เขาคือผู้ใด
หยางอิ่งลี่ได้แต่กำมือแน่นอย่างไม่สามารถทำอันใดได้ ในเมื่อเอ่ยออกมาเช่นนี้นางก็จะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าอยู่ไม่สู้ตายเป็นอย่างไร สตรีร้ายกาจเช่นสวีจินเยว่จะมาสู้สตรีที่มีชื่อเสียงที่ดีเช่นนางได้อย่างไร
“สตรีร้ายกาจเช่นเจ้า ข้าไม่มีทางแต่งงานด้วยเด็ดขาด” เฉิงอู่ยืนยันหนักแน่น ชีวิตนี้เขาจะแต่งงานกับสตรีที่เขารักคนเดียวเท่านั้นก็คือหยางอิ่งลี่ หาใช่สตรีร้ายกาจนางนี้ไม่
“หากเจ้าสามารถถอนหมั้นกับข้าได้เจ้าก็จะเป็นอิสระ หากไม่ได้เจ้าก็เตรียมอยู่อย่างเป็นทุกข์ตลอดชีวิตได้เลย หากเจ้าทำตัวดี ๆ ข้าก็อาจจะยอมให้เจ้าแต่งงานเข้าจวนตระกูลเกาก็ได้ แต่ก็คงจะได้เพียงฐานะอนุต่ำต้อยเท่านั้น” จินเยว่ประกาศกร้าว นางตัดสินใจแล้วว่าจะสู้กับตัวเอกในนิยายนี่สักครั้ง หากไม่ชนะก็แค่ตายอีกรอบ นางไม่สามารถยืนมองสองคนนี้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขได้จริง ๆ ผู้ใดจะหาว่านางจิตใจคับแคบก็ช่าง
พูดจบสวีจินเยว่ก็เดินออกไปจากบริเวณนั้นทันที เพราะกลัวว่าหากอยู่ต่อจะไม่สามารถระงับอารมณ์ของตนเองไม่ให้เข้าไปทำร้ายอีกฝ่ายได้ มิเช่นนั้นก็จะเป็นไปตามเนื้อหาของนิยาย ซึ่งนางไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น และไม่มีทางที่นางจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด
หลันฉางเย่เมื่อเห็นว่าญาติผู้น้องเดินออกไปแล้ว ก็ได้แต่หันไปมองสองคนนั้นด้วยสายตารังเกียจ เขาอยากให้ญาติผู้น้องถอนหมั้นไปเสีย เขาไม่อยากให้นางแต่งกับบุรุษเช่นนี้เลย เขาเชื่อว่านางสามารถหาบุรุษที่ดีกว่านี้ได้
“พี่ฉางเย่ ท่านไปที่ใดมา คิดว่าจะเดินตามข้ามาเลยเสียอีก” นางเข้ามานั่งรอเขาในศาลานานแล้วแต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะกลับมาเสียที
“เจ้าก็ใจร้อนนัก เรายังมีเวลาสนทนากันอีกมาก” ฉางเย่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ พลางรินน้ำชาดื่มเพื่อดับกระหาย เมื่อครู่เขาพบกับสหายจึงได้อยู่สนทนากันนิดหน่อยก่อนจะชวนให้มานั่งด้วยกัน
สวีจินเยว่ได้แต่มองคนที่เดินเข้ามาพร้อมญาติผู้พี่ด้วยใบหน้าสงสัย ตอนนี้นางไม่รู้เลยว่าผู้ใดเป็นผู้ใด ความทรงจำของร่างนี้นางไม่มีเลยแม้แต่น้อย ที่นางจำญาติฝั่งมารดาได้ก็เพราะบิดามารดาและการคาดเดาของนางเท่านั้น
“พี่ฉางเย่ คนผู้นี้คือ”
“นี่เจ้าเลอะเลือนถึงกับจำหมิงซวนมิได้เชียวหรือ” ฉางเย่มองหน้าของน้องสาวอย่างงุนงง คนที่นางวิ่งตามตั้งแต่เด็กนางก็ลืมไปแล้วหรือ
“หมิงซวน?” จินเยว่พยายามคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าคนผู้นี้คือใคร ในนิยายนางยังไม่เห็นชื่อตัวละครตัวนี้เลย นางยังอ่านไม่ถึงหรือว่าเขาไม่มีตัวตนในนิยายกันแน่
“ตั้งแต่เด็กเจ้าก็วิ่งตามเขาไม่ยอมห่าง มาบัดนี้ลืมเขาไปแล้วหรือ อย่าบอกนะว่าตั้งแต่ที่ข้าจากเมืองหลวงไป เจ้าสองคนก็มิได้ไปมาหาสู่กันอีกเลย” สองคนนี้ช่างประหลาดยิ่งนัก ตอนเด็กสนิทสนมรักใคร่มากกว่าเขาที่เป็นญาติผู้พี่เสียอีก มาบัดนี้กลับทำเหมือนไม่รู้จักกันเสียได้
“ที่แท้ก็พี่หมิงซวนนี่เอง มิน่าเล่าข้าถึงรู้สึกคุ้น ๆ หน้าของท่าน” ในเมื่อไม่มีคนเอ่ยอันใดและนิยายก็ไม่เอ่ยถึง แล้วใครมันจะไปรู้ว่าเขาคือผู้ใด แต่จะว่าไปคนผู้นี้ก็หน้าตาดีไม่น้อย มิน่าเล่าสวีจินเยว่ตอนยังเป็นแม่นางน้อยจึงวิ่งไล่ตาม แต่ไม่รู้ว่าเพราะอันใดจึงได้ห่างหายกันไป
“มิใช่ว่าเราเพิ่งพบหน้ากันเมื่อไม่นานมานี้มิใช่หรือ” หมิงซวนได้แต่มองหน้าของหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียว เขาจำได้ว่าเพิ่งเจอนางเมื่อไม่นานมานี้ นางจะลืมได้ง่ายเพียงนั้นเลยหรือ
“ฮ่า ฮ่า ๆ ข้าล้อเล่นเท่านั้น เหมือนจริงหรือไม่” จินเยว่หาข้ออ้างให้ตัวเอง นอกจากคนที่นางเห็นวันนี้แล้วนางก็ไม่รู้จักหน้าของผู้ใดอีกเลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปต้องลำบากเป็นแน่ เมื่อคิดได้จึงรีบเอาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้ทันที “ข้าออกมานานแล้วคงต้องกลับเข้าไปในงานก่อน”
“นางจำเจ้ามิได้จริง ๆ หรือ” เมื่อเห็นว่าญาติผู้น้องเดินออกไปแล้ว ฉางเย่ก็หันกลับมาถามสหายที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อครู่สีหน้าของนางไม่คล้ายว่ากำลังล้อเล่นอยู่
“หรือจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางกัน” หมิงซวนมองตามคนที่เพิ่งเดินจากไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง เจอกันทุกทีนางไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย นี่นางเป็นอันใดไป
“หรือนางเจ็บปวดจากเจ้าคนแซ่เกาจนเลอะเลือนไปแล้ว” น้องสาวที่ร่าเริงน่ารักของเขาถึงกลายมาเป็นคนเลอะเลือนเช่นนี้ เขาจะต้องหาทางเอาคืนให้นางอย่างแน่นอน สองคนนั้นอย่าคิดที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกเลย ไม่ว่านางคิดจะทำอันใดเขาก็พร้อมที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ขอเพียงนางมีความสุขก็พอ
ซุนหมิงซวนได้แต่ครุ่นคิดเกี่ยวกับท่าทีที่แปลกไปของนาง เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นนางจึงได้กลายเป็นเช่นนั้น หรือนางจะเจ็บปวดใจจนกลายเป็นเช่นนี้จริง ๆ
ที่ผ่านมาเขาละเลยนางไปจริง ๆ เพราะตอนนั้นเพิ่งเข้าทำงานในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรได้ไม่นานจึงต้องเร่งทำผลงานให้เป็นที่พอใจของฝ่าบาท ทำให้ไม่มีเวลาว่างมากนัก จนตอนนี้ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาทและเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจึงได้มีเวลาว่างมากขึ้น
ที่ผ่านมาเขาก็พบหน้าของนางอยู่บ่อยครั้งยามที่มีงานเลี้ยงในวัง แต่ก็ไม่ได้สนทนากันอย่างสนิทสนมเช่นกาลก่อน เพราะเขาต้องคอยสอดส่องความปลอดภัยของฮ่องเต้ และยังได้ยินข่าวคราวที่นางตามรังควานคู่หมั้นและสตรีอีกนางจนเป็นที่โจษจันไปทั่วเมืองหลวง
ทว่าตอนนั้นเขาต้องเร่งสร้างผลงานจึงไม่ได้สนใจเรื่องราวของผู้อื่นมากนัก พอมาถึงตอนนี้เห็นว่านางต้องเจ็บช้ำน้ำใจเพียงใดก็เกิดความรู้สึกผิดในใจที่ได้ละเลยนางไป