ไม่กี่วันต่อมาข่าวการแต่งงานของลูกเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่ได้แพร่สะพัดออกไป หลายคนเลื่องลือและคาดเดากันไปต่างๆ นานา ถึงว่าที่เจ้าสาวที่จะมาเคียงคู่กับภวินท์นั้นคือใครกันแน่ แต่ความลับไม่มีในโลกเมื่อมีคนตาดีเห็นชายหนุ่มไปทานข้าวกับเจ้าของแบรนด์ Jaravee หญิงสาวที่เป็นกระแสในสื่อโซเชียลอยู่ในขณะนี้ที่ร้านอาหาร
“มันจริงหรือเปล่ายัยจี้ที่ข่าวบอกว่าแกกำลังสุ่มคบกับหมอวินอะไรนั่น”
ปวันรัตน์เอ่ยถามเพื่อนสาว เธอพึ่งเห็นข่าวของเพื่อนรักเมื่อเช้านี้เอง โชคดีที่วันนี้มีเรียนเช้าเจ้าตัวจึงตัดสินใจที่จะมาถามจารวีด้วยตัวเองดีกว่าที่จะโทรหา ข่าวลือแพร่สะพัดว่อนโซเชียลขนาดนั้นไม่มีใครที่ไม่อยากรู้ ที่สำคัญตอนนี้ฝ่ายแอนตี้และพวกที่อิจฉาไม่อยากให้จารวีได้ดีก็เริ่มขุดคุ้ยประวัติของเธอออกมาโจมตีแล้ว
“จริง”
จารวีพูดเสียงเรียบพยายามไม่สบตาเพื่อนสนิท หลังจากวันที่เจอภวินท์ที่ร้านอาหาร จารวีก็ได้เจอกับเขาอีกสองสามครั้ง ซึ่งภวินท์จงใจที่จะพาเธอไปกินข้าวเพื่อสร้างข่าวว่าเธอกับเขาคบกันอยู่ จนเรื่องนี้ไปถึงหูแม่ของภวินท์เป็นที่เรียบร้อย และท่านก็ขอนัดทานกับเธอวันนี้อีกด้วย
“ตอนไหน ยังไงเล่าสิ แกไปมีแฟนตอนไหนทำไมฉันไม่รู้”
ปวันรัตน์ยิงคำถามใส่จารวีรัว เล่นเอาจารวีที่ยังไม่ได้เตรียมคำตอบมาถึงกลับไปไม่เป็น
“พอเลยยัยแป้ง เห็นไหมว่าจี้มันลำบากใจแค่ไหน รอให้พร้อมแล้วค่อยเล่าก็ได้นะจี้”
จีรภาพูดห้ามปวันรัตน์และหันมาพูดปลอบจารวีที่มีท่าทางกระอักกระอ่วน เธอเข้าใจในความลำบากใจของเพื่อนสาวจึงไม่อยากที่จะคาดคั้นจารวีต่อ เพียงแค่ตอนนี้จารวีถูกพวกแอนตี้รุมคอมเมนต์ในสื่อโซเชียลว่าเป็นเด็กใจแตกมีสามีตอนเรียนมันก็มากพอแล้ว
“ขอบคุณนะแจม แป้งเราขอโทษนะ แต่ขอให้ทุกอย่างมันพร้อมกว่านี้ฉันจะเล่าให้พวกแกฟังทั้งหมดเลย”
จารวีคว้ามือของเพื่อนร่างเล็กมากุมไว้คลี่ยิ้มบางๆ
“เฮ้อ...ยังไม่ทันไรเพื่อนจะมีผัวแล้วเหรอเนี่ย ว่าแต่แกเถอะ จะชวนฉันไปงานแต่งหรือเปล่า”
ปวันรัตน์เริ่มใจเย็นขึ้นก็พูดแซวเพื่อนสาว ในใจรู้สึกยินดีกับเพื่อนที่จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที แม้นมันจะเร็วเกินไปจนเธอตั้งตัวไม่ติดก็ตาม แต่ลึกๆ แล้วเธอแค่รู้สึกเป็นห่วงจารวีเท่านั้น
“ก็ต้องอยู่แล้วปะวะ เป็นเพื่อนเจ้าสาวให้จี้ด้วยนะ เดี๋ยวจี้บอกพี่หมอให้”
เผลอลืมตัวเอ่ยถึงว่าที่สามีชั่วคราว รู้ตัวว่าพลาดเรียกชื่ออีกคนไปจึงเอามือมาปิดปากตัวเองไว้
“งุ๊ย พี่หมอ..อิจฉาเพื่อนที่มีผัวเป็นหมอวะ”
ปวันรัตน์เอ่ยแซว ส่วนจารวีกับจีรภาหัวเราะกับท่าทางโอเว่อร์ของเพื่อนจนหลายคนที่นั่งอยู่แถวนั้นถึงกับหันมองพวกเธอเป็นตาเดียว
“ว่าแต่ทำไมถึงจัดงานแต่งงานเร็วขนาดนั้นวะจี้ อย่าบอกนะว่าแกท้อง เลยต้องจัดงานแต่งเร็วขนาดนี้”
แค่กๆๆๆ
น้ำเปล่าที่กำลังดื่มแทบพุ่งเมื่อเจอคำถามของเพื่อนตัวดีเข้าไป จนจีรภาที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องเอามือลูบหลังเบาๆ
“บ้าเหรอ ลูกเลิกอะไรกัน จี้กับพี่หมอยังไม่มีอะไรกันสักหน่อย”
จารวีรีบพูดแก้ต่างอยู่ๆ ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้นมาเมื่อถูกเพื่อนชวนคุยถึงเรื่องนี้
“อย่าบอกนะว่าแกยังไม่เคยมีอะไรกับเขา”
ปวันรัตน์หลี่ตาอย่างจับผิดจนจารวีต้องเอามือเกาแก้มพลันหลบสายตาคู่นั้น
“ก็นะ”
“แล้วรีบแต่งทำไมวะ แกพึ่งยี่สิบนะเว้ย แกยังสาวยังสวย ยังมีอนาคตอีกไกล”
“นั่นดิ...รีบแต่งไปทำไม ยังไงผู้ชายอายุเยอะแค่ไหนก็สามารถมีลูกได้เหมือนกัน”
จีรภาพูดเสริมปวันรัตน์
“งั้นพวกแกห้ามไปบอกใครได้หรือเปล่า”
จารวีกระซิบพร้อมกับหันมองซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครได้ยิน ส่วนปวันรัตน์และจีรภาที่เห็นท่าทีของเพื่อนสาวก็ยื่นหน้ามาใกล้ๆเพื่อฟังคำตอบ จารวีตัดสินใจเล่าเรื่องที่ภวินท์จะถูกจับคลุมถุงชนให้ทั้งสองฟังอีกทั้งยังแต่งเติมเสริมแต่งเรื่องนิดๆ หน่อยๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนจับได้ว่าเธอกับภวินท์ไม่ได้เป็นอะไรกันมาก่อน
“ชีวิตแกเนี่ยนอกจากเหมือนละครน้ำเน่าและยังต้องมาเจอความรักแบบนี้ด้วยเหรอ”
ปวันรัตน์รู้สึกเห็นใจเพื่อนเป็นอย่างมาก จนหญิงสาวถึงกับน้ำตาคลอสะอื้นเบาๆ
จารวีเองที่เห็นเพื่อนแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเธอจากใจจริงทำให้ลึกๆ แล้วเธอก็รู้สึกผิดที่ต้องโกหกเพื่อนไปแบบนั้น ทว่าด้วยสัญญาที่ให้ไว้กับภวินท์นั้นทำให้เธอต้องโกหกทุกคนแม้กระทั่งคนสนิทของเธอเพื่อปิดความลับเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ใครรู้