ฝันถึงอดีต
ตั้งแต่กลับมาจากงานเลี้ยงในวันนั้น สวีจินเยว่ก็เอาแต่ฝันถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของร่างนี้และเรื่องราวของสวีจินเยว่ในนิยาย ราวกับเรื่องราวทั้งหมดนั้นนางได้ประสบพบเจอด้วยตนเอง
“สรุปแล้วมันเกิดอันใดขึ้นกับข้ากันแน่” หญิงสาวได้แต่นั่งหอบหายใจแรง ๆ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ นางฝันเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้นแทบทุกคืน ความโกรธแค้นก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นอย่างไม่อาจปล่อยวางได้
“คุณหนูฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ” ถิงถิงเมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นนายก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่มีอันใด เจ้าพักผ่อนเถิด” จินเยว่ล้มตัวลงนอนเช่นเดิม แต่ในหัวยังสลัดเรื่องที่ตนฝันเมื่อครู่ออกจากหัวไม่ได้
‘อย่าบอกนะว่านี่มิใช่ความฝัน มิใช่นิยาย แต่มันคือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ แต่ว่าข้ามาเกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องนี้ด้วย’ หญิงสาวได้แต่นอนคาดคะเนกับตนเองว่าแท้จริงแล้วมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่
เมื่อคิดไม่ตกก็พยายามข่มตานอนให้หลับ แต่ก็ผ่านไปเกือบครึ่งคืนกว่านางจะสามารถหลับลงอีกครั้ง จึงทำให้ตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ไม่สดชื่นนัก
“คุณหนู นายท่านสกุลหลันให้คนมาเชิญไปที่จวนเจ้าค่ะ” ถิงถิงรีบเข้ามารายงานเจ้านาย คนสกุลหลันนั้นมาตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เพราะเจ้านายของนางนั้นยังไม่ตื่นจึงทำได้แค่รอเท่านั้น
“มานานแล้วหรือ” จินเยว่ลุกขึ้นด้วยท่าทางสะลึมสะลือ พอพูดถึงสกุลหลันนางก็จำได้ทันทีว่าท่านตากับท่านลุงชวนให้ไปที่จวน เพราะมีของฝากจากต่างเมืองจะมอบให้ แต่ช่วงนี้นางฝันร้ายบ่อย ๆ จึงได้หลงลืมเรื่องนี้ไป
“ตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าก็มาแต่งตัวให้ข้าเถิด” วันนี้คงถึงเวลาที่ต้องไปจวนสกุลหลันเสียที อยากรู้นักว่าทั้งสองเตรียมอันใดเอาไว้ให้นางบ้าง เมื่อคิดถึงของที่จะได้รับก็พลันอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
“เจ้าค่ะ” ถิงถิงรีบเข้ามาทำตามคำสั่งของผู้เป็นนาย รีบจัดการแต่งตัวแล้วพากันออกไปที่จวนสกุลหลันทันที
“คุณหนูเชิญที่โถงรับรองขอรับ” พ่อบ้านสกุลหลันออกมาต้อนรับสวีจินเยว่ด้วยตนเอง คนสำคัญของตระกูลเช่นนี้เขาต้องดูแลอย่างดี
สวีจินเยว่เดินตามพ่อบ้านไปอย่างว่าง่าย แต่ก่อนที่จะไปถึงโถงรับรองต้องผ่านศาลา และญาติผู้พี่ของนางก็นั่งอยู่ในศาลาพร้อมกับซุนหมิงซวนที่นางพบหน้าในวันนั้น
“เยว่เอ๋อร์ มาหาท่านปู่กับท่านพ่อหรือ” ฉางเย่ร้องถาม เขาก็ตั้งตารอให้นางมาที่จวนเช่นกัน วันนั้นยังไม่ได้เล่าอันใดให้นางฟังเลยนางก็ชิงหนีเขาไปเสียก่อน
“คารวะพี่ฉางเย่ คารวะพี่หมิงซวนเจ้าค่ะ” จินเยว่เดินเข้าไปทักทายสองคนที่นั่งอยู่ในศาลาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตอนนี้นางไม่กลัวอันใดแล้ว หลายคืนที่ผ่านมานางเอาแต่ฝันถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นและรู้เรื่องเกี่ยวกับร่างนี้จนหมด จนนางเองก็แอบคิดว่าตอนนี้ตนเองก็คือสวีจินเยว่ในนิยายไปแล้ว
“เจ้าจำได้แล้วหรือ” ฉางเย่มองญาติผู้น้องอย่างสำรวจ วันนี้นางก็ดูปกติดี ต่างจากวันนั้นที่พบกันอยู่มาก หรือวันนั้นนางจะเจ็บปวดจากเจ้าคนสกุลเกาจนเลอะเลือนไปจริง ๆ
“วันนั้นข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้น ท่านก็อย่าได้คิดจริงจังไป” จินเยว่บอกปัด ไม่คิดว่าญาติผู้พี่คนนี้ของนางจะสนใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงนี้ “ช่างเถิด ๆ เดี๋ยวข้าจะต้องไปหาท่านตาท่านลุงก่อน ประเดี๋ยวจะกลับออกมาหาท่าน”
ตอนนี้นางมีความทรงจำในอดีตของสวีจินเยว่ทั้งหมด นางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำอันใดผิดพลาดจนเป็นที่สงสัย ไม่ว่าตอนนี้เรื่องใดที่เคยเกิดขึ้นนางล้วนรับรู้ทั้งหมดแล้ว
“ได้ ๆ เจ้าไปเถิด ข้าจะรอที่นี่” ตอนนี้ให้ตาแก่สองคนนั้นเอาหน้าไปก่อน ผู้ใดจะรู้ใจนางมากไปกว่าเขา รอดูตอนให้ของนางก่อนเถิดว่านางจะชอบของผู้ใดมากกว่ากัน
“อาเว่ยไปนำของที่เตรียมเอาไว้ให้เยว่เอ๋อร์มาให้หน่อย” เมื่อเห็นว่าญาติผู้น้องเดินไปแล้วก็เรียกให้คนสนิทไปนำของฝากที่เขาเตรียมเอาไว้มา
ซุนหมิงซวนเอาแต่นั่งเงียบมองดูพี่น้องสองคนคุยกันเงียบ ๆ เขาต้องทำอันใดสักอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นอันใด และเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางกันแน่
“ท่านตา ท่านลุง เยว่เอ๋อร์มาแล้วเจ้าค่ะ” จินเยว่วิ่งเข้าไปหาทั้งสองอย่างออดอ้อน ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องเกาะขาสองคนนี้เอาไว้ให้แน่น หากนางมีสองคนนี้หนุนหลังผู้ใดจะกล้ามามีเรื่องกับนาง
“มาเร็ว ๆ มาดูว่าตาเตรียมอันใดไว้ให้เจ้า” มู่เฉินรีบเข้าไปพาตัวหลานสาวเข้าไปดูสิ่งของต่าง ๆ ที่ตนเตรียมเอาไว้ให้
สวีจินเยว่มองของมากมายที่วางอยู่อย่างตื่นตาตื่นใจ มีของหลายอย่างที่นางยังไม่เคยเห็น แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจก็คือกระจกเงาบานใหญ่ที่วางเด่นอยู่
“นะ นี่คือ”
“นี่คือกระจกที่ดีที่สุด ลุงนำมาเป็นของฝากให้เจ้า ชอบหรือไม่” เมื่อเห็นว่าหลานสาวชอบสิ่งที่ตนเลือกสรรมา หลี่เจี๋ยก็รีบเอ่ยขึ้นทันทีเพราะกลัวผู้เป็นพ่อจะแย่งความชอบนี้ไป
“ชอบเจ้าค่ะ ชอบมาก” จินเยว่เดินสำรวจกระจกบานนั้นอย่างสนใจ นี่เหมือนกับกระจกในที่ที่นางจากมา ไม่คิดว่าที่แห่งนี้จะมีแบบนี้ด้วย
“แล้วของที่ตาเตรียมมาให้เจ้าเล่า” มู่เฉินเดินกลับไปนั่งที่ของตนพร้อมเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจ ของเขาตั้งมากมายแต่นางกลับไม่ชอบ
“ของท่านตาหลานก็ชอบเจ้าค่ะ ยิ่งเครื่องประดับมุกนี่ช่างงดงามยิ่งนัก” จินเยว่หันไปเอาใจผู้เป็นตา ของที่นางได้มานั้นล้วนเป็นของดีทั้งนั้น นางจะไม่ชอบได้อย่างไร
“ดี ๆ ไปเอาผ้าที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาให้ข้า” มู่เฉินหันไปสั่งพ่อบ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาได้รับผ้าชั้นดีหลายผืนจึงคิดที่จะมอบให้หลานสาว เพราะเก็บเอาไว้เขาก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี
“ผ้างดงามเช่นนี้ตาไม่ได้ใช้ เยว่เอ๋อร์เอาไปใช้เถิด”
สวีจินเยว่ยิ้มออกมาและออดอ้อนทั้งสองด้วยใบหน้าปริ่มสุข วันนี้ช่างเป็นวันที่ดีของนางจริง ๆ
ทั้งสามพูดคุยกันอีกหลายประโยคกว่าคนที่หลงหลานสาวจะปล่อยตัวหลานสาวเพียงคนเดียวออกมาเป็นอิสระ