ณ ตระกูลจักรภาคินทร์
ภายในห้องนั่งเล่นที่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างดีร่วมกับห้องนอนขนาดใหญ่ของภาค เก้าอี้บุหนังสีดำเงาปรากฏร่างสูงของเจ้าของห้องนั่งเอนหลังอยู่อย่างสบายใจ ในมือของเขาบรรจงเช็ดทำความสะอาดปืนสีทองวาววับคู่ใจ แต่สายของเขากลับเหม่อลอยจ้องมองไปด้านหน้า
สองวันมานี้เพียงตะวันไม่คุยกับเขาแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าเขาจะพยายามปั่นประสาทหรือหยอกล้อเธอมากแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ เพียงตะวันไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เธอจะออกมาจากห้องแค่เพียงเวลาอาหารสามมื้อเท่านั้น
ดูท่าแล้วเพียงตะวันคงจะโกรธเขามากจริงๆ ภายใต้ภาพลักษณ์ที่บอบเบาและน้ำเสียงหวานหู ทว่าจิตใจกลับเด็ดเดี่ยวเอาเรื่อง ตลอดชีวิตหนุ่มเจ้าสำราญแบบเขา เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนเป็นเหมือนเธอมาก่อน บางทีอาจเป็นเพราะสายเลือดตระกูลวสุที่ดูอ่อนนอก แต่ความจริงภายในเข้มแข็ง ท่วงท่าของเธอ เมื่อมองดูแล้วเหมือนกับตะวันฉายผู้เป็นพ่อไม่มีผิด
ฝ่ามือแกร่งหยุดชะงักลง เขาวางปืนลงและเก็บมันใส่ซองวางกลับไปในลิ้นชักเหมือนเดิม ก่อนขยับตัวลุกเดินวนไปมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เขาจะผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้หญิงโกรธ
กว่าจะรู้ตัวอีกทีภาคก็พาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของเพียงตะวันแล้ว เขายืนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจเคาะประตูห้อง เขายืนรออยู่นานกว่าประตูห้องจะถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างเล็กยืนกอดอกจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง
“น้องเพียง ยังโกรธพี่อยู่หรอครับ”
“พี่มีอะไร ถ้าไม่มี… เพียงจะกลับไปอ่านหนังสือต่อ”
ภาครีบคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น เพื่อหยุดไม่ให้เพียงตะวันปิดประตูใส่หน้าเขา เธอหันกลับมามองภาค พร้อมกับสะบัดมือของเขาออก
“พี่ขอโทษ พี่สาบานเลยว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว” ภาครีบชูสามนิ้วขึ้นสูงเป็นการสาบาน พร้อมรอยยิ้มที่พยายามทำให้ร่างเล็กตรงหน้าใจเย็นลงให้มากที่สุด
เพียงตะวันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ช่างเถอะ พี่มีอะไร”
“วันนี้พี่ว่าง น้องเพียงอยากเรียนยิงปืนกับพี่ไหมครับ?”
“พี่จะเป็นคนสอนเพียงเองหรอคะ?” เธอเลิกคิ้วขึ้นเป็นการถาม
“เรื่องการยิงปืนพี่เป็นอันดับหนึ่งในเมืองมืดเลยนะครับ มีใครบ้างที่ไม่รู้บ้าง” เขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ
“หึ! ต้องแลกกับข้อแม้อะไรอีกล่ะ” เธอกระแทกเสียง พลางค่อนแคะ
“ครั้งนี้ไม่มี ไม่มีจริงๆ ครับ” น้ำเสียงของเขาดูจริงจังขึ้น จนเพียงตะวันยอมเชื่อ
“ก็ได้ งั้นพี่ลงไปรอเพียงข้างล่างก่อนค่ะ เดี๋ยวเพียงตามไป”
ไม่นานนักเพียงตะวันเดินลงมาในชุดที่ทำให้เธอคล่องตัว เธอใส่กางเกงยีนส์ทรงกระบอกเข้าชุดกับเสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำสนิทช่วยขับผิวขาวให้ดูโดดเด่นขึ้น ทรงผมที่ถูกมัดรวบเป็นหางม้าพลิ้วไหว ดึงดูดสายตาของภาคให้จับจ้องอย่างไม่วางตา
“มองอะไรคะ”
“มองคนสวย” ภาคกระตุกยิ้มเล็กน้อย
จากนั้นเขาจึงรีบพาเพียงตะวันเดินลึกเข้าไปอีกด้านของคฤหาสน์ที่ถูกแบ่งส่วนเป็นพื้นที่ในการฝึกซ้อม เขาพาเธอเดินตรงเข้าไปยังที่ตั้งของสนามยิงปืนในร่ม เมื่อประตูนิรภัยเปิดออกเผยให้เห็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาอย่างหรูหราและเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เธอได้กลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ
“ทำไมที่นี่ไม่มีคนอื่นอยู่เลยคะ พวกพี่ไม่ฝึกซ้อมกันหรอ”
“ที่นี่ฝึกได้เฉพาะพี่กับพี่ภีม และตฤณ ส่วนคนอื่นมีสนามฝึกกลางแจ้ง ไม่ใช้ร่วมกัน”
ภาคพาเพียงตะวันมาหยุดยืนที่ลู่สำหรับยิงปืน จากนั้นเขาหยิบหูฟังอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตัดเสียงคำรามของปืนออกไปได้ เขาสวมหูฟังให้เพียงตะวันด้วยความอ่อนโยน พร้อมกับสวมแว่นตานิรภัยให้เธออย่างรวดเร็ว ก่อนรีบจัดแจงตัวเอง
“พี่จะโชว์ฝีมือให้น้องเพียงดูจะได้มั่นใจในครูฝึกคนนี้”
ฝีมือของภาคสมกับที่เขาโอ้อวดตัวเอง เขาสามารถยิงเข้ากลางเป้าในระยะห้าสิบเมตรได้อย่างแม่นยำ โดยไม่พลาดเลยแม้แต่นัดเดียว จากนั้นเขาวางปืนลงหันไปหยิบถุงมือหนังที่ถูกออกแบบมาพิเศษสำหรับใช้ในการฝึกยิงปืนส่งให้กับเพียงตะวัน
“ต้องใส่ถุงมือด้วยหรอคะ” เพียงตะวันเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“กันความร้อนจากลำปืนไงครับ น้องเพียงเพิ่งเคยหัดยิงปืนอาจทนความร้อนไม่ได้ ใส่กันไว้ก่อนดีกว่า”
เพียงตะวันยิ้มตอบเล็กน้อย ระหว่างที่เธอกำลังสวมถุงมือ เธอชำเลืองมองภาคเป็นครั้งคราว พลางนึกชื่นชมที่ผู้ชายแสนเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อย หากคนที่ยืนตรงหน้าเป็นภีม เธอจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ภาคขยับเข้ามายืนใกล้เพียงตะวัน เขากดปุ่มส่งให้เป้าออกไปในระยะ 7 เมตร สำหรับการฝึกยิงปืนเริ่มต้น ภาคคว้าปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติขึ้นมา จากนั้นขยับเข้ายืนซ้อนหลังของร่างเล็ก เขาจัดตำแหน่งท่าทางยืนของเธอให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้น ภาคเอื้อมมือประกบเข้ากับมือเล็กของเพียงตะวัน เขาส่งปืนเข้าฝ่ามือเล็กประคองให้เธอกำปืนไว้อย่างมั่นคง
“กลัวไหม” ภาคโน้มใบหน้าเข้าใกล้กระซิบใบหูของเพียงตะวันอย่างถือวิสาสะ
“นิดหน่อย...” เธอพยายามควบคุมลมหายใจ
“ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่าเกร็งนะครับคนดี ทิ้งน้ำหนักไปด้านหน้านิดนึง” ภาคกระซิบเข้าใกล้มากขึ้น จนเพียงตะวันรู้สึกถึงลมหายใจร้อนของเขารดอยู่ที่ต้นคอ
“ถ้าอย่างนั้นน้องเพียงมองตรงไปกลางเป้า เล็งดีๆ นะครับ” ภาคประคองเรียวนิ้วของเพียงตะวันอยู่ในตำแหน่งเตรียมพร้อมสำหรับการยิง
“ถ้าน้องเพียงพร้อมแล้ว ค่อยๆ กดนิ้วลง เหนี่ยวไกได้เลยครับ”
ปัง!
เพียงเสี้ยววินาทีลูกกระสุนก็ทะลวงออกจากปลายกระบอกพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย แรงสะท้อนของแรงปืนในครั้งแรกทำให้ร่างเล็กถอยหลังเข้าชนกับอกแกร่งของภาค เขาโอบเอวของเธอไว้แน่นอยากถือวิสาสะ
“แม่นจังเลยนะครับ น้องเพียงเกิดมาเพื่อเป็นเมียพี่จริงๆ” ภาคส่งเสียงหยอกเย้า
เพียงตะวันรีบดึงหูฟังออกจากหู เธอหันไปค้อนขวับให้ร่างสูงที่กำลังยืนหัวเราะจนน่าหมันไส้
“พี่นี่หลงตัวเองจริงๆ เพียงยิงปืนเข้าเป้ามันเกี่ยวอะไรกับพี่กันคะ”
ภาคยืนกอดอก ส่งสายตายียวนให้กับเพียงตะวัน แววตาของเขาฉายแววความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย
“ไม่เกี่ยวได้ไงกันครับ พี่เป็นคนสอนน้องเพียงยิงเองกับมือ”
เพียงตะวันส่ายหัวเบาๆ อย่างรู้สึกเบื่อหน่าย เธอรีบขยับหูฟังกลับเข้าไปครอบหูดังเดิม ขยับยืนด้วยท่าทางที่มั่นคง ชูปืนออกไปด้านหน้า เมื่อภาคทำท่าทางจะเข้าไปมาประคอง เธอก็ส่งเสียงห้ามปรามเขาในทันที
“เพียงขอลองยิงด้วยตัวเองหน่อยค่ะ”
ภาคถอยหลังออกยืนมองร่างเล็กที่กำลังถือปืนด้วยแววตามุ่งมั่น เพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้แววตาของเพียงตะวันยังสั่นระริกไหวด้วยความประหม่าในการยิงปืนครั้งแรก แต่ในตอนนี้กลับไม่หลงเหลือความประหม่าอยู่อีกแล้ว
ปัง! ปัง!
เสียงลูกกระสุนปืนดังออกไปสองนัดติดๆ กัน แม้แรงจะสะท้อนกลับ แต่ในครั้งนี้เพียงตะวันกลับยืนได้อย่างมั่นคง ภาคมองด้วยความชื่นชม เขานึกชมเพียงตะวันอยู่ในใจ เธอเป็นผู้หญิงที่เรียนรู้ได้ไว และมีจิตใจที่แน่วแน่เกินกว่าที่เขาสามารถจินตนาการได้
“น้องเพียงมีพรสวรรค์เหมือนกันนะครับ สามนัดแรกก็ยิงได้กลางเป้า” เขาส่ายหัวเล็กน้อย
“น่ากลัวเกินไปแล้ว ถ้าในอนาคตหลังเราแต่งงานกันแล้ว น้องเพียงจะยิงพี่ไหมครับ”
“ยิง? ทำไมเพียงต้องยิงพี่”
“ก็ยิงที่หัวใจไงครับ” ปลายนิ้วแกร่งชี้ลงบนหัวใจของตัวเอง
“เพียงไม่ยิงหัวใจพี่หรอกค่ะ เพียงจะยิง...” สายตาของเพียงตะวันเลื่อนต่ำไปที่เป้าของร่างสูงตรงหน้า
สายตาของเธอจริงจังเอาเรื่องจนภาคต้องรีบยกมือขึ้นมาป้องเป้าของตัวเอง เขาส่งเสียงโอดครวญ เมื่อถูกเพียงตะวันแหย่แรงจนน่ากลัว
“น้องเพียงโหดร้ายเกินไปแล้วครับ ถ้าน้องเพียงยิงมัน น้องเพียงจะเสียใจนะ”
ระหว่างที่ภาคกำลังส่งเสียงโวยวาย เสียงบานประตูเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของภีมในชุดสูทสีเบจก้าวเดินมาอย่างทรงอำนาจ เพียงตะวันหันกลับไปมองร่างสูง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดสำรวจชุดสูทของภีม
“พวกพี่นี่ ชอบใส่สูทกันจริงๆ ใส่กันทำไมนักหนา”
“ก็แน่สิ ออกไปข้างนอกเจอคนก็ต้องดูดีไว้สิครับ”
ภีมขยับเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าของร่างเล็ก แววตาเรียวคนจ้องมองเธออย่างต้องการคำตอบ
“เธอหายโกรธภาคแล้ว แล้วฉันล่ะ เธอหายโกรธหรือยัง?” ภีมโน้มหน้าลงจ้องมองใบหน้าน้อยที่ยังคงทำหน้าบูดบึ้ง
เพียงตะวันไม่ยอมตอบ เธอผลักอกแกร่งของภีมให้ออกห่างจากระยะของตัวเอง
“เพียงอยากยิงอีก พวกพี่อยู่กันเงียบๆ ได้ไหม”
ร่างเล็กหันกลับไปจดจ่อกับเป้าตรงหน้าด้วยแววตามุ่งมั่น ภีมและภาคยืนมองอยู่ห่างๆ เขาทั้งคู่เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความตั้งใจของเพียงตะวันที่พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมรับมือกับการแก้แค้น ช่วยทำให้ความกังวลในใจของพวกเขาเบาบางลง
“ช่วงนี้ฉันจะเตรียมงานประมูลสำหรับวันอาทิตย์ที่จะถึง ระหว่างนี้แกก็ช่วยสอนเพียงตะวันไปก่อนแล้วกัน” ภีมหันมาสั่งน้องชาย
“ได้อยู่แล้ว ผมจะเปลี่ยนชนิดปืนให้น้องเพียงได้ลองหลายๆ ชนิด แล้วก็จะเปลี่ยนระยะของเป้าด้วย เรื่องนี้พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ไว้ใจผมได้”
“ก็ดี...” ภีมรับคำสั่งสั้นๆ ก่อนทำท่าจะขยับตัวเดินเลี่ยงออกไป แต่ถูกเสียงของภาครั้งเอาไว้ก่อน
“พี่จะไปไหน”
“เพียงตะวันยังไม่หายโกรธฉัน ฉันไม่อยู่รบกวนสายตาเธอดีกว่า”
“พี่ก็ขอโทษน้องเพียงสิ แค่ขอโทษน้องเพียงก็หายโกรธแล้ว”
“เธอไม่ให้โอกาสฉันขอโทษด้วยซ้ำ เอาเถอะ ค่อยว่ากัน” ภีมเค้นเสียงต่ำ พร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ มีเพียงเสียงปืนที่ออกมาจากปลายกระบอกในมือของเพียงตะวันเท่านั้น