… นี่แก พอดีเราจะแต่งงาน อ่ะนี่ซองงานแต่ง ช่วยใส่เยอะๆ นะ พอแกแต่งฉันรับปากเลยจะใส่ให้แกเป็นสองเท่า
… พอดีผมจะแต่งงานน่ะครับ น้องที่ทำงานยื่นซองสีชมพูกลิ่นหอมให้ด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ
… นี่ๆ ตรงนี้ นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว รถติดมาก ให้ฉันกั้นประตูไหนดี ขอประตูชัยได้ไหม
… ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันได้กินเลี้ยงงานบวชลูกแกด้วย บุญแกจริงๆ ได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกแล้ว
… หลานแกหน้าตาจิ้มลิ้มจัง ตัวเล็กนิดเดียว หน้าตาเหมือนพ่อมันนะ
และฉัน ติ๊ง! เสียงระฆังดังกังวานแม้จะอยู่ในศาลาตัดห้วงความคิดตั้งแต่ยังเยาว์จวบจนอายุเข้าเลขสาม ‘ทำไมฉันไม่ขัดคำสั่งแม่นะ’ สาวผิวขาวใสจัดว่าเป็นสาวสวยคนหนึ่ง แต่จนป่านนี้ยังห่างไกลกับการมีคู่ชีวิตแตกต่างกับ… เขมจิราอดปรายหางตามองแม่สามสาวที่แต่ก่อนชวนกันไประริกระรี้ส่องผู้ชายตามที่ต่างๆ หากแต่ตอนนี้
“การไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นเจ้าของต่อสิ่งใดๆ สิ่งนั้นแหละจะทำให้เราเป็นสุขได้”
“พระท่านสอนดีนะยาย”
“อืม” แต่ในใจแย้งเสียมิได้ ‘คนที่มีหมดแล้วต่างหากที่ไม่อยากได้อยากมี’
“ต้องมาวัดบ่อยๆ เสียแล้ว ว่าไหม”
“อืม” คนฟังเทศน์ในชุดนุ่งขาวห่มขาวต่อว่าเพื่อนในใจ ‘ถ้าไม่เพราะพวกแกเบื่อลูกเบื่อผัว จะชวนฉันมาไหม’
“ทองกำลังขึ้น แกอยู่บนนั้นก็ดี อย่าไปมีมันเลย”
“ถ้าฉันอยากเอา ป่านนี้ก็ไม่มีใครเอาแล้วไหม”
“ก็จริง”
“อีพวกนี้นี่ เงียบได้แล้ว ฉันจะฟังพระเทศน์ เดี๋ยวนรกจะกินกบาลแก”
“ฉันขึ้นสวรรค์บ่อยกว่าแก นรกอะไรนั่นก็แค่ชื่อน้ำพริก”
“อีนี่”
“แกคิดเหมือนที่ฉันคิดรึเปล่า” เสียงกระซิบกระซาบดังเฉพาะในกลุ่ม แม้จะนุ่งขาวห่มขาวแต่ไม่ไปโกนหัว เพราะบวชช่วงสั้นๆ เท่านั้น
“อืม”
“ขนาดโกนหัวยังหล่อ แล้วถ้า…”
“พวกแกเงียบ!”
“บวชก่อนเบียด”
“ท่าทางจะเบียดมาเยอะเลยพักมาบวช”
“นี่มันวัด!”
เมื่อลงมาจากลานปฏิบัติธรรม สี่สาวเพื่อนสนิทที่อยู่ในวัยกลางคนก็ลงไปจัดแจงเตรียมผ้าผลัดอาบน้ำ บวชชีพราหมณ์ครั้งนี้ทำให้จิตใจของแต่ละคนล้วนสงบสุขแต่ไม่วายต้องถ่ายภาพลงสตอรี่เพื่อให้ผู้ติดตามในโลกโซเชียลรู้ว่าพวกเธอสาวสวยที่มีพันธะ ไม่สิ! ยังเหลืออีกคนที่มีอิสระเสรีเข้าวัดเข้าวาเป็นกับเขาเหมือนกัน
“พรุ่งนี้ลาสิกขากี่โมงเหรอ”
“น่าจะประมาณช่วงสิบโมงมั้งแต่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องเข้าลานปฏิบัติธรรมอีก” กานต์พิชชาเอ่ยตอบเสียงเนือยๆ คนถามมีแววตาแจ่มใสขึ้นเพราะจะได้ไม่ต้องนอนดึกตื่นเช้าอีก เธอหาวหวอดๆ แล้วพูดเสียงเบาเพราะกลัวว่าใครที่ไม่ใช่เพื่อนจะผ่านมาได้ยิน
“อืม จะกลับไปนอนให้เต็มอิ่มเสียหน่อย แล้วแกนะยัยกานต์ บนอะไรรบกวนบอกล่วงหน้าด้วยนะ ลำบากลำบนเพื่อนต้องมาร่วมบวชชีพราหมณ์ด้วย”
“เออน่า อย่าบ่นมากนักเลย กว่าฉันจะได้ขึ้นมาเป็นหัวหน้างานได้ ไม่ใช่แค่ความเก่ง โอกาสอย่างเดียว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องเข้าใช่ป่ะวะ”
“เออ รู้แล้วแหละน่า ย้ำเหลือเกิน”
“นี่พวกแกยังไม่ไปอาบน้ำอีกรึวะ” เขมจิราที่เปลี่ยนชุดขาวปฏิบัติธรรมเดินถือขันสบู่แล้วหย่อนตัวนั่งลงข้างๆ เพื่อน กานต์พิชชาขยับกายมาข้างๆ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ตกลงเมื่อคืนนี้แกนอนละเมอใช่ป่ะ”
“ละเมออะไร” คนถูกถามขมวดคิ้วสงสัย แต่ในใจลึกๆ รู้ว่าห้วงนิทราของตนเองอยู่ในโหมดชวนฝัน แค่คิดในใจพลันเต้นโครมคราม
“ก็แกร้องแบบนี้… อื้อ อ๊ะ อ้า” เสียงร้องครวญครางทำเอาคนที่นั่งอยู่ด้วยกันถึงกับหันซ้ายหันขวา กลัวเหล่าแม่ชีและผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะตำหนิพวกเธอเอาได้
“ไอ้กานต์ แกจะบ้ารึเปล่า ในวัดในวา” มัลลิกาลุกพรวดขึ้นตำหนิเพื่อนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ
“ก็ทำให้พวกแกดูไง” พูดแล้วก็หันไปทางเขมจิรา “แกฝันว่าเอากับผู้ชายใช่ป่ะ” เขมจิราหน้าเห่อร้อนไม่คิดว่ากานต์พิชชาจะกล้าถามโพล่งออกมา
“แกไปทำงานเมืองนอก ไม่เผลอตัวเผลอใจให้กับข้าวหลามอินเตอร์บ้างรึไง”
“เสียดายของ ฉันนี่อยากลองเลียไอติมแท่งเท่านี่” พลอยไพลินสำทับพร้อมยกท่อนแขนออกมาทำท่าทางให้ดู
“คนที่หล่อๆ ที่แกถ่ายรูปคู่ด้วย เขาไม่ได้ชอบแกจริงอ่ะ หรือว่าเมื่อคืนนี้แกฝันว่ามีอะไรกับเขา ถึงได้ร้องครวญครางอย่างกับถูกลิ้นปาด” คำถามนี้ทำให้เธอถูกเพื่อนรุมมองด้วยสายตาเค้นคำตอบแต่เธอรู้ว่าหากพูดมากไป เรื่องนี้จะไม่จบ
แน่นอนเธออยากลงจากคาน อยากลองเสพสมอารมณ์หมายเหมือนเพื่อนนั่นแหละ เพียงแต่ยังไม่มีใครดีพอที่จะทำให้เธอยอมอ้าขาถูกเสียบ
“ฉันยังชอบที่จะช่วยตัวเอง จบนะ!”
“ด้วยกุศลผลบุญที่ฉันบวชชีพราหมณ์ครั้งนี้ ขอให้แกมีผัวและปวดหัวไปด้วยกัน”
“สาธุ!”
“สาธุ!”
“สาธุ!”