ณ ตระกูลจักรภาคินทร์
“มีอะไรครับป๊า ผมอยากนอน เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” ภาคบ่นอุบ เมื่อถูกตามมากลางดึก
“แกไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย?”
“บริหารเอ็นไงล่ะครับป๊า”
“แกนี่มัน นั่งลง!” ภานุตวาดลั่น เมื่อได้ยินคำตอบจากลูกชายคนเล็ก
“ช่วงนี้มีอะไรผิดปกติบ้างไหม?”
“มีครับ ความเคลื่อนไหวในเงามืด เหมือนพวกมันจะรู้ตัว สายของเราแทบไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลยครับ” ภีมตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกแต่แฝงไปด้วยความกังวล
“วันนี้ฉันไปตระกูลวสุมา...” ภานุเงียบลงชั่วครู่
“ตะวันฉายบอกกับฉันว่า บางทีความเคลื่อนไหวในเงามืด เป้าหมายของพวกมันคือ ตระกูลวสุ”
“ทำไมล่ะป๊า” ภาคถามเสียงดังด้วยความสงสัย
“ไม่มีที่สอง ก็ไม่มีที่สาม...” น้ำเสียงนุ่มลึก สะท้อนความเย็นเยียบออกมา
“พี่หมายถึง?”
“จากที่สามขึ้นสู่ที่สอง... ในเมื่อยังล้มล้างที่หนึ่งไม่ได้ ก็ล้มล้างที่สองเสียก็สิ้นเรื่อง”
“พวกมันบ้าไปแล้วหรอ จะล้มตระกูลวสุ เส้นทางการเงินในเมืองมืดจะไม่เกิดปัญหาหรอครับ โง่เง่า!” ภาคกัดฟันกรอด สบถอย่างไม่สบอารมณ์
“อาจมีเส้นทางอื่นที่พวกมันวางแผนเอาไว้นานแล้วก็ได้ พวกมันจึงไม่เคารพตระกูลวสุอีกต่อไป เรื่องนี้มีเงื่อนงำ ต้องสืบให้ดี”
“แล้วตอนนี้พวกเราทำอะไรไม่ได้เลยหรอครับ ทำได้แค่รอ?”
“ป๊าคิดอย่างไรครับ” ภีมหันไปถามความคิดจากผู้เป็นพ่อ
“บอกตามตรง ตอนแรกฉันเสนอจะปกป้องตระกูลวสุ แต่ตะวันฉายปฏิเสธ ยื่นข้อเสนอเพียงอย่างเดียว ขอให้เราดูแลหนูเพียงตะวันให้ดี... หากเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ พวกแกรับปากกับฉันได้ไหมว่า จะดูแลหนูเพียงตะวันอย่างดี” สีหน้าจริงจังของภานุจับจ้องมองไปที่ลูกชายทั้งสอง
“แล้วเราได้อะไรจากเรื่องนี้ครับป๊า บ้านเราไม่เคยมีผู้หญิง จู่ๆ จะให้ดูแลเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นหน้า”
“มันมีข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าแน่ แต่พวกแกต้องรู้ไว้ ฉันกรีดเลือดสาบานกับพวกเขาไว้แล้ว ไม่เห็นแก่หนูเพียงตะวัน ก็เห็นแก่ฉันบ้าง!”
“อย่าบอกนะป๊า ข้อแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า คือคำทำนายบ้าบอนั่น โธ่ ป๊า มันไร้สาระ…”
“หุบปาก!” แววตาดุดัน จ้องเขม็งใส่ลูกชายคนเล็ก ราวกับจะบดขยี้ให้แหลกคามือ
“ได้ครับป๊า ผมกับภาครับปาก ถ้าป๊าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวไปพักก่อนนะครับ”
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ณ ซ่องโสเภณี
เวลาสามทุ่มตรง ภีมและภาคปรากฏตัวหน้าตึกแดงขนาดใหญ่ ผู้คนในเมืองมืดต่างรู้ดีว่ามันเป็นสถานที่สำหรับระบายความเครียดของชายชาตรี ผู้หญิงที่นี่มักมีหลายเกรดให้เลือกสรรมากกว่าตามผับบาร์โดยทั่วไป มาดามเจ้าของซ่องก็รีบกุลีกุจอออกมารับสองผู้นำแห่งเมืองมืด
“วันนี้คุณชายทั้งสองมาก่อนเวลาอีกนะคะ”
“ธรรมดาครับก็พี่สาวบอกกับผมว่า วันนี้มีของดีของเด็ด ใครจะพลาดกัน” มือแกร่งจับปลายคางของหญิงสาวตรงหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนพูดเย้าจนเธอตกใจตื่น
“กินของเดิมมันน่าเบื่อ อยากกินของใหม่ๆ บ้าง พี่สาวสนใจให้ผมกินหรือเปล่าครับ”
“ว๊าย คุณภาค อย่าล้อพี่เล่นเลยค่ะ พี่รับคุณภาคไม่ไหวหรอก ดุดันขนาดนั้น ไม่เอาค่ะ” เธอรีบปฏิเสธ
ภาคหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนเดินตามเธอไปติดๆ มาดามเจ้าของซ่องรีบพาสองผู้นำแฝดไปนั่งโซนวีไอพี
“รอสักครู่นะคะ อีกสิบห้านาทีจะมีของดี ถ้าอยากได้ ก็เตรียมเสนอราคาช่วงชิงได้เลยค่ะ”
ภาคเสนอราคาทีเดียวจนไม่มีใครกล้าแข่งกับเขา หญิงสาวในชุดผ้าซาตินสีแดงแนบผิวก็ถูกจัดส่งถึงห้องเชือด ภีมและภาครออยู่ข้างใน พร้อมที่จะกลืนกินลูกแมวน้อยจนแทบจะอดกลั้นไว้ไม่ไหว
ในขณะที่ภีมและภาคกำลังเริงสวาทกับลูกแมวน้อยที่พวกเขาเพิ่งใช้เงินมหาศาลในการช่วงชิงมา พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่า ในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังสนุกสนาน อีกด้านหนึ่งกลับเกิดเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยนเมืองมืดไปตลอดกาล
ณ ตระกูลวสุ
เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนโหมกระหน่ำ กลืนกินทุกสรรพสิ่งในอาณาจักรของ 'ตระกูลวสุ' เสียงกรีดร้องทรมานโหยหวนดังสะท้อนผ่านเปลวเพลิงอย่างน่าเวทนา
ก่อนหน้านี้เพียงสิบห้านาที... สายข่าวของภานุรายงานความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แต่แม้เขาจะรีบรุดมาด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มเพียงใด เขากลับพบว่าตัวเอง 'ช้าไปเพียงก้าวเดียว' ทะเลเพลิงเบื้องหน้าถูกวางแผนมาอย่างแยบยล อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแทบทุกหัวแยกของการจราจรโดยรอบ ทำให้เส้นทางถูกปิดตาย รถดับเพลิงไม่สามารถผ่านเข้ามาได้แม้แต่คันเดียว ไม่เหลือโอกาสให้ใครได้รอดชีวิต
ท่ามกลางความสับสน ภานุยืนประจันหน้ากับคฤหาสน์ที่กำลังถล่มลงมา เขาตะโกนสั่งการบริวารให้กู้สถานการณ์อย่างบ้าคลั่ง ในใจหวาดหวั่น เขาหวังเพียงจะมีใครสักคนรอดชีวิต ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความกังวลเข้าครอบงำสติ
เปรี้ยง!
เสียงมัจจุราชแหวกอากาศส่งลูกกระสุนทะลวงเข้าที่ช่องท้องของภานุอย่างแม่นยำ ร่างของภานุทรุดฮวบลงกับพื้น เลือดสีแดงเข้มรินไหลนองสู่พื้นดินที่ร้อนระอุ เสียงลมหายใจของเขาเริ่มขาดห้วงและหนักพร่า
ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังขึ้นอีกระลอกและอาการแตกตื่นของเหล่าบอดี้การ์ด ภานุทำได้เพียงมองดูเปลวไฟที่กำลังพรากความหวังเดียวของตระกูลจักรภาคินทร์ไป พร้อมกับสติที่เริ่มจะเลือนรางลง
บานประตูถูกผลักออกอย่างแรงในจังหวะที่สองพี่น้องกำลังหลงระเริงรักอยู่กับหญิงสาว
“มีอะไร!” ภีมตวาดเสียงกร้าวด้วยอารมณ์ที่ค้างคา
เมื่อเห็น ตฤณ มือขวาคนสนิทของตนถือวิสาสะพรวดพราดเข้ามาในจังหวะที่เขากับน้องชายกำลังมีความสุข
“ขอโทษครับนายใหญ่... นายท่านถูกลอบยิงครับ!”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่ราดลงบนกองไฟ ภีมและภาคผละออกจากหญิงสาวในทันที พวกเขาคว้าเสื้อผ้ามาสวมอย่างลนลาน ก่อนจะรีบวิ่งออกไปด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม ความกังวลและความโกรธแค้นตีรวนจนแทบระเบิด
เมื่อมาถึงหน้าห้องฉุกเฉิน ภาคที่ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ตวาดลั่น
“ถ้าป๊าเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเล็บ... กูจะฆ่าทิ้งให้หมดทั้งโรงพยาบาล!”
“ภาค! ตั้งสติหน่อย” ภีมเอ่ยปรามน้องชายด้วยน้ำเสียงนิ่งลึกแต่แฝงความกดดัน ก่อนจะหันไปทางตฤณ
“เล่ามาให้หมด เกิดอะไรขึ้น?”
“คฤหาสน์ตระกูลวสุถูกวางเพลิงครับ... ไหม้จนกลายเป็นทะเลเพลิง” ตฤณรายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อะไรนะ!” ภีมสบถออกมาอย่างเหลือเชื่อ
“นายท่านรีบไปที่นั่นด้วยตัวเองครับ ในตอนที่นายท่านไม่ทันระวังตัวก็ถูกลอบยิงจากสไนเปอร์ครับ”
“แล้วคนในตระกูลวสุล่ะ ควบคุมเพลิงได้หรือยัง”
“น่าจะ... ไม่มีใครรอดครับ รถดับเพลิงเข้าพื้นที่ไม่ได้เลย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายจุดบนถนน มันเหมือนกับจงใจปิดตายทางเข้าออกทั้งหมดครับ”
“นี่มัน... วางแผนมาอย่างดี!” ภีมกัดฟันพูด เมื่อเห็นถึงความไม่ชอบมาพากล
ระหว่างบทสนทนาที่หนักอึ้ง หมอเดินออกมาด้วยสีหน้าซีดเผือด ด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจของภีมและภาค
“คุณภีม คุณภาคครับ... กระสุนทำลายอวัยวะภายในสำคัญไปมาก รวมถึงมีการเสียเลือดในช่องท้องปริมาณมหาศาล ผมต้องขออภัยที่ต้องบอกว่า ทางเราพยายามยื้อจนสุดความสามารถแล้ว ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูง ขออภัยเป็นอย่างสูงจริงๆ ครับ” หมอพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ภายในใจสั่นคลอนไปด้วยความหวาดกลัว
“มึงหมายความว่ายังไง! กูบอกให้มึงช่วยป๊าไง!” ภาคตวาดพร้อมกระชากคอเสื้อของหมอไว้แน่น แววตาวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ
“นายท่านเหลือเวลาอีกไม่มากครับ... ตอนนี้ยังพอมีสติ คุณภีม คุณภาครีบเข้าไปดูใจนายท่านก่อนเถอะนะครับ”
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำพร่ามัว มองเงาเลือนลางของลูกชายทั้งสองคน ภานุยื่นมือสั่นเทาและเย็นเยียบรวบมือของภีมและภาคเข้าหากัน เขาพยายามรวบแรงเฮือกสุดท้าย
“พวกแกต้องรักกัน อย่าแตกหัก...” ภานุเค้นลมหายใจเฮือกใหญ่ น้ำตาพยัคฆ์ไหลอาบแก้มด้วยหัวใจที่ยังเป็นห่วงลูกชายทั้งสอง
“หนูเพียงตะวัน... ดูแลเธอ และแต่งงานกับหนูเพียงตะวัน” เสียงของภานุค่อยๆ เบาลง และเลือนหายไปกับอากาศ พร้อมกับเส้นชีพจรในจอที่กลายเป็นเส้นตรงทอดยาวสลักลึกเข้าไปในความรู้สึกของสองพี่น้อง
ตี๊ดดดดดดด...
ภีมและภาคที่มีภาพลักษณ์แข็งแกร่งบัดนี้ยืนแข็งทื่อ ราวกับหัวใจภายในถูกบดละเอียดจนไม่มีชิ้นดี ภีมพยายามรวบรวบสติเพื่อเป็นที่พึ่งให้น้องชาย ในขณะที่ภาคระเบิดโทสะออกมาด้วยการกระหน่ำหมัดใส่ผนังปูนจนเลือดซึมผ่านหลังมือ
“แม่งเอ้ย! พวกเวร กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด! พวกมึงจะไม่มีใครหน้าไหนได้ตายดี!”