บทที่ 20 ฝึกสอน

1855 Words
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์ ภายในห้องนั่งเล่นที่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้อย่างดีร่วมกับห้องนอนขนาดใหญ่ของภาค เก้าอี้บุหนังสีดำเงาปรากฏร่างสูงของเจ้าของห้องนั่งเอนหลังอยู่อย่างสบายใจ ในมือของเขาบรรจงเช็ดทำความสะอาดปืนสีทองวาววับคู่ใจ แต่สายของเขากลับเหม่อลอยจ้องมองไปด้านหน้า สองวันมานี้เพียงตะวันไม่คุยกับเขาแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าเขาจะพยายามปั่นประสาทหรือหยอกล้อเธอมากแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ เพียงตะวันไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย เธอจะออกมาจากห้องแค่เพียงเวลาอาหารสามมื้อเท่านั้น ดูท่าแล้วเพียงตะวันคงจะโกรธเขามากจริงๆ ภายใต้ภาพลักษณ์ที่บอบเบาและน้ำเสียงหวานหู ทว่าจิตใจกลับเด็ดเดี่ยวเอาเรื่อง ตลอดชีวิตหนุ่มเจ้าสำราญแบบเขา เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนเป็นเหมือนเธอมาก่อน บางทีอาจเป็นเพราะสายเลือดตระกูลวสุที่ดูอ่อนนอก แต่ความจริงภายในเข้มแข็ง ท่วงท่าของเธอ เมื่อมองดูแล้วเหมือนกับตะวันฉายผู้เป็นพ่อไม่มีผิด ฝ่ามือแกร่งหยุดชะงักลง เขาวางปืนลงและเก็บมันใส่ซองวางกลับไปในลิ้นชักเหมือนเดิม ก่อนขยับตัวลุกเดินวนไปมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เขาจะผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้หญิงโกรธ กว่าจะรู้ตัวอีกทีภาคก็พาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของเพียงตะวันแล้ว เขายืนชั่งใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจเคาะประตูห้อง เขายืนรออยู่นานกว่าประตูห้องจะถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างเล็กยืนกอดอกจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง “น้องเพียง ยังโกรธพี่อยู่หรอครับ” “พี่มีอะไร ถ้าไม่มี… เพียงจะกลับไปอ่านหนังสือต่อ” ภาครีบคว้าข้อมือเล็กไว้แน่น เพื่อหยุดไม่ให้เพียงตะวันปิดประตูใส่หน้าเขา เธอหันกลับมามองภาค พร้อมกับสะบัดมือของเขาออก “พี่ขอโทษ พี่สาบานเลยว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว” ภาครีบชูสามนิ้วขึ้นสูงเป็นการสาบาน พร้อมรอยยิ้มที่พยายามทำให้ร่างเล็กตรงหน้าใจเย็นลงให้มากที่สุด เพียงตะวันถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ช่างเถอะ พี่มีอะไร” “วันนี้พี่ว่าง น้องเพียงอยากเรียนยิงปืนกับพี่ไหมครับ?” “พี่จะเป็นคนสอนเพียงเองหรอคะ?” เธอเลิกคิ้วขึ้นเป็นการถาม “เรื่องการยิงปืนพี่เป็นอันดับหนึ่งในเมืองมืดเลยนะครับ มีใครบ้างที่ไม่รู้บ้าง” เขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ “หึ! ต้องแลกกับข้อแม้อะไรอีกล่ะ” เธอกระแทกเสียง พลางค่อนแคะ “ครั้งนี้ไม่มี ไม่มีจริงๆ ครับ” น้ำเสียงของเขาดูจริงจังขึ้น จนเพียงตะวันยอมเชื่อ “ก็ได้ งั้นพี่ลงไปรอเพียงข้างล่างก่อนค่ะ เดี๋ยวเพียงตามไป” ไม่นานนักเพียงตะวันเดินลงมาในชุดที่ทำให้เธอคล่องตัว เธอใส่กางเกงยีนส์ทรงกระบอกเข้าชุดกับเสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำสนิทช่วยขับผิวขาวให้ดูโดดเด่นขึ้น ทรงผมที่ถูกมัดรวบเป็นหางม้าพลิ้วไหว ดึงดูดสายตาของภาคให้จับจ้องอย่างไม่วางตา “มองอะไรคะ” “มองคนสวย” ภาคกระตุกยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเขาจึงรีบพาเพียงตะวันเดินลึกเข้าไปอีกด้านของคฤหาสน์ที่ถูกแบ่งส่วนเป็นพื้นที่ในการฝึกซ้อม เขาพาเธอเดินตรงเข้าไปยังที่ตั้งของสนามยิงปืนในร่ม เมื่อประตูนิรภัยเปิดออกเผยให้เห็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาอย่างหรูหราและเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เธอได้กลิ่นแปลกประหลาดบางอย่างลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ “ทำไมที่นี่ไม่มีคนอื่นอยู่เลยคะ พวกพี่ไม่ฝึกซ้อมกันหรอ” “ที่นี่ฝึกได้เฉพาะพี่กับพี่ภีม และตฤณ ส่วนคนอื่นมีสนามฝึกกลางแจ้ง ไม่ใช้ร่วมกัน” ภาคพาเพียงตะวันมาหยุดยืนที่ลู่สำหรับยิงปืน จากนั้นเขาหยิบหูฟังอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถตัดเสียงคำรามของปืนออกไปได้ เขาสวมหูฟังให้เพียงตะวันด้วยความอ่อนโยน พร้อมกับสวมแว่นตานิรภัยให้เธออย่างรวดเร็ว ก่อนรีบจัดแจงตัวเอง “พี่จะโชว์ฝีมือให้น้องเพียงดูจะได้มั่นใจในครูฝึกคนนี้” ฝีมือของภาคสมกับที่เขาโอ้อวดตัวเอง เขาสามารถยิงเข้ากลางเป้าในระยะห้าสิบเมตรได้อย่างแม่นยำ โดยไม่พลาดเลยแม้แต่นัดเดียว จากนั้นเขาวางปืนลงหันไปหยิบถุงมือหนังที่ถูกออกแบบมาพิเศษสำหรับใช้ในการฝึกยิงปืนส่งให้กับเพียงตะวัน “ต้องใส่ถุงมือด้วยหรอคะ” เพียงตะวันเอ่ยถามด้วยความสงสัย “กันความร้อนจากลำปืนไงครับ น้องเพียงเพิ่งเคยหัดยิงปืนอาจทนความร้อนไม่ได้ ใส่กันไว้ก่อนดีกว่า” เพียงตะวันยิ้มตอบเล็กน้อย ระหว่างที่เธอกำลังสวมถุงมือ เธอชำเลืองมองภาคเป็นครั้งคราว พลางนึกชื่นชมที่ผู้ชายแสนเจ้าเล่ห์อย่างเขาจะใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อย หากคนที่ยืนตรงหน้าเป็นภีม เธอจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย ภาคขยับเข้ามายืนใกล้เพียงตะวัน เขากดปุ่มส่งให้เป้าออกไปในระยะ 7 เมตร สำหรับการฝึกยิงปืนเริ่มต้น ภาคคว้าปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติขึ้นมา จากนั้นขยับเข้ายืนซ้อนหลังของร่างเล็ก เขาจัดตำแหน่งท่าทางยืนของเธอให้พร้อมสำหรับการเริ่มต้น ภาคเอื้อมมือประกบเข้ากับมือเล็กของเพียงตะวัน เขาส่งปืนเข้าฝ่ามือเล็กประคองให้เธอกำปืนไว้อย่างมั่นคง “กลัวไหม” ภาคโน้มใบหน้าเข้าใกล้กระซิบใบหูของเพียงตะวันอย่างถือวิสาสะ “นิดหน่อย...” เธอพยายามควบคุมลมหายใจ “ผ่อนคลายเข้าไว้ อย่าเกร็งนะครับคนดี ทิ้งน้ำหนักไปด้านหน้านิดนึง” ภาคกระซิบเข้าใกล้มากขึ้น จนเพียงตะวันรู้สึกถึงลมหายใจร้อนของเขารดอยู่ที่ต้นคอ “ถ้าอย่างนั้นน้องเพียงมองตรงไปกลางเป้า เล็งดีๆ นะครับ” ภาคประคองเรียวนิ้วของเพียงตะวันอยู่ในตำแหน่งเตรียมพร้อมสำหรับการยิง “ถ้าน้องเพียงพร้อมแล้ว ค่อยๆ กดนิ้วลง เหนี่ยวไกได้เลยครับ” ปัง! เพียงเสี้ยววินาทีลูกกระสุนก็ทะลวงออกจากปลายกระบอกพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย แรงสะท้อนของแรงปืนในครั้งแรกทำให้ร่างเล็กถอยหลังเข้าชนกับอกแกร่งของภาค เขาโอบเอวของเธอไว้แน่นอยากถือวิสาสะ “แม่นจังเลยนะครับ น้องเพียงเกิดมาเพื่อเป็นเมียพี่จริงๆ” ภาคส่งเสียงหยอกเย้า เพียงตะวันรีบดึงหูฟังออกจากหู เธอหันไปค้อนขวับให้ร่างสูงที่กำลังยืนหัวเราะจนน่าหมันไส้ “พี่นี่หลงตัวเองจริงๆ เพียงยิงปืนเข้าเป้ามันเกี่ยวอะไรกับพี่กันคะ” ภาคยืนกอดอก ส่งสายตายียวนให้กับเพียงตะวัน แววตาของเขาฉายแววความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “ไม่เกี่ยวได้ไงกันครับ พี่เป็นคนสอนน้องเพียงยิงเองกับมือ” เพียงตะวันส่ายหัวเบาๆ อย่างรู้สึกเบื่อหน่าย เธอรีบขยับหูฟังกลับเข้าไปครอบหูดังเดิม ขยับยืนด้วยท่าทางที่มั่นคง ชูปืนออกไปด้านหน้า เมื่อภาคทำท่าทางจะเข้าไปมาประคอง เธอก็ส่งเสียงห้ามปรามเขาในทันที “เพียงขอลองยิงด้วยตัวเองหน่อยค่ะ” ภาคถอยหลังออกยืนมองร่างเล็กที่กำลังถือปืนด้วยแววตามุ่งมั่น เพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้แววตาของเพียงตะวันยังสั่นระริกไหวด้วยความประหม่าในการยิงปืนครั้งแรก แต่ในตอนนี้กลับไม่หลงเหลือความประหม่าอยู่อีกแล้ว ปัง! ปัง! เสียงลูกกระสุนปืนดังออกไปสองนัดติดๆ กัน แม้แรงจะสะท้อนกลับ แต่ในครั้งนี้เพียงตะวันกลับยืนได้อย่างมั่นคง ภาคมองด้วยความชื่นชม เขานึกชมเพียงตะวันอยู่ในใจ เธอเป็นผู้หญิงที่เรียนรู้ได้ไว และมีจิตใจที่แน่วแน่เกินกว่าที่เขาสามารถจินตนาการได้ “น้องเพียงมีพรสวรรค์เหมือนกันนะครับ สามนัดแรกก็ยิงได้กลางเป้า” เขาส่ายหัวเล็กน้อย “น่ากลัวเกินไปแล้ว ถ้าในอนาคตหลังเราแต่งงานกันแล้ว น้องเพียงจะยิงพี่ไหมครับ” “ยิง? ทำไมเพียงต้องยิงพี่” “ก็ยิงที่หัวใจไงครับ” ปลายนิ้วแกร่งชี้ลงบนหัวใจของตัวเอง “เพียงไม่ยิงหัวใจพี่หรอกค่ะ เพียงจะยิง...” สายตาของเพียงตะวันเลื่อนต่ำไปที่เป้าของร่างสูงตรงหน้า สายตาของเธอจริงจังเอาเรื่องจนภาคต้องรีบยกมือขึ้นมาป้องเป้าของตัวเอง เขาส่งเสียงโอดครวญ เมื่อถูกเพียงตะวันแหย่แรงจนน่ากลัว “น้องเพียงโหดร้ายเกินไปแล้วครับ ถ้าน้องเพียงยิงมัน น้องเพียงจะเสียใจนะ” ระหว่างที่ภาคกำลังส่งเสียงโวยวาย เสียงบานประตูเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของภีมในชุดสูทสีเบจก้าวเดินมาอย่างทรงอำนาจ เพียงตะวันหันกลับไปมองร่างสูง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดสำรวจชุดสูทของภีม “พวกพี่นี่ ชอบใส่สูทกันจริงๆ ใส่กันทำไมนักหนา” “ก็แน่สิ ออกไปข้างนอกเจอคนก็ต้องดูดีไว้สิครับ” ภีมขยับเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าของร่างเล็ก แววตาเรียวคนจ้องมองเธออย่างต้องการคำตอบ “เธอหายโกรธภาคแล้ว แล้วฉันล่ะ เธอหายโกรธหรือยัง?” ภีมโน้มหน้าลงจ้องมองใบหน้าน้อยที่ยังคงทำหน้าบูดบึ้ง เพียงตะวันไม่ยอมตอบ เธอผลักอกแกร่งของภีมให้ออกห่างจากระยะของตัวเอง “เพียงอยากยิงอีก พวกพี่อยู่กันเงียบๆ ได้ไหม” ร่างเล็กหันกลับไปจดจ่อกับเป้าตรงหน้าด้วยแววตามุ่งมั่น ภีมและภาคยืนมองอยู่ห่างๆ เขาทั้งคู่เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความตั้งใจของเพียงตะวันที่พยายามพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมรับมือกับการแก้แค้น ช่วยทำให้ความกังวลในใจของพวกเขาเบาบางลง “ช่วงนี้ฉันจะเตรียมงานประมูลสำหรับวันอาทิตย์ที่จะถึง ระหว่างนี้แกก็ช่วยสอนเพียงตะวันไปก่อนแล้วกัน” ภีมหันมาสั่งน้องชาย “ได้อยู่แล้ว ผมจะเปลี่ยนชนิดปืนให้น้องเพียงได้ลองหลายๆ ชนิด แล้วก็จะเปลี่ยนระยะของเป้าด้วย เรื่องนี้พี่ไม่ต้องเป็นห่วง ไว้ใจผมได้” “ก็ดี...” ภีมรับคำสั่งสั้นๆ ก่อนทำท่าจะขยับตัวเดินเลี่ยงออกไป แต่ถูกเสียงของภาครั้งเอาไว้ก่อน “พี่จะไปไหน” “เพียงตะวันยังไม่หายโกรธฉัน ฉันไม่อยู่รบกวนสายตาเธอดีกว่า” “พี่ก็ขอโทษน้องเพียงสิ แค่ขอโทษน้องเพียงก็หายโกรธแล้ว” “เธอไม่ให้โอกาสฉันขอโทษด้วยซ้ำ เอาเถอะ ค่อยว่ากัน” ภีมเค้นเสียงต่ำ พร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินออกไปทิ้งให้ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ มีเพียงเสียงปืนที่ออกมาจากปลายกระบอกในมือของเพียงตะวันเท่านั้น
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD