บทที่ 5 รถยนต์หุ้มเกราะ

1676 Words
“คุณเตโชฟังพี่ชายผมคุยกับคุณตะวันฉายตาเป็นประกายเลยนะครับ หรือว่า...” ภาคเว้นจังหวะ เค้นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “คุณภาค อย่าดูถูกกันมากเกินไปหน่อยเลย” “ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับ แค่นี้ก้นก็ไม่ติดเก้าอี้แล้วหรอ” “คุณภาค!” เตโชกัดฟันกรอด ท่าทางกวนประสาทของภาค ก่อกวนอารมณ์ของเขาแทบตลอดเวลา ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอึดอัดของภาคและเตโช ทั้งสองจ้องตากันราวกับว่าจะฆ่ากันให้ตายกันไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ เวลาสำคัญก็มาถึง ไฟในโถงประมูลถูกปิดทุกดวงจนความมืดกลืนกินในวงกว้าง ผู้คนหยุดพูดคุยกันโดยไม่ได้นัดหมาย ยิ่งสร้างความตื่นเต้นจนต่างฝ่ายต่างได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นถี่รัว ไฟสปอร์ตไลท์ถูกเปิดทีละดวงช้าๆ ส่องแสงสว่างไปทางหน้าเวที เผยให้เห็นเจ้ายักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า ด้วยรูปทรงที่ดุดัน แฝงไปด้วยความสง่างามที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ดึงดูดสายตาผู้คนในห้องโถงประมูลให้มองไปที่จุดเดียวกัน ผู้จัดการโรงประมูลเริ่มอธิบายสมรรถนะของมันอย่างละเอียด เมื่อได้ฟังความสามารถของมัน ผู้คนในงานต่างพากันตาลุกวาว คนบางกลุ่มเข้าร่วมงานประมูลเพียงเพื่อต้องการเปิดหูเปิดตา เมื่อได้ยลโฉมของเจ้ายักษ์พวกเขาต่างพากันพึงพอใจเป็นอย่างมาก เพราะดาวเด่นของคืนนี้สมกับที่พวกเขาทนรอจนถึงกลางดึก ในอีกด้านกลุ่มอิทธิพลเล็กๆ รวมทั้งเตโชต่างกำลังพากันจินตนาการถึงภาพที่พวกเขาได้เป็นเจ้าของของมัน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเกรงกลัวลูกกระสุนปืนของใคร ทั้งยังสามารถเป็นป้อมปราการในการโต้กลับได้อีกด้วย คุ้มค่าที่จะแย่งมันมาไว้ในครอบครอง รถยนต์หุ้มเกราะถูกเปิดที่ราคา 80 ล้านบาท กลุ่มอิทธิพลอื่นไล่ขยับยกป้ายประมูล เพิ่มราคาทีละห้าแสนถึงหนึ่งล้านบาท ยื้อแย่งแข่งกันไม่มีใครยอมใคร ทว่าพวกเขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดว่า ภีมกำลังจับจ้องมองที่พวกเขา นิ้วมือเรียวยาวเคาะหน้าข้าช้าๆ เป็นการจดจำ เพียงแค่กลุ่มอิทธิพลไร้ชื่อ จริงที่ว่าพวกเขาก็มีเงิน แต่ก็ไม่ได้เศษเสี้ยวของสามตระกูลใหญ่ ทว่าการยอมยื้อแย่งประมูลด้วยการเสียเงินก้อนมหาศาลในครั้งเดียว เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติจนภีมไม่สามารถมองข้ามไปได้ “120 ล้าน” เสียงคำรามของเตโชดังกังวานขึ้น พร้อมกับยกป้าย ผู้คนในงานต่างพากันฮือฮา ส่งเสียงพูดคุยโต้เถียงกัน เมื่อเตโชเสนอราคากระโดดถึง 30 ล้านในการยกป้ายเพียงแค่ครั้งเดียว เขายืดอก เชิดคอขึ้นในทันที เพราะมั่นใจว่า กลุ่มอิทธิพลเล็กๆ นั่น ไม่สามารถต่อกรกับเขาได้ คงไม่มีใครขายสมบัติทั้งหมด เพื่อแลกกับรถยนต์หุ้มเกราะคันเดียว มันคงไม่คุ้มค่า ในขณะที่พิธีกรกำลังนับถอยหลัง ภาคก็ยกป้ายในมือขึ้น “200 ล้าน” ภาคยกป้าย น้ำเสียงเรียบเย็นเฉียบ พร้อมมุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “220 ล้าน” เตโชรีบยกป้ายอย่างร้อนรน เมื่อจู่ๆ ภาคก็เสนอราคากระโดดทีเดียวไปถึง 80 ล้าน ทรัพย์สมบัติที่เขามีแม้จะมหาศาลมากกว่ากลุ่มอิทธิพลไร้ชื่อ แต่เทียบไม่ได้กับตระกูลจักรภาคินทร์ หากภาคต้องการจะแข่งต่อ เขาคงไร้หนทางชนะ “300 ล้าน” ภาคหัวเราะเบาๆ เขาเอนหลัง โบกป้ายในมือไปมา ปรายตามองแผ่นหลังของเตโช “คุณภาคจงใจปั่นราคาหรือครับ” เตโชคำรามกร้าว “ทำไมผมต้องปั่นราคา ผมเองก็มีคนเกลียดไปทั่ว ใครๆ ก็รู้ หรือคุณเตโชไม่รู้ครับ” “แต่คุณ คือ เจ้าของในการประมูล!” “ผม? คนที่เปิดการประมูลคือพี่ชายของผม ผมไม่ได้เกี่ยวข้องสักหน่อย หรือว่า คุณเตโชไม่มีปัญญาจ่ายสูงกว่านี้แล้วเลยหาเรื่องกันครับ” ภาคเลิกคิ้วถาม อย่างไม่แยแส ภีมยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย ก่อนที่ผู้จัดการโรงประมูลจะหยุดนับถอยหลัง “ผมต้องขอโทษแทนน้องชายผมด้วยที่เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ แต่รถยนต์หุ้มเกราะคันนี้พิเศษมากจริงๆ นะครับ” “ผมมันก็แค่ตระกูลอันดับสาม ไม่มีเงินมหาศาลอย่างพวกคุณ” เตโชกระแทกกระทั้น “ถ้าคุณเตโชอยากได้ ผมสามารถมอบมันให้ ในราคาสองร้อยล้าน เพียงแต่...” “คุณภาคพูดมาเลยดีกว่าครับ คนแก่อย่างผม ไม่ชอบการต้องมานั่งลุ้น” “ท่าเรือร้างที่คุณเตโชไม่ได้ดำเนินธุรกิจใด โฉนดที่ดินใบนั้น… จ่ายพร้อมกับเงิน 200 ล้าน ผมจะรีบส่งเจ้ายักษ์ไปถึงหน้าคฤหาสน์ของคุณเตโชเลยครับ” “มากเกินไป! พวกคุณสองพี่น้องอย่ารังแกกันมากเกินไปหน่อยเลยครับ” เตโชตวาดลั่น “ใจเย็นหน่อยสิครับ ผมไม่ได้บังคับ แค่ยื่นข้อเสนอ...” “เก็บมันลงกรุไป ท่าทางทุกคนที่นี้... ในวันนี้ คงไม่มีปัญญาจ่าย!” ภาคขึ้นเสียง ตวาดสั่งผู้จัดการโรงประมูล เตโชมองตามรถยนต์หุ้มเกราะค่อยๆ เลื่อนลงหายวับไปกับตา ท่าทางร้อนร้อนของเขาก็แทบปิดไว้ไม่มิด จนภีมและภาคหันมาสบตากันอย่างรู้ใจ “ผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามันดีจริง?” “ผมสามารถให้คุณเตโชตรวจสอบมันได้ แต่แรงของระเบิดแสวงเครื่อง ทดสอบที่นี่ คงไม่เหมาะ” “ใจกล้าหน่อยสิครับ จักรภาคินทร์ไม่เคยส่งของด้อยคุณภาพ” เสียงเย็นเยียบของภาคตอกย้ำ ณ ตระกูลจักรภาคินทร์ การประมูลของพวกแกเป็นอย่างไงบ้าง เสียงทรงอำนาจของภานุดังขึ้นในทันที เมื่อสองพี่น้องก้าวเข้าประตูบ้าน “อย่าห่วงเลยครับป๊า พี่ชายผม ไม่เคยคำนวณอะไรพลาด” ภาคขยับยืนพิงกำแพงส่งสายตามั่นใจให้กับผู้เป็นพ่อ ร่างสูงโปร่งของภีมทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตรงกันข้ามกับผู้เป็นพ่อ เอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่มลึก ทว่าแววตากลับเย็นเยียบ “กลุ่มอิทธิพลเล็กๆ แต่กลับแย่งกันประมูลรถหุ้มเกราะในราคาที่ดูจะเกินกำลังแบบนั้น… ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ” “พรุ่งนี้ผมจะไปกระชากคอถามมันเองว่า พวกมันเอาเงินมาจากที่ไหน” ภาคคำรามลั่น “ในเมื่อพวกมันคิดว่าเราโง่ ก็ปล่อยให้มันคิดแบบนั้น” ภานุพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ก่อนปรายตามองลูกชายคนเล็กอย่างตำหนิ “อย่าใช้แต่อารมณ์ ใช้สมองด้วยตาภาค” “บางทีในตอนนี้กลุ่มอิทธิพลเล็กๆ อาจกำลังร่วมมือกันทำธุรกิจบางอย่าง หรือบางทีอาจมีหัวเรือใหญ่” “แกหมายถึง เตโช?” ภานุถามหยั่งเชิง “ครับ ดูท่ากลุ่มอิทธิพลเล็กๆ จะเป็นคลื่นใต้น้ำ ส่วนคุณเตโชคงเป็นคนคุมกระแสลม กำลังวางแผนทำอะไรบางอย่าง ถึงขั้นต้องพึ่งรถยนต์หุ้มเกราะ และที่สำคัญ…” “ยอมยกโฉนดที่ดินท่าเรือร้างให้กับเรา เหอะ! ตาแก่นั่น มันคิดจะทำอะไรกันแน่” ภาคแทรกขึ้นมากลางบทสนทนา ภานุถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เมื่อได้ฟังในสิ่งที่ลูกชายทั้งสองพูด ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ภานุจับจ้องไปที่ลูกชายทั้งสองคน ในใจพยัคฆ์ที่ไร้พ่ายอย่างเขา กลับรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย พลางคิดถึงคำทำนายของท่านปู่ใหญ่ก่อนหน้านี้ จักรภาคินทร์เป็นตระกูลอันดับหนึ่งมารุ่นสู่รุ่น หรือว่า ถึงคราวที่ลำดับตระกูลใหญ่แห่งเมืองมืดจะถูกสับเปลี่ยนแล้วจริงๆ “วันนี้ตะวันฉายปรากฏตัวที่งานประมูลใช่ไหม?” “ครับ” “บางทีตะวันฉายเองคงได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวแปลกๆ การที่เขาปรากฏตัวในงานประมูล ภายนอกอาจแค่ต้องการรถคลาสสิคสักคัน แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริง คงไม่ต้องจากแก... ภีม” “คุณตะวันฉายก็ร่วมมือกับอิทธิพลกระจอกๆ นั่นหรอครับป๊า” “ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น เมื่อไรแกจะมีสมองคิดเองได้” “ตระกูลวสุมีหัวการค้าที่ชาญฉลาด เป็นอาวุธที่เมืองมืดขาดไม่ได้ แต่อ่อนเรื่องกำลังรบ” ภีมแทรกขึ้น “ถูกอย่างที่แกกว่า ตั้งแต่บรรพบุรุษ ตระกูลวสุไม่เคยมียอดฝีมือดีๆ ไว้ข้างกายเลยสักคน แต่ที่อยู่รอดมาได้ เพราะผู้คนต้องพึ่งตระกูลวสุในการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเงิน การเงินแพร่สะพัดวนเวียนในธนาคาร ออกสู่ตลาดนอก แม้พวกเราจะมีอิทธิพล แต่บางทีก็มักมีพวกตำรวจน่ารำคาญที่ต้องการสร้างผลงาน ดังนั้นวสุจะจัดการปัญหาจุกจิกนั่นได้” “ตำรวจพวกนั้นเลียเราจะตายป๊า” “เออ แต่มันก็มีพวกที่เงินซื้อไม่ได้เหมือนกัน แกอย่าประมาทนัก” “ครับป๊า ผมกับน้องจะไม่ประมาท แม้ภาคจะอารมณ์ร้อนไปบ้าง แต่เวลาทำอะไรมันก็ปรึกษาก่อนตลอด ป๊าไม่ต้องห่วงเรื่องนี้” “จริงครับป๊า ไว้ใจผมหน่อยเถอะหน่า” “เรื่องมาถึงขั้นนี้ ฉันมีบางอย่างที่ต้องบอกพวกแกสักหน่อย อย่างไงพวกแกทั้งคู่ก็กลายเป็นผู้นำตระกูลเต็มตัวแล้ว บางเรื่องที่พวกแกไม่รู้ ถึงเวลาที่ต้องได้รู้แล้ว” “อะไรครับ” สองพี่น้องพูดขึ้นพร้อมกันอย่างร้อนใจ “พรุ่งนี้หลังจากพวกแกเคลียร์งานของพวกแกเสร็จ หนึ่งทุ่มตรง ฉันจะรออยู่ทางประตูลับหลังคฤหาสน์ มาให้ตรงเวลาอย่าให้ฉันต้องรอ” สิ้นสุดคำสั่ง ภานุก้าวเดินกลับขึ้นไปด้านบน “ที่นั่นมัน… เขตหวงห้ามที่ป๊าห้ามพวกเราเข้าไปตลอดเลยใช่ไหมพี่” “ใช่” “มีอะไรซ่อนอยู่ที่นั่นกันนะ ผมอยากจะรู้แล้ว”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD