งานเลี้ยงต้อนรับกองทัพสกุลหลัน
“คุณหนู”
สวีจินเยว่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงของสาวใช้ พร้อมกับคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงหางตา เรื่องที่เกิดขึ้นในฝันเมื่อครู่ราวกับว่านางไปประสบพบเจอมาด้วยตนเอง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเหมือนมิใช่ความฝัน สรุปแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นมันคืออันใดกันแน่
แต่ที่รู้แน่ ๆ คือตอนนี้นางไม่อาจวางความแค้นที่มีต่อสองคนนั้นลง นี่นางจะกลายเป็นสวีจินเยว่ในนิยายจริง ๆ แล้วหรือ แล้วเช่นนี้นางจะยังสามารถมีชีวิตรอดเช่นที่ต้องการได้หรือไม่
“คุณหนูนั่งเหม่ออันใดหรือเจ้าคะ” ถิงถิงที่เห็นผู้เป็นนายนั่งนิ่งก็ได้แต่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะอีกไม่กี่ชั่วยามก็ต้องออกไปร่วมงานเลี้ยงแล้ว
“ไม่มีอันใด” จินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พยายามลืมเรื่องเหล่านั้นไปให้หมด
“เช่นนั้นก็ไปเตรียมตัวกันเถิดเจ้าค่ะ” ถิงถิงพาผู้เป็นนายไปจัดการขัดผิว อาบน้ำ แต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อเตรียมไปร่วมงานเลี้ยงที่วังหลวงในตอนเย็น
“คุณหนูงดงามมากเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยชมผู้เป็นนายไม่ขาดปาก ทั่วเมืองหลวงนี้นางยังไม่เคยเห็นผู้ใดงดงามกว่าผู้เป็นนายของนางเลยสักคน
สวีจินเยว่ไม่ได้ตอบอันใด เพียงแต่พินิจใบหน้าของตนที่อยู่ในกระจกตอนนี้ ใบหน้าเกลี้ยงเกลา สะอาดหมดจด ดวงตากลมโต คิ้วดกดำโค้งยาวเป็นคันศร แก้มแดงระเรื่อ ริมฝีปากเรียวสวย จมูกเล็กสมหน้า ผมดำงามสลวย ร่างโปร่งได้ทรวดทรง ไม่ว่าชายใดได้เห็นก็ต้องหยุดมอง
“คุณหนูใส่ชุดไหนดีเจ้าคะ” เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วก็ถามความเห็นของผู้เป็นนาย วันนี้คุณหนูให้เตรียมเอาไว้สองชุด นางไม่รู้ว่าผู้เป็นนายจะเลือกใส่ชุดใด
สวีจินเยว่มองไปยังเสื้อผ้าที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ ชุดหนึ่งเป็นสีกลีบบัว อีกชุดเป็นสีขาวสะอาดตา นี่เป็นนางร้ายประเภทไหนกันจึงได้ใส่ชุดที่จืดชืดเช่นนี้ ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
“มีสีเข้มกว่านี้หรือไม่” จินเยว่หันไปเอ่ยถามสาวใช้ข้างกาย นางไม่มีทางใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ออกไปอย่างแน่นอน ชุดเหมือนคนป่วยเช่นนี้จะใส่ได้อย่างไร
“มีเจ้าค่ะ” ถิงถิงตอบ พลางรีบเดินไปหาชุดสีน้ำเงินเข้มที่ผู้เป็นนายเพิ่งไปตัดมา “นี่เป็นชุดที่คุณหนูเพิ่งตัดมาได้ไม่นานเจ้าค่ะ”
“ดี ข้าเอาชุดนี้” จินเยว่ตัดสินใจทันควัน ชุดแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับบทนางร้าย แม้จะต้องตายตั้งแต่ยังไม่ถึงกลางเรื่องเสียด้วยซ้ำ
เมื่อแต่งกายเรียบร้อยก็ออกไปรอที่ประตูใหญ่ เพื่อออกไปร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับครอบครัว
ไม่นานคนจากจวนสกุลสวีก็เดินทางมาถึงงานเลี้ยง ทุกสายตาต่างก็จับจ้องมาที่บุตรสาวคนโตของสกุลสวี ยากที่จะหาผู้ใดเปรียบ ดวงตาหลายคู่ต่างก็มองด้วยสายตาชื่นชม และมีอีกไม่น้อยมองด้วยสายตาที่ริษยาในความงามนั้น แต่นางหาได้สนใจไม่ ชอบหรือไม่นั้นเป็นปัญหาของพวกเขา หาใช่เรื่องของนางไม่
“เยว่เอ๋อร์ไปหาท่านตากับท่านลุงของเจ้าสิ มิได้พบหน้ากันเสียนาน ทั้งสองคนคิดถึงเจ้าไม่น้อย” สวีหนิงอีเอ่ยบอกบุตรสาว เมื่อเช้าหลังจากประชุมเช้าเสร็จ พ่อตาก็มาบ่นกับเขาไม่ขาดปากว่าคิดถึงหลานสาวผู้นี้เป็นที่สุด
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” จินเยว่ทำตามอย่างว่าง่าย ท่านตาท่านลุงสองคนนี้เอ็นดูหลานสาวเป็นที่สุด ถึงขนาดยอมทำตามความต้องการของหลานสาวโดยไม่สนถูกผิด
“คารวะท่านตา คารวะท่านลุง คารวะท่านป้าสะใภ้ คารวะพี่ฉานเฉิงเจ้าค่ะ” จินเยว่เอ่ยทักทายญาติฝั่งมารดาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ครั้งนี้นางจะต้องทำให้พวกเขาเอ็นดูนางมากกว่าในนิยาย
“เยว่เอ๋อร์ มานั่งข้างตานี่มา” หลันมู่เฉินเรียกหลานสาวสุดที่รักให้มานั่งลงข้าง ๆ เขามีหลานสาวเพียงคนเดียวจึงรักและเอ็นดูมากเป็นพิเศษ
“เยว่เอ๋อร์คิดถึงท่านตามากเลยเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าผู้เป็นตาเรียกหาก็รีบเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับเอ่ยออกมาอย่างออดอ้อน ตอนนี้นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น อยากจะทำอันใดก็จะทำ
“ฮ่า ๆ ตาก็คิดถึงเจ้ายิ่งนัก” เมื่อได้ยินหลานสาวเอ่ยเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ยิ่งได้ยินคำพูดฉอเลาะก็ยิ่งเอ็นดูหลานสาวผู้นี้มากขึ้นไปอีก นางปากหวานปานนี้ หากออกปากขอสิ่งใดเขาก็พร้อมที่จะหามาให้นาง ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด
“แล้วเยว่เอ๋อร์ไม่คิดถึงลุงผู้นี้เลยหรือ” หลันหลี่เจี๋ยเอ่ยขึ้นอย่างน้อยอกน้อยใจที่หลานสาวไม่สนใจตนเองเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้พบเจอกันเสียนาน มิใช่ว่าหลงลืมกันไปแล้วหรือ
“ท่านลุงอย่าได้น้อยใจ เยว่เอ๋อร์ก็คิดถึงท่านลุงยิ่งนัก” เมื่อเห็นท่าทีน้อยอกน้อยใจของผู้เป็นลุง จินเยว่ก็รีบเอ่ยและหันไปนวดไหล่ให้อย่างเอาใจ เกิดเป็นหลานสาวคนเดียวมันดีแบบนี้นี่เอง
“คิดไว้แล้วว่าเยว่เอ๋อร์ไม่มีทางลืมลุงคนนี้อย่างแน่นอน ลุงเตรียมของมาให้เจ้าเยอะแยะเลย” ผู้เป็นลุงเอ่ยออกมาอย่างมีความสุขที่ได้ยินหลานสาวเอ่ยออกมาเช่นนั้น ตลอดการเดินทางกลับเมืองหลวงเขาได้ซื้อของมากมายเพื่อนำมามอบให้นาง
“ขอบคุณท่านลุงเจ้าค่ะ” จินเยว่หูผึ่งกับคำว่าของฝาก อยากเห็นยิ่งนักว่าของจากต่างเมืองจะมีหน้าตาเช่นไร จะมีอันใดน่าสนใจหรือไม่
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด อีกไม่นานฝ่าบาทก็คงจะเสด็จมา ส่วนของฝากพวกนั้นตาก็มีไม่น้อยหน้าไปกว่าท่านลุงเจ้าหรอกนะ” สองพ่อลูกผลัดกันเอ่ยเอาใจหลานสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันนาน
“เจ้าค่ะ” จินเยว่ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และเตรียมที่จะลุกขึ้นกลับไปนั่งยังที่ของตนเอง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อญาติผู้พี่เอ่ย
“เยว่เอ๋อร์ พี่มีเรื่องมาเล่าให้เจ้าฟังมากมาย เมื่อฝ่าบาทประทานอนุญาตให้แยกย้ายเจ้าก็ไปรอพี่ที่ศาลาริมน้ำ พี่มีเรื่องที่จะเล่าให้เจ้าฟัง” หลันฉางเย่เอ่ยกับญาติผู้น้องด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขาได้พบเจอเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากมายจึงอยากเล่าให้นางฟัง
“ได้เจ้าค่ะ” จินเยว่ยกยิ้มให้พี่ชาย มาถึงตอนนี้นางก็ได้รู้แล้วว่าเป็นผู้ใดที่นัดหมายนางร้ายของเรื่องออกไปด้านนอก แล้วไปพบภาพบาดตาบาดใจระหว่างคู่พระนางนั้น ช่างเป็นการนัดหมายที่ดีเยี่ยมจริง ๆ
แต่นางจะไม่มีทางให้มันต้องเป็นเฉกเช่นในนิยายเด็ดขาด ครานี้ผู้ที่ต้องตกต่ำจะต้องไม่ใช่นาง