ข่าวลือ
สวีจินเยว่และซุนซูอี๋เดินทางมาถึงร้านอาหารเจียวจูก็ตรงไปยังห้องที่จองไว้ทันที ทว่าเมื่อมาถึงก็พบว่าเหล่าพี่ชายที่นางได้นัดเอาไว้มาถึงก่อนแล้ว
“พวกท่านมาถึงนานแล้วหรือเจ้าคะ” หลังจากทักทายกันเสร็จก็เป็นจินเยว่ที่เอ่ยถามไถ่คนที่มาถึงก่อน เพราะดูแล้วอีกคนที่มาพร้อมกับนางคงไม่คิดที่จะเอ่ยถามเป็นแน่
“เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน พวกเจ้ามานั่งก่อนสิ” ฉางเย่ตอบพร้อมกับเรียกญาติผู้น้องให้มานั่งลงข้าง ๆ ตน “เหตุใดพวกเจ้าถึงมาอยู่ด้วยกันได้”
เขาไม่คิดเลยว่าสองคนนี้จะออกมาเที่ยวเล่นด้วยกัน เพราะเขารู้ดีว่าน้องสาวของสหายมีนิสัยเป็นเช่นไร
“เรื่องบังเอิญเจ้าค่ะ พวกเราออกมาดูงิ้วพร้อมกันพอดี จึงได้พากันไปเดินเล่นนิดหน่อย” จินเยว่เอ่ยอย่างไหลลื่น ต่างจากอีกฝ่ายที่ยังคงนั่งเงียบอยู่เช่นเดิม
“สนุกหรือไม่” เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องยังคงนั่งเงียบ ฉางเย่จึงได้เอ่ยกับญาติผู้น้องของตนเองต่อ
“สนุกมากเจ้าค่ะ” จินเยว่เอ่ยเจื้อยแจ้ว เล่าเรื่องงิ้วที่ได้ไปดูมาให้คนทั้งห้องฟังอย่างสนุกสนาน และไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องที่เจอกับเถาเฟยหย่าให้เหล่าพี่ชายฟัง พระรองผู้นี้วันหนึ่งจะเป็นกำลังสำคัญให้กับแม่นางเอกตัวดี นางจะต้องหาทางตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
“จิตใจอกุศลยิ่งนักที่คิดเรื่องหยาบช้าเช่นนั้นออกมาได้” ฉางเย่กล่าวอย่างไม่พอใจ กล้าดีอย่างไรจึงเอ่ยถึงญาติผู้น้องของเขาเช่นนั้นได้ เห็นทีต้องจัดการเจ้าคนชั่วนี่ให้หลาบจำเสียแล้วที่บังอาจมารังแกน้องสาวที่น่ารักของเขา
“ใช่หรือไม่ คนเช่นนี้คบหาด้วยไม่ได้” จินเยว่ถือโอกาสใส่ไฟ ให้ญาติผู้พี่เป็นคนกำราบพระรองผู้นั้นแทนนางจะดีกว่า นางเป็นเพียงแค่คุณหนูในห้องหอ ให้ลงมือเองคงจะไม่สะดวกนัก
“ใช่ คนเช่นนี้คบหาด้วยไม่ได้” ฉางเย่เอ่ยอย่างหนักแน่น แม้จะเป็นตระกูลทหารเช่นเดียวกัน แต่หากมาทำให้ญาติผู้น้องของเขาไม่สบายใจเขาก็ไม่คิดที่จะไว้หน้าเช่นกัน
“เอาละ ๆ ไม่เอ่ยเรื่องนี้แล้ว เสียอารมณ์เปล่า ๆ” ซูอี๋เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ยิ่งคิดถึงเรื่องของเจ้าลูกหมานั่นก็ยิ่งทำให้โมโห
ทั้งสามหันไปมองทางหญิงสาวที่ปกติมีสีหน้าเรียบนิ่งเป็นตาเดียว ไม่บ่อยนักที่อีกฝ่ายจะแสดงสีหน้าอื่นนอกจากใบหน้าที่เฉยชา
“ได้ ๆ เราไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว” เมื่อจินเยว่เห็นอีกฝ่ายเริ่มมีน้ำโหก็ชวนเปลี่ยนเรื่องทันที
ทั้งสามกินอาหารและพูดคุยกันต่อครู่หนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันกลับจวน
วันรุ่งขึ้นก็มีข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับสตรีสองนาง ซึ่งก็คือเรื่องของซุนซูอี๋และสวีจินเยว่ที่เป็นหมัวจิ้ง วันนั้นที่เถาเฟยหย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้มีหลายคนที่ได้ยิน จึงได้นำเรื่องเหล่านี้ไปเล่าต่ออย่างสนุกปาก
สวีจินเยว่นั่งฟังเรื่องที่สาวใช้เล่าถึงข่าวลือที่กำลังถูกพูดถึงด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ไม่คิดว่าจะมีคนนำเรื่องนี้ไปเล่าต่อจนเป็นที่พูดถึงกันทั่วเมืองหลวง
“ไม่คิดว่าเรื่องไร้สาระพวกนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนถูกพูดถึงไปทั่วเมืองหลวงเช่นนี้” จินเยว่ไม่ได้ทุกข์ร้อนกับเรื่องนี้ เพราะเดิมทีชื่อเสียงของนางก็มิได้ดีเด่อันใด ออกจะไปทางสตรีร้ายกาจเสียด้วยซ้ำจึงไม่จำเป็นต้องกังวลอันใด แต่นางก็ไม่รู้ว่าพี่ซูอี๋จะเป็นเช่นไร
“คนพวกนั้นช่างกล้ายิ่งนักที่ทำเช่นนี้” ถิงถิงบ่นอย่างไม่พอใจ หากเป็นเช่นนี้ชื่อเสียงของคุณหนูของนางก็เสียหายหมด
“ไปตามสืบมาหน่อยว่าผู้ใดกันที่นำเรื่องไร้สาระเช่นนี้ไปเล่าต่อ” ในเมื่อนางได้รับบทบาทนางร้ายแล้ว นางก็สมควรจะแสดงตามบทบาทที่ได้รับมิใช่หรือ
“เจ้าค่ะ” ถิงถิงรีบออกไปตามหาตัวคนที่ปล่อยข่าวลือตามคำสั่งของผู้เป็นนาย นางก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้ใดที่กินดีหมีหัวใจเสือทำเรื่องเช่นนี้ ผู้หนึ่งก็บุตรสาวราชเลขา หลานรักของแม่ทัพหลิน อีกผู้หนึ่งก็บุตรสาวของเจ้ากรมขุนนาง น้องสาวของหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรผู้เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของฝ่าบาท ช่างไม่รักตัวกลัวตายเสียจริง
ถิงถิงออกไปสืบข่าวอยู่นานก็กลับมาพร้อมกับข่าวที่ได้ออกไปตามสืบมา ตอนนี้นางรู้แล้วว่าผู้ใดที่ปล่อยข่าวลือเรื่องนี้
“ว่าอย่างไร รู้ตัวคนทำหรือไม่” จินเยว่ยังคงถามออกมาอย่างผ่อนคลาย หากไม่รู้ตัวคนทำจริง ๆ นางก็สามารถให้ญาติผู้พี่ตามตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้ได้
“รู้แล้วเจ้าค่ะ วันนั้นที่ร้านเครื่องประดับมีคุณหนูรองว่าน ว่านอี้เหลียงผู้ที่เป็นปรปักษ์กับคุณหนูเจ้าค่ะ คุณหนูจวนอื่น ๆ คงไม่มีผู้ใดกล้านำเรื่องไร้สาระเช่นนั้นไปเล่าต่ออย่างสนุกปาก” ถิงถิงเล่าเรื่องที่ไปสืบมาอย่างไม่พอใจ
“ว่านอี้เหลียง” จินเยว่เอ่ยทวนชื่อที่เพิ่งได้ยินเมื่อครู่ช้า ๆ สตรีผู้นี้นางจำได้ขึ้นใจ เพราะอีกฝ่ายเป็นสหายของหยางอิ่งลี่แม่นางเอกตัวดีนั่นเอง
“ใช่เจ้าค่ะ นางช่างร้ายกาจยิ่งนัก” ถิงถิงเอ่ยอย่างโมโห
“เจ้าไปสืบเรื่องที่จวนสกุลซุนมาให้ข้าหน่อยเถิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง” นางอยากรู้ท่าทีของสกุลซุนว่าจะจัดการกับเรื่องข่าวลือนี่เช่นไร
“เจ้าค่ะ” ขณะที่ถิงถิงกำลังเดินออกไป ก็ต้องหยุดทักทายผู้ที่กำลังเดินเข้ามาในเรือนผู้เป็นนาย “คารวะคุณชายหลันเจ้าค่ะ”
“เจ้านายของเจ้าอยู่ที่ใด” ฉางเย่ถามขึ้นอย่างรีบร้อน เรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความเสื่อมเสียให้ญาติผู้น้องของเขาไม่น้อย ไม่รู้ว่าป่านนี้นางจะร้อนใจเพียงใด
“คุณหนูอยู่ในเรือนเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าจะไปที่ใด” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเตรียมจะออกไปด้านนอกก็ถามอย่างแปลกใจ มิใช่ว่าตอนนี้อีกฝ่ายต้องอยู่ข้างกายผู้เป็นนายหรอกหรือ
“คุณหนูให้บ่าวไปที่จวนสกุลซุนเจ้าค่ะ ให้ไปสืบดูว่าทางนั้นมีท่าทีเช่นไรบ้าง” ถิงถิงบอกไปตามที่ตนได้รับมอบหมายจากผู้เป็นนาย
“เช่นนั้นก็ไปเถิด” พูดจบก็เดินเข้าไปหาญาติผู้น้องที่เรือน ก่อนจะมาที่นี่เขาได้ส่งคนไปตามสืบมาแล้วว่าผู้ใดบังอาจปล่อยข่าวลือไร้สาระเช่นนี้ และก็ให้คนไปแจ้งข่าวที่จวนสกุลซุนแล้ว ที่เขามาที่นี่ก็เพราะต้องการจะถามว่านางจะทำเช่นไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น