ณ ตระกูลจักรภาคินทร์
ภีมก้มหน้ามองบางอย่างในหน้าจอแท็บเล็ต เขากำลังสืบเสาะหาข้อมูลในแบบของเขาอย่างสุขุม ราวกับว่าไม่มีความรู้สึกใดต่อการจากไปของผู้เป็นพ่อ ในขณะที่ภาคอารมณ์ปะทุ โกรธเกรี้ยว ออกคำสั่งให้คนออกตามหาอย่างไร้แผนการ ใช้อารมณ์ในการนำทาง
ตฤณ เดินเข้ามาในห้องทำงานของสองผู้นำ ไม่ทันที่เขาจะได้ปริปากพูดก็ถูกเสียงดุดันของภาคคำรามลั่นออกมา
“สรุปไอ้ตำรวจไร้น้ำยาพวกนั้นมันสรุปคดีอย่างไงวะ มึงรีบพูดมา มัวชักช้าอะไรอยู่วะ” ภาคตวาดถามตฤณอย่างหัวเสีย
“ตำรวจสรุปคดีเป็นไฟฟ้าลัดวงครับนายน้อย” ตฤณกล่าวตอบผู้เป็นนาย
“ไฟฟ้าลัดวงจรบ้าอะไรวะ เรื่องที่ป๊าถูกลอบยิงพวกมันจะอธิบายอย่างไง ไหนจะเรื่องอุบัติเหตุที่จงใจปิดเส้นทางจราจร มันเห็นชัดๆ ว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง และเห็นอย่างชัดเจนเต็มสองตาเรื่องนี้ใครได้ผลประโยชน์ ไอ้แกเตโชนั่น!”
“แกใจเย็นหน่อยได้ไหม ฉันรู้ในสิ่งที่แกคิด แต่ในตอนนี้พวกเราไม่มีหลักฐาน” ภีมพยายามส่งเสียงหนักแน่นปรามน้องชายอย่างใจเย็น
“พี่จะสนกฎส้นตีนอะไรวะ พี่ลืมสถานะของตัวเองแล้วหรือไง!”
“ภาค!!”
“มีอำนาจแต่ไม่รู้จักใช้ พี่จะมีไว้ทำไมวะ! ปกติที่นี่เราไม่เคยเห็นหัวพวกตำรวจเวรนั่นอยู่แล้ว แต่พี่กลับยืนยันจะให้พวกมันสืบ แล้วเป็นไง? ได้คำตอแหลว่าไฟฟ้าลัดวงจรมาปลอบใจเนี่ยนะ? ถ้าพี่อยากเป็นเต่าหดหัวรอต่อไปก็เชิญ... ผมจะจัดการเรื่องนี้ในแบบของผมเอง!”
ภาคทิ้งท้ายด้วยวาจาเชือดเฉือน ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนเสียงเรียกของพี่ชายแม้แต่น้อย รอยร้าวเล็กๆ เริ่มลามลึกเข้าไปในความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นของสองพี่น้อง ในเมื่อคนหนึ่งเยือกเย็นเหมือนน้ำ อีกคนร้อนระอุราวกับลาวา เมื่อวิถีทางต่างกัน... จุดจบย่อมต่างกัน นั่นคือสิ่งที่ภานุหวาดกลัวมาโดยตลอด
ณ ตระกูลคีรีเขต
ภาคควบรถคู่ใจพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสุดขีด มุ่งตรงไปยังหน้าคฤหาสน์ของ ตระกูลคีรีเขต ทันทีที่รถจอดสนิท เขาเดินลงมาด้วยรังสีอาฆาต ตวาดลั่นอย่างไม่เกรงกลัวแม้ไม่ใช่ถิ่นของตัวเอง
“เปิดประตูให้กู! กูอยากเจอหัวหน้าของพวกมึง เรียกไอ้แก่นั่นออกมา”
“ขอโทษครับคุณภาค แต่นายใหญ่สั่งห้ามรับแขก...”
เปรี้ยง!
ภาคไม่รอให้คำพูดยืดยาวน่ารำคาญจบลง เขากระชากปืนคู่กายออกมาลั่นไกยิงทะลุกะโหลกบอดี้การ์ดหน้าประตูจนล้มพับไปต่อหน้าต่อตา เสียงกระสุนที่คำรามขึ้นท่ามกลางความเงียบของค่ำคืน คือสัญญาณการปิดฉากยุคแห่งความอดทน และเริ่มต้นยุคแห่งการนองเลือดอย่างสมบูรณ์
ณ Shadow Track (สนามแข่งรถ)
เตโช นำกำลังลูกน้องบุกฝ่าเข้าไปหาภีม บรรยากาศรอบข้างร้อนระอุด้วยโทสะของเตโช
“คุณภีม... คุณต้องให้คำอธิบายกับผม!” เตโชตวาดกร้าว กัดฟันกรอด จ้องตาเขม็งใส่ภีม
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับคุณเตโช ใจเย็นก่อน...” ภีมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับนิ่งสงบจนน่ากลัว
“จะให้ผมใจเย็นงั้นเหรอ? เหอะ! เป็นผู้นำสูงสุดนี่มันพูดง่ายดีนะ พวกคุณชักจะลามปามกันเกินไปแล้ว! ตอนพ่อพวกคุณยังอยู่ก็ไม่ให้เกียรติกัน พอพ่อพวกคุณตายก็ยิ่งทำตามอำเภอใจกันไปใหญ่... ดีนี่คุณภีม”
“ผมต้องขอโทษด้วย แต่ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
"งั้นเปิดหูฟังในสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ด้วยครับ... เมื่อคืนน้องชายของคุณบุกไปบ้านผมกลางดึก ยิงลูกน้องผมตายไปสี่ศพ อาละวาดพังข้าวของจนหนำใจกว่าจะยอมไสหัวกลับออกไป คุณจะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไง?"
ภีมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในใจเกิดความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจและตำหนิความวู่วามของน้องชายที่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังจนเปิดช่องว่างให้ศัตรู ยิ่งตกอยู่ในยามไร้อำนาจพยัคฆ์อย่างพ่อ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นทุกวันเกินกว่าที่เขาจะคาดเดาและแก้ปัญหาได้
“พ่อของคุณตาย... พวกเราเองก็เสียใจไม่แพ้กันที่คุณภานุจากไปกะทันหัน” เตโชเค้นเสียงในลำคอ ทว่าแววตากลับฉายแววเย้ยหยันชัดเจน
“แต่มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราล่ะครับ? ถึงมุ่งเป้ามาหากันแบบนี้ หรือคุณภีมจะกล่าวโทษผม กำลังหาแพะรับบาปอยู่หรือครับ”
“ผมไม่ได้โทษคุณเตโช... ภาคอาจจะขาดสติไปบ้างถึงไปลงกับตระกูลของคุณ เอาเป็นว่า หากผมต้องการจบเรื่องนี้ เราพอจะพูดคุยหาทางออกร่วมกันได้ไหมครับ? ถือว่าผมขอร้อง"
“ได้... ในเมื่อคุณภีมถึงกลับยอมขอร้องคนอย่างผมที่ต่ำกว่า ผมไม่ใช่คนแก่รังแกเด็กอยู่แล้วครับ อีกอย่างผมก็เห็นใจที่คุณเพิ่งสิ้นไร้ที่ปรึกษาอย่างพ่อไป...” เตโชเว้นจังหวะ ปลายปากยกยิ้มอย่างผู้ชนะ
“ผมขอโฉนดที่ดินท่าเรือร้างนั่นคืน หวังว่าคงไม่มากไปนะ ไม่อย่างนั้นผมไม่รับรองว่า เรื่องที่คุณภาคไปอาละวาดที่บ้านของผมจะหลุดลอยออกไปภายนอกหรือเปล่า เมื่อถึงตอนนั้นผู้คนก็จะเห็นว่าคุณกำลังใช้อำนาจข่มเหงตระกูลของผมอย่างไร้เหตุผล”
“ครับ... ตามที่คุณต้องการ” ภีมเค้นเสียงต่ำ ขยับปากยิ้มเป็นมารยาท ทว่าภายในใจกลับร้อนระอุ
ภีมลุกขึ้นเดินไปที่ตู้เซฟอย่างมั่นคง เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาส่งให้เตโชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นี่ครับ... ผมขอโทษอีกครั้ง หวังว่าคุณเตโชจะพอใจ”
“ดี... งั้นผมขอตัว” เตโชรับซองไปแล้วเดินจากไปด้วยท่าทางอวดดี ในเมื่อตอนนี้ตำแหน่งอันดับสองในขั้วอำนาจตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์ พยัคฆ์อย่างภานุไม่อยู่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวเด็กรุ่นลูกอีกต่อไป
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์
“ทำไมแกถึงทำอะไรวู่วามขนาดนี้ ยิ่งป๊าไม่อยู่แล้ว พวกมันยิ่งอยากจะหาเรื่อง สิ่งที่แกทำยิ่งทำให้เข้าแผนของพวกมันได้ง่ายขึ้น แกเห็นผลเสียที่ตามมาไหม เพื่อระบายความเครียด นอกจากได้ความสะใจ มันได้อะไรกลับคืนมาบ้างไหม... ไร้หัวคิด!”
“ผม...”
“หรือแกกำลังคิดว่า ถ้าฆ่าเตโชได้ทุกอย่างจะจบ? สิ้นคิด!” เสียงที่เคยสุขุมกลับคำรามลั่น ตวาดตำหนิน้องชาย
ภาคนั่งก้มหน้านิ่งแม้ในใจจะยังรู้สึกโกรธ และโทษพี่ชาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงผลเสียที่ตัวเองเป็นคนก่อ
“ผมขอโทษ…”
“ช่วงนี้แกอย่าเพิ่งวู่วามอีก ฉันกำลังส่งคนสืบเรื่องนี้ อย่างน้อยคนที่ลอบยิงป๊า ฉันจะลากคอมันมาให้แกฆ่าเองกับมือแน่นอน ฉันให้สัญญา ตอนนี้เราสองคนต้องรักกัน อย่าแตกหัก จำคำที่ป๊าพูดไว้ได้ใช่ไหม”
“ครับผมผิดเอง แล้วเรื่องตระกูลวสุ พี่จะเอาอย่างไร”
“ต้องใช้เวลา ทุกอย่างไร้ร่องรอย ยิ่งไฟไหม้ ก็ยิ่งไม่เหลือหลักฐาน... แต่ฉันจะตามล่าหาคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ให้ได้”
“ทรัพย์สินของตระกูลวสุล่ะพี่?”
“คุณตะวันฉายคงวางแผนมาไว้ล่วงหน้า เขาโอนทรัพย์เข้าธนาคารนอกเมืองมืด ดังนั้นไม่มีใครสามารถเอามันมาได้ นอกเสียจากทายาท จากที่ฉันได้รับข้อมูลจากตฤณ คุณตะวันฉายทำพินัยกรรมเอาไว้ หากไม่มีทายาทมารับทรัพย์สินภายในสามปีจะยกทรัพย์สินให้การกุศล”
“ทายาท? ตายกันไปหมดแล้วจะเอาทายาทที่ไหนมา”
“ฉันเองก็ไม่รู้ บางทีคุณตะวันฉายคงไม่คาดคิดว่า ลูกตัวเองจะตายด้วยทั้งหมด ก่อนหน้านี้ทำข้อตกลงกับป๊าไว้ เรื่องของเพียงตะวัน แต่เรื่องราวไม่เป็นอย่างที่คุณตะวันฉายคิด น่าเวทนา”
“ช่างทรัพย์สินของคุณตะวันฉายเถอะ ผมไม่สนใจเรื่องนั้น ผมสนใจแต่เรื่องของป๊า”
“ฉันขอโทษ เรื่องป๊า…”
“ผมเองที่ใจร้อน สร้างปัญหาให้กับพี่ ผมขอโทษครับ ต่อไปผมจะอดทนให้มากกว่านี้”
“ฉันไม่รู้ในอนาคตเราจะยังยืนอยู่บนยอดพีระมิดได้อีกนานแค่ไหน แต่ฉันจะไม่ยอมไปถึงจุดตกต่ำ”
ภายหลังสิ้นสุดพิธีศพของภานุ ขั้วอำนาจในเมืองมืดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตระกูลคีรีเขต ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับสองอย่างเป็นทางการท่ามกลางความกังขาและกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหาย แต่ด้วยอำนาจที่เตโชแอบสั่งสมเอาไว้จึงทำให้เขา เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลและแสดงท่าทีไม่เคารพภีมและภาคอย่างออกหน้าออกตา ส่งผลให้กลุ่มอิทธิพลไร้ชื่อเริ่มแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย บ้างยังคงภักดีต่อตระกูลอันดับหนึ่งด้วยความเกรงใจในอดีต บ้างก็รีบย้ายฝั่งไปสวามิภักดิ์ต่อขั้วอำนาจใหม่ที่กำลังรุ่งโรจน์
แม้ภีมและภาคจะยังคงครองตำแหน่งผู้นำสูงสุด แต่บัลลังก์ของพวกเขากลับสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระแสลมแห่งการทรยศพัดกรรโชกเข้าหาคฤหาสน์ของสองพี่น้องไม่เว้นแต่ละวัน การระรานจากทุกทิศทางเริ่มทวีความรุนแรงและแยบยลขึ้นเรื่อยๆ จนสถานการณ์ของจักรภาคินทร์เริ่มเข้าขั้นวิกฤต...