของนางด้วยความจริงจัง “ทว่าครั้งนี้ข้าจำเป็นต้องขัดใจไม่เห็นด้วยกับเจ้าจริงๆ อาหนิง”
เฝิงอวี่เซี่ยน…ไม่น่าคบหาถึงเพียงนั้นเลยหรือไร
“ทว่าเฝิงอวี่เซี่ยนไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกายแล้ว…หากข้าหันหลังให้เขาอีกคนเช่นนั้นก็คงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตอีกครั้ง”
“แล้วข้าเล่า…ข้ามีน้องสาวเพียงผู้เดียวเท่านั้นหลี่จื่อหนิง”
หลี่จางเหว่ยรับราชการเป็นขุนนางในราชสำนักย่อมได้ยินข่าวลือต่างๆ ของเฝิงอวี่เซี่ยนและบรรพบุรุษสกุลเฝิงมาบ้าง แม้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะสร้างความตกใจให้แก่ผู้คนในเมืองหลวงไม่เว้นแม้กระทั่งฮ่องเต้กับความโหดเหี้ยมไร้หัวใจของบุรุษผู้นั้นถึงขั้นเอ่ยปากให้สังหารไม่ยกเว้น
แต่คล้ายสวรรค์ยังเห็นใจไม่รับคนเลวเช่นนี้ ผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องสนิทสนมกับบรรพบุรุษสกุลเจียงเห็นว่าเหตุการณ์ในครานี้เฝิงอวี่เซี่ยนถูกใส่ร้ายจึงร้องขอให้มีการสอบสวนอีกครั้ง
ทว่าจู่ๆ ในยามนั้นภายในวังหลวงพลันมีคลื่นลูกใหญ่เกิดการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักจึงทำให้บัลลังก์มังกรสั่นคลอนไปด้วย คดีของเฝิงอวี่เซี่ยนยังคงค้างคาต้องรีบจัดการให้เสร็จสิ้นจึงเปลี่ยนจากประหารให้มีการไตร่สวนใหม่อีกครั้ง
เฝิงอวี่เซี่ยนจึงลดโทษเพียงแค่ถูกจำคุกไม่กี่ปีเท่านั้น
เรื่องนี้ย่อมเกิดความคลุมเครือไม่กระจ่างในสายตาของเหล่าขุนนางหลายคน…ราวกับต้องการให้บุรุษผู้นี้รอดชีวิตไม่ยินยอมให้ตายไปง่ายๆ
ในขณะเดียวกันนั้นเสียงประตูพลันถูกผลักออกมาก่อนที่ท่านหมอชราจะเดินออกมาในสภาพที่ไม่ค่อยดูดีนัก อาภรณ์สีขาวนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเลือด
หลี่จื่อหนิงละความสนใจจากบุรุษผู้นี้ ปรายสายตารีบเร่งฝีเท้าเดินไปทันที
“เขาเป็นอย่างไรบ้าง” น้ำเสียงหวานเอ่ยถามด้วยความกระวนกระวาย สายตาของนางพลันสอดส่องเข้าไปในเรือน
“มีผู้ใดตายในจวนข้าหรือไม่”
หมอชราปรายมองสตรีและบุรุษเบื้องหน้าสลับกันไปมาด้วยความไม่เข้าใจนัก ทว่าหาใช่เรื่องที่ต้องเก็บมาใส่ใจ เขาถอนหายใจออกมาหนักอึก่อนจะเหลียวกลับไปมองในห้องอีกครั้ง
“คุณชายผู้นั้นเสียเลือดไปมากนัก…หากผ่านพ้นค่ำคืนนี้ไปได้ก็นับว่าสวรรค์เมตตาและปรโลกไม่กล้าเอาชีวิต”
“หมายความว่าอย่างไร…เขาจะตายงั้นหรือ” นางเอ่ยถาม
“สภาพเช่นนี้...ขาข้างหนึ่งคงกำลังก้าวไปปรโลกแล้ว”
ตอนที่เขาเห็นสภาพของคุณชายผู้นี้นั้น แม้ว่าบาดแผลจะไม่ได้ลึกถึงขั้นหมายจะเอาชีวิตแต่ทว่าเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดนั้น ห้ามอยู่นานกว่าจะหยุดลงได้
หลี่จางเหว่ยได้ยินแล้ว หลี่จางเหว่ยเหลือบสายตามองไปยังหลี่จื่อหนิง เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ได้ยินแล้วหรือไม่…เอาเถอะ! หากเป็นเช่นนั้นข้าจะขุดหลุมบนภูเขาสักลูกและสลักป้ายวิญญาณให้ดีสักอัน”
“เหอะ! อย่างไรเขาก็ไม่ทางตายแน่”
หลี่จื่อหนิงตอบออกมาอย่างแน่วแน่ ต่อให้ต้องไปดึงเขากลับมาจากปรโลก…นางก็จะทำ!