เพียงตะวันเดินลงมาที่ห้องอาหาร วันนี้เพียงตะวันจงใจใส่เสื้อยืดคอกลมสีพื้นธรรมดากับกางเกงขายาวทรงกระบอก เพื่อปิดกั้นสายตาซุกซนของสองพี่น้อง ทันทีที่เธอเดินก้าวเข้ามา สายตาสองคู่ก็จับจ้องมาทางเธอเป็นจุดเดียว ราวกับจะมองให้ทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้าไปแทะโลมจุดสงวนภายใน
“คอน้องเพียงไปโดนอะไรมาหรอครับ แดงเหมือนถูกยุงกัด... ดูท่ายุงจะตัวใหญ่น่าดู” ภาคเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่ม
เพียงตะวันไม่ตอบ เธอทรุดตัวลงที่เก้าอี้ ส่งสายตากระฟัดกระเฟียดให้ภีมและภาค ในใจค่อนแคะที่พวกเขาหน้าด้านหน้าทน ทั้งที่พวกเขารู้ดีว่า รอยแดงบนคอของเธอเกิดจากอะไร
“อรุณสวัสดิ์” เสียงนุ่มลึกเอ่ยขึ้น
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เพียงตะวันตอบกลับเสียงแผ่วเบา จากนั้นเธอรีบก้มหน้าก้มตาทานอาหารเช้าอย่างไม่สนใจสายตาสองคู่ตรงหน้า
“เรื่องชุดแต่งงานเป็นอย่างไรบ้าง” ภีมเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบ
“ก็ดีค่ะ อาทิตย์หน้าน่าจะได้ลองชุดจริงแล้ว”
“ตอนนี้ข่าวเรื่องที่เราจะแต่งงานแพร่สะพัดไปทั่ว ไอ้แก่เตโชส่งคนมาสืบไม่หยุด ดิ้นเป็นหมาถูกน้ำร้อนลวก!” ภาคเค้นเสียงต่ำในลำคอ เขากระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะ
“แค่เราจะแต่งงานมันหนักหัวพ่อมันหรอครับ”
“พวกพี่สองคนดูไม่เหมือนคนที่จะผูกมัดกับใครง่ายๆ” เพียงตะวันพูดขึ้นขัดอย่างไม่ค่อยสนใจนัก
“น้องเพียงหมายถึง?” ภาคเลิกคิ้วขึ้นเป็นการถาม
“เตโชคิดว่าเราแต่งงานเพราะผลประโยชน์ มันก็คงอยากรู้ว่าเจ้าสาวเป็นกลุ่มอิทธิพลไหน…”
“อย่างนี้นี่เอง น้องเพียงเก่งจังเลยครับ”
เพียงตะวันกรอกตาขึ้นมองบนเล็กน้อย เมื่อภาคส่งเสียงซุกซนหยอกเย้าเธอไม่ยอมหยุด เขาช่างเป็นผู้ชายที่ไม่สนใจอะไรนอกจากเรื่องอย่างว่าจริงๆ แค่เรื่องง่ายแค่นี้ยังคิดไม่ได้
“อาทิตย์หน้าจะมีของล็อตพิเศษเข้ามา ฉันจะจัดงานประมูลและจะได้ถือโอกาสประกาศเรื่องแต่งงานไปเลยทีเดียว แล้วเรามารอดูการตอบสนองของพวกมันกัน” ภีมเอ่ยขึ้น สายตาแฝงไปด้วยแผนการ
“ดีเหมือนกันพี่ ผมอยากจะปั่นประสาทไอ้แก่นั่นจะตายอยู่แล้ว”
ภีมพยักหน้าเล็กน้อย เขาเห็นชอบในความคิดของน้องชายฝาแฝด จากนั้นเขามองตรงไปยังเพียงตะวันที่กำลังก้มหน้าก้มตากินมื้อเช้า โดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองพวกเขาแม้แต่นิดเดียว
“ระหว่างรอ.. เธออยากทำอะไรอีกไหม?”
เพียงตะวันเงยขึ้นจากจานอาหาร มองใบหน้าของภีมเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมของเธอดันเต้นโครมครามจนเธอต้องรีบหลบสายตาเรียวคมของเขาที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา
“เพียงอยากเรียนยิงปืนค่ะ”
“ยิงปืน?”
“ตอนที่อยู่บ้าน ทั้งพ่อแม่ ทั้งพี่ชาย เอาแต่บอกว่าจะเลี้ยงเพียงให้เหมือนเจ้าหญิงน้อย ไม่อยากให้เพียงต้องมาเกี่ยวข้องกับขั้วอำนาจไหน ก็เลยไม่ยอมสอนเพียงยิงปืน หรือการป้องกันตัวเลยสักนิด เพียงเองก็ไม่ได้อยากจะอ่อนแอ หลังจากเราแต่งงานกัน...” เสียงหวานเพิ่มระดับขึ้น แววตากลมโตฉายแววความเด็ดเดี่ยว
“ตัวตนของเพียงจะถูกเปิดเผย ศัตรูคงจะมุ่งเป้ามาหาเพียง เพียงก็ควรเตรียมตัวรับมือไว้บ้าง... ไม่ใช่หรอคะ”
ภีมกับภาคมองใบหน้าเรียวเล็ก พวกเขาต่างก็ชื่นชมในความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวของเพียงตะวัน... แต่สองพี่น้องกลับมีแผนเจ้าเล่ห์ขึ้นมาในหัวทันที ก่อนหันกลับมามองหน้ากันอย่างรู้ใจ
“ได้มันก็ได้อยู่หรอกครับน้องเพียง แต่ว่า...” ภาคลากเสียงยาวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“พวกพี่จะสอนการยิงปืน รวมทั้งการป้องกันตัวให้น้องเพียง แต่มีข้อแม้...”
“ข้อแม้อะไรคะ” เพียงตะวันปล่อยมือออกจากช้อน เธอมองใบหน้ากรุ้มกริ่มของสองพี่น้อง เธอก็รู้ล่วงหน้าได้ทันทีว่า พวกเขากำลังคิดเรื่องเอาเปรียบเธออยู่อย่างแน่นอน
“เมื่อคืนใช้มือ ถ้างั้น... วันนี้ใช้ปากนะครับ”
“ปาก!” เพียงตะวันเบิกตาโพลง ใจดวงน้อยหล่นวูบเมื่อได้ยิ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ
“พวกพี่มัน... มันโรคจิต” เพียงตะวันกัดฟันกรอด พยายามควบคุมอารมณ์
“เธอจะไม่รับข้อเสนอก็ได้นะ” ภีมพูดเสียงเรียบ เขานั่งพิงหลังกับเก้าอี้ มุมปากยกยิ้มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“ค่อยๆ คิดนะครับ เดี๋ยวตอนสามทุ่มพวกพี่จะกลับมาเอาคำตอบ”
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์ เวลาสามทุ่มตรง
ตลอดเวลาทั้งวันเพียงตะวันปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพเหตุการณ์ที่คฤหาสน์ถูกไฟนรกลุกท่วมคร่าชีวิตครอบครัวที่รักรวมทั้งเราบรรดาลูกน้องผู้จงรักภักดีต้องตายอย่างทุกร์ทรมานถูกไหม้เผาตายทั้งเป็น คือเชื้อเพลงที่คอยโหมใจเธอให้ลุกโชน
ในเมื่อเธอเลือกเส้นทางแห่งการแก้แค้น เธอจะไม่ยอมอ่อนแอและจะไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายสองคนตลอดไป เธอจะยืนหยัดด้วยตัวเอง เป็นเพียงตะวัน วสุที่กลับมาทวงหนี้แค้นให้กับทุกคนที่เธอรัก
ร่างกายที่ตกเป็นของภีมและภาคไปแล้วครั้งหนึ่ง ในตอนนี้เธอรู้ดีว่ามันคงจะไม่จบลงแค่นั้น แต่ถ้าการเสียสละร่างกายของเธอเป็นสะพานให้เธอแก้แค้น เธอก็พร้อมจะแลก อย่างน้อยแม้พวกเขาจะเจ้าเล่ห์แสนกล แต่พวกเขาก็ให้เกียรติเธอมากพอที่จะไม่บังคับฝืนใจเธอจนน่าเกลียด
ระหว่างที่เพียงตะวันกำลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนุ่ม ดวงตาคู่สวยจ้องมองไปที่บานประตูที่เธอตั้งใจเปิดทิ้งเอาไว้
เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและพร้อมเพรียงดังใกล้เข้ามา เวลาสามทุ่มตรงพอดีไม่มีเลทแม้แต่นาทีเดียว ร่างสูงสง่าของสองพี่น้องฝาแฝดก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องอย่างตรงเวลา รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเขาบอกได้อย่างดีว่า พวกเขาใจจดใจจ่อรอเวลานี้มากแค่ไหน
“ว่าไงจ๊ะ เปิดประตูรอรับพวกพี่อยู่หรอจ๊ะ” ภาคส่งเสียงเย้ายวนเดินใกล้เข้ามา
“เพียงรับข้อเสนอของพวกพี่”
“พูดแล้วห้ามคืนคำนะ” ภาคทรุดตัวลงนั่งข้างเพียงตะวัน เขาโน้มหน้าเข้าใกล้เธอเป็นการหยอกล้อ
“คำไหนคำนั้น แต่ตอนนี้พวกพี่ไปอาบน้ำกันก่อนได้ไหม เพียงจะ...” พวงแก้มบางขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
“เพียงจะรอที่นี่”
“ได้สิจ๊ะ พี่จะล้างให้สะอาด รับรองมันจะหอมจนน้องเพียงหยุดดูดไม่ได้เลย”
ภาคส่งเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา เขาลุกขึ้นเดินตรงไปกอดคอของพี่ชายเดินออกจากห้องไปอย่างมีความสุข ทิ้งเพียงตะวันนั่งตัวแดงแข็งทื่อราวกับรูปปั้น
ไม่นานหลังจากนั้น ภีมและภาคเดินกลับมาเข้ามาในชุดคลุมอาบน้ำที่สวมไว้อย่างหลวมๆ กลิ่นสบู่จางๆ โชยเข้ามาแตะจมูกของเพียงตะวัน สายตาของทั้งสองราวกับหมาป่าที่กำลังจ้องมองเหยื่ออย่างหิวกระหาย
ทั้งสองเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ปลายเตียง จ้องมองไปยังร่างเล็กที่ท่าทางดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“เธอกลัวหรือเปล่า” ภีมถามอย่างอ่อนโยน
ในจังหวะที่เพียงตะวันไม่ทันได้ตั้งตัว ภาคก็ขยับเข้ามาคว้าข้อมือเล็กให้ตะบบลงบนลำรักของเขาที่กำลังพองแข็งจนดันชุดคลุมออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“ว้าย”
“เมื่อวานก็จับไปแล้ว ตกใจอะไรจ๊ะ” ภาคกระซิบเสียงแหบพร่าข้างใบหู
ขณะที่ภีมโน้มหน้าลงมาปิดปากอวบอิ่มด้วยรสจูบอันแสนเร่าร้อน เพียงชั่วพริบตาเดียวเสื้อของเธอก็ถูดปลดเปลื้องจนพ้นเรือนกาย ผิวขาวนวลเนียนสว่างสะท้อนกับแสงไฟในห้อง ยอดปทุมถันสีหวานชูชันท้าทายต่อสายตาของสองพี่น้อง
ภีมไม่รอช้าส่งปลายนิ้วเรียวบดขยี้ลงส่วนปลายยอดปทุมถัน ภาคก็โน้มตัวลงมาดูดดึงปลายยอดแข็งอีกข้าง เสียงดูดดึงและสัมผัสจากปลายนิ้วที่บดขยี้จุดอ่อนไหวทำให้เพียงตะวันส่งเสียงครางอู้อี้ลำคอ
“อือออ” เพียงตะวันรู้สึกวูบวาบแล่นพล่านไปทั่วเรืองร่างเล็ก แม้เธอจะรู้สึกเขินอาย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งที่สองพี่น้องกำลังปรนเปรอให้กับเธอ กลับทำให้เธอรู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อกางเกงตัวจิ๋วถูกถอดออก ภาคก็รีบเลื่อนตัวลงต่ำ ใช้ปลายลิ้นตวัดเลียยอดกระสันอย่างชำนาญ จนเพียงตะวันบิดเร่าร่างกายถลำลึกลงสู่ห้วงอารมณ์
“เยิ้มขนาดนี้เลยหรอครับน้องเพียง อยากจะแย่แล้วใช่ไหม”
ภาคชันตัวลุกขึ้น เขากระตุกปมเชือกโยนชุดคลุมทิ้งไป เผยให้เห็นลำเอ็นแข็งขนาดใหญ่ยาวจนน่ากลัว เพียงตะวันถึงกับเบิกตาโพลง เมื่อเห็นเส้นเลือดปูนโปนทั่วลำเอ็นยาว แม้เมื่อคืนเธอจะได้สัมผัสมัน แต่ด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้สติพร่าเลือนจนจดจำขนาดของมันไม่ได้
“เป็นไง ของพี่ดูดีไหมจ๊ะ”
“มาหาฉัน” ภีมเอ่ยสั่งขัดจังหวะล้อเล่นของน้องชาย
เพียงตะวันคลานเข่าเข้าไปหาภีม ร่างเล็กสั่นเทาไปด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความหวาดกลัวและความรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด ภีมดึงเพียงตะวันเข้าสู้อกแกร่ง ในขณะที่ภาคขยับเข้ามาประชิดจนลำรักของเขาจ่ออยู่ตรงหน้าของเธอ
แม้ใจหนึ่งอยากจะเบือนหน้าหนี แต่เปลือกตาเจ้ากรรมกลับไม่ยอมปิดลง เธอจ้องมองความใหญ่โตตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นรัว...