ที่วัด สถานปฏิบัติธรรมและแหล่งมูเตลีแห่งหนึ่งในประเทศไทย
“แกอย่าลืมท่องคาถาด้วย” กานต์พิชชายื่นกระดาษส่งให้ บนกระดาษเป็นคาถาขอถอนคำสาบานที่เพื่อนอุตส่าห์เขียนมาให้ เพราะมีเธอแค่คนเดียวในกลุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงาน เพื่อนๆ ต่างนำหน้าเข้าเส้นชัยกันไปก่อนแล้ว หากเป็นเกมกีฬาเธอแพ้ทุกประตู
‘…นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม…’
เขมจิราท่องจนไม่รู้กี่จบต่อกี่จบ แต่เนื้อคู่ก็ยังไม่เกิดเสียที แต่ช่างเถอะไม่มีก็ดี ไม่เหนื่อยใจ เธอไหว้พระขอพรครู่หนึ่งก็มีสายโทรเข้ามา
“แหม… ขนาดวันหยุดยังมีคนโทรมาสั่งออเดอร์ แก่ขนาดนี้ยังจะหาเงินไปทำไม ลูกผัวก็ไม่มี”
“ก็อยู่ว่างๆ จะให้ฉันนอนรอวันตายรึยังไง”
“ไม่ได้ให้รอวันตายแต่ให้ใช้ชีวิต อย่างเช่นไปเที่ยว ใช้เงินอะไรบ้าง เดี๋ยวก็แก่ตายยังไม่ทันใช้เงิน”
“แล้วจะให้เที่ยวและใช้เงินไหตลอดว่างั้น ฉันก็แค่หาอะไรทำแก้เบื่อ”
“ก็ดี! แต่ถ้าย้อนกลับไปได้แกอยากแต่งงานไหม? ไม่ต้องเป็นไอ้แฟนเก่าแกคนนั้นก็ได้” มัลลิกาถามกลับ
“แกก็ถามไปได้ ถ้ามันอยากแต่งคงแต่งตั้งแต่นายทหารคนนั้นหรือไม่ก็นายธนาคารที่มาตามจีบแล้วแหละ” กานต์พิชชาแย้งขึ้นแม้แต่พลอยไพลินยังเห็นด้วย
“เออว่ะ เสียดายความสาวไม่ได้ลองชีวิตซู่ซ่าเหมือนพวกเรา แต่ลองตอนนี้ก็ไม่สายนะ เขาบอกว่ายิ่งแก่ยิ่งมัน”
“แต่งแล้วปวดหัวแบบพวกแก”
“รสชาติชีวิตโว้ย” กานต์พิชชาสวนขึ้น
“แต่มันก็มีช่วงที่ความสุขนะเขม” พลอยไพลินเดินประชิดตัวและเอ่ยให้เพื่อนคิดตาม “แกเคยคิดว่าหลังจากเจ็บจี๊ดๆ ตอนกลั้นหายใจ ‘อึ๊บ!’ ความรู้สึกต่อมาคืออะไร มันมีความ… เรียกว่าลึกซึ้ง ไม่ยังงั้นแม่แกจะชวนพ่อแกกลับบ้านตอนกลับมาแล้วปล่อยให้แกขายขนมในตลาดเองคนเดียวรึไง” เขมจิราขมวดคิ้ว แม่เธอตายไปแล้วแต่พวกนี้นี่ สรรหาคนยกตัวอย่าง
“แกก็พูดไม่ให้เกียรติทองบนตัวมันเลย นี่นะเขมเอาแบบชีวิตวัยเราเลยนะ เราจะได้เห็นว่าลูกเราหน้าตายังไง ได้รู้สึกถึงความเป็นแม่และอะไรหลายๆ อย่าง…” เขมจิราฟังมัลลิกาถ่ายทอดความรู้สึกชีวิตของคนมีครอบครัวให้ฟังโดยที่เพื่อนแย้งบ้างสนับสนุนบ้าง เธอได้แต่รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนโดยไม่อาจโต้ตอบได้เต็มปากเต็มคำ
“ชีวิตคนเราอย่ามัวแต่ดูทฤษฏีหนังโป๊ แล้วทำร้ายตัวเอง ต้องลองหาตัวช่วยที่เหมาะสมด้วย” กานต์พิชชาเอ่ยขึ้น
“แกสิดูหนังโป๊” เขมท้วง
“ยอมรับโว้ย แล้วแกล่ะ ในวัดกล้ายอมรับรึเปล่า”
“เออ ก็มันดีดขึ้นมาเอง” กานต์พิชชาไม่เชื่อหรอก หนังพรรค์นั้นจะดีดขึ้นมาไม่ได้หรอกถ้าเจ้าตัวไม่กดเข้าไปหา แต่ไม่อยากจะพูดให้เพื่อนเสียหน้า
“แต่ก็กดดูใช่ไหมล่ะ”
“ฉันจะเป็นลม อากาศก็ร้อน นั่งคุยได้ไหม” เขมจิราหาข้ออ้างพูดขึ้นแล้วเดินไปพร้อมกับอ่านข้อความของลูกค้า เมื่อนั่งได้แค่ครู่เดียวเธอก็ได้กลิ่นบุหรี่โชยเข้าจมูก
พ่อเสียจากมะเร็งปอดส่วนแม่เป็นมะเร็งเต้านม สาเหตุหลักจากบุหรี่ทั้งนั้น ไหนจะมีควันธูปอีก เขมจิรามองตาขวางมองชายยืนสูบบุหรี่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“วัดวาก็ไม่เว้น” เธอบ่นพึมพำแต่เสียงก็ดังพอให้คนที่ตัวเองไม่พอใจได้ยิน เขาที่สวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์จำต้องทิ้งบุหรี่
“เป็นอะไรล่ะเขม”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เหม็นกลิ่นบุหรี่ โอ๊ย” เขมจิราสะบัดมือตบที่ใบหน้าของตนเองเพราะเหมือนมีอะไรกระโดดมาเกาะ แล้วสุดท้ายเธอก็เจ็บเองเพราะถูกต่อยเข้าที่ใบหน้า
“แมงมุมนี่” กานต์พิชชาหน้าตาตื่นเห็นแมงมุมไต่ที่ผมของเพื่อน เขมจิรารีบเอามือปัดแต่จังหวะนั้นก็เหมือนจะโดนต่อยเข้าให้
ไม่นานเริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาบริเวณที่ถูกนั้น
เขมจิราร้องซี๊ดขึ้นมา ทั้งเสียงและท่าทางของกลุ่มเธอทำให้คนที่เดินผ่านไปมาสนใจ และบังเอิญก็มีหญิงรูปร่างท้วมเดินผ่านมาพอดี
“เป็นอะไรรึแม่หนู”
“น่าโดนผึ้งหรือต่อต่อย”
“ตายแล้ว บวมด้วย เดี๋ยวนะ ป้ามียาเขียว ไม่แสบหรอก” ป้าคนหนึ่งล้วงยาหม่องยื่นส่งให้ กานต์พิชชารับมาแทนเพื่อนแล้วจัดการเทน้ำมันเขียวเตรียมจะถูเข้าที่พวงแก้มของเพื่อนแต่เขมจิรายกมือขึ้นห้าม
“แกจะเอามาทาหน้าฉัน?”
“ทาหน้าบ้านแกน่ะสิ เอามาทามือแกไง ดูสิบวมแล้ว”
“ทาได้ เชื่อป้าสิ นี่ที่บ้านใครโดนแมลงกัดต่อย ทาแล้วหาย” ป้าผู้หวังดีบอก เขมจิราสองจิตสองใจแต่ก็ลองดูเพราะเคยเห็นคนเคยใช้วิธีนี้
“เอายาถูๆ ทาๆ ล้างพิษมันก่อน มันช่วยได้นะเมื่อก่อนเคยถูกผึ้งต่อย พอใช้ทาๆ ถูๆ ไม่นานก็หาย” ป้าคนนั้นเอ่ยอย่างมีมิตรไมตรี เขมจิราถูบริเวณที่ถูกต่อยและใช้นิ้วโป้งถูคลึงเอาไว้สักพัก อาการปวดแสบปวดร้อนค่อยบรรเทาลงบ้าง
ไม่รู้ว่ากลุ่มเธอคุยกับป้าสองคนที่ช่วยเหลือได้อย่างไร คงเริ่มจากปากที่บอกว่าวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก ป้ามาแก้บน พลอยไพลินก็ปากไวจึงถามอย่างใคร่รู้ทั้งกระซิบให้เขมจิราลองขอดู เธอปรายตามองเพื่อนอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก
“เนื้อคู่ฉันถ้ายังไม่เกิดก็คงตายก่อนวัยไปแล้ว”
“ไม่ก็หนีไปแต่งงาน” คำพูดนี้แทงใจดำเธอนักแต่นั่นก็นานจนเธอไม่รู้สึกเสียใจแล้ว
“ว่าแต่ขอได้ทุกเรื่องเลยรึเปล่าคะป้า”
“คงได้ทุกเรื่องนะ เมื่อก่อนสามีป้าเกือบตาย ยังรอดมาได้เลย”
“ศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้นเลยรึคะป้า” มัลลิกาตาโต เธอกำลังกังวลเรื่องลูกชายและลูกลูกสาวคนแฝดนั่นอีกคน
“ยิ่งกว่าศักดิ์สิทธิ์อีก พระในโบสถ์นะอายุหลายร้อยปีแล้วนะ แล้วหนูเห็นต้นตะเคียนนั่นไหม” พวกเธอมองตามมือของป้าผู้ที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถานที่ชี้ให้ดูและฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ “ตะเคียนต้นนั้นนะ…” พวกเธอฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“จริงเหรอป้า”
“จะไม่จริงได้ยังไงล่ะ เห็นไหมทั้งชุดไทย ยาทาเล็บ มีวางเรียงรายไปหมด” คำบอกเล่าที่ดูน่าเหลือเชื่อมาพร้อมกับความศรัทธานั่น ทำให้พวกเธอเชื่อไปแล้วเกินครึ่ง
“นี่แม่หนูโดนต่อยแมลงต่อยอาจจะได้ทุกขลาภก็ได้นะ” ป้าคนนั้นวกกลับมาพูดเรื่องของเขมจิราอีกครั้ง กล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะขอตัวไปกลับไป
“แก ฉันเริ่มปวดแล้วแหละ” เขมจิรารู้สึกว่าอาการเริ่มลามมาปวดที่แขน ความปวดร้าวและร้อนทวีความรุนแรงหนักขึ้น
“ฉันว่าแกไปหาหมอดีไหม ดูมันจะบวมขึ้นนะ ฉันฟังข่าวมาโดนแมลงกัดต่อยอันตรายนะ” มัลลิกาเสริม
“ถ้าโดนแมงมุมก็ไม่ต้องไปหาหรอกเผื่อจะได้เป็นสไปเดอร์วูแมน”
“แกก็พูดไปไอ้พลอย มันมีแต่ในหนังเท่านั้นแหละ” มัลลิกาท้วงติงความคิดของเพื่อน
“ฉันว่าไปหาหมอเถอะ เดี๋ยวไปบอกคนรถก่อนว่าให้หาโรงพยาบาลใกล้ๆ คลีนิกไม่เอา เครื่องไม้เครื่องมือไม่ครบ ยาที่ให้ก็ไม่พ้นยาทาทั่วไปหรอก” กานต์พิชชาพูดจบก็เดินไปตามคนขับรถให้เตรียมออกรถทันที โดยไม่ลืมขอตัวป้าทั้งสองที่มีน้ำใจ
โรงพยาบาลเอกชนที่ผู้คนไม่พลุกพล่านเพราะเป็นยามบ่ายตะวันคล้อย สามสาวเข้าสู่วัยกลางคนกระวีกระวาดพาเขมจิราที่แขนบวมมาให้หมอตรวจอาการอย่างไม่กล้านิ่งนอนใจ
เพราะอาการที่เกิดขึ้นภายนอกหมอที่รับการรักษาจึงสั่งให้ฉีดยาเพื่อระงับอาการปวดพร้อมเสริมด้วยยาทานหากมีอาการ
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอวะแก” มัลลิกากระซิบถามพลอยไพลินอย่างไม่เชื่อสายตาว่าแค่อาการการปวดบวมจากแมลงกัดต่อยถึงขั้นฉีดยาและทานยาระงับอาการ
“ไม่รู้สิ ฉันเคยแต่โดนมดกับยุงกัด ไม่รู้ว่าถ้ามาหาหมอต้องฉีดยาด้วย”
“สงสัยไอ้เขมจะเป็นเยอะ”
“คงงั้นมั้ง อาการคงเยอะตามอายุ” ประโยคที่เพื่อนพูดดูไม่น่าฟังนัก อายุพวกเราก็ไล่เลี่ยกัน แต่ช่างเถอะอยู่ในโรงพยาบาล ก็จะเข้าเลขสี่กันหมดแล้ว
“แกอยู่บ้านคนเดียว ให้พวกฉันไปอยู่บ้านเป็นเพื่อนไหม” พลอยไพลินถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรหรอกพวกแกกลับไปเถอะ ฉันอยู่คนเดียวได้ กะว่าถึงบ้านแล้วก็จะนอนเลยอาการมันก็ทุเลาลงแล้วด้วย” ใจจริงเธออยากให้เพื่อนอยู่ด้วยนะ ทว่าแต่ละคนก็มีครอบครัวกันหมด จะทำตัวติดเพื่อนก็ไม่ดี
“แน่ใจนะว่าไม่ให้พวกเราอยู่เป็นเพื่อน ยิ่งไม่อยากได้ยินว่าพบอีกทีกลายเป็นศพนอนขึ้นอืด” กานต์พิชชาเอ่ยขึ้นมา
“อย่างน้อยฉันก็มีพวกแกร้องไห้หน้าศพกับเป็นเจ้าภาพ ส่งฉันแค่นี้แหละไม่ต้องเข้าไปถึงในบ้านหรอก กลับไปดูลูกดูหลานได้แล้ว ฉันไม่อยากพรากความสุขของครอบครัวพวกแก”
“ย่ะ แม่ยัยคานทอง”
หลังจากเขมจิราลงจากรถ ตนเองพลันรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว เมื่อถึงห้องนอนหัวถึงหมอนก็นอนหลับไปพร้อมกับอาการคั่นเนื้อคั่นตัวและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไปทั่วสรรพางค์กาย