โรงประมูลใต้ดินของ Shadow Track (สนามแข่งรถ)
สองพี่น้องฝาแฝด ผู้นำของตระกูลจักรภาคินทร์ปรากฏตัวในลิฟท์แก้วที่ถูกส่งถึงห้องรับรองด้านบนสุดของโรงประมูลโดยตรง ผู้เข้าร่วมการประมูลต่างพากันยืนด้วยความพร้อมเพรียงและโค้งคำนับ เพื่อแสดงความเคารพแก่สองผู้มีอำนาจที่สุดในเมืองมืด
ภีมก้าวไปด้านหน้า ฝ่ามือเรียววางทับจับขอบระเบียงกระจก สายตาเรียวดุจหงส์ปรายตาลงมองคนเบื้องล่าง ภีมคำนับหัวลงเล็กน้อยเป็นการทักทาย พร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่งานประมูลของเราในวันนี้... ขอให้ทุกท่านได้ในสิ่งที่ต้องการนะครับ”
ภีมเอ่ยเพียงประโยคสั้นๆ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยอำนาจ ก่อนทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยท้วงท่าสง่างาม
เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ ระหว่างที่รอเวลาตามหมายกำหนดการณ์ ภาคปรายตามองสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ นอกจากผู้นำของตระกูลอันดับสองและสามปรากฏตัวที่นี่แล้ว กลุ่มอิทธิพลเล็กๆ กลุ่มอื่นที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ระดับล่างลึกจนถึงระดับชั้นใต้ดินก็ยังกล้าเสนอมาให้พวกเขาเห็น ช่างไม่เจียมกะลาหัว
“วันนี้คนครึกครื้งมากเลยนะครับ เกินคาดจริงๆ”
“ใช่ เกินคาดจริงๆ ถ้างั้นแกลงไปด้านล่าง เชิญคุณตะวันฉาย กับคุณเตโชขึ้นมาด้านบน ห้ามให้ผู้ติดตามขึ้นมา”
“ถ้าผมปากหมาจนพวกคนแก่ๆ โมโห พี่จะโทษผมไหมล่ะครับ”
“ไม่ ยั่วโมโหให้มากเท่าที่แกทำได้เลย... ยิ่งดี” ปากเรียวกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“งานถนัดเลยครับคุณพี่ชาย”
รูปร่างปราดเปรียวในชุดสูทสีดำสนิทของภาคเคลื่อนลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว สิ่งแรกที่เขาทำ คือการเดินเข้าหาสาวๆ น้ำเสียงอ่อนลงพร้อมกับคารมดีที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา สองแขนแกร่งอ้ากว้าง ขยับรวดเร็วราวกับหนวดปลาหมึก อวบรัดเข้าเอวคอดของสาวๆ คนนั้นที คนนี้ที สลับไปมา
ท่าทางเจ้าชู้ บ้าผู้หญิง อย่างไม่ไว้ท่าความเป็นผู้นำของเขา ทำให้เตโชที่มองอยู่ตลอด เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ เขาวางแก้ววิสกี้ลงกระแทกกับพื้นโต๊ะจนแก้วคริสตัสแตกกระจาย เสียงดังสนั่นแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงเพลงและเสียงพูดคุย ผู้คนในงานประมูลเริ่มหันมาสนใจที่ต้นเสียง จับจ้องมองดูละครฉากใหญ่อย่างใจจดใจจ่อ
“เมาแล้วหรอครับ คุณเตโช” ภาคเอ่ยถาม แต่สองมือยังคงโอบเอวหญิงสาวข้างกายไว้แน่นทั้งสองคน
“คุณภาค...” เตโชเค้นเสียงคำรามในลำคอ
“ลืมสถานะของตัวเองไปแล้วหรือครับ”
“ผมก็เป็นนายน้อยแห่งจักรภาคินทร์อย่างไรเล่าครับ คนที่พวกคนต่างต้องก้มหัวให้ หนำซ้ำพวกเศษเดนก็แทบอยากจะเลียเท้าของผมเพื่ออำนาจอันน้อยน้อยนิด...” เขาเว้นจังหวะ ก่อนปรายตามองอย่างเย่อยิ่ง ด้วยท่าทางที่ต้องการยั่วโมโหคนตรงหน้า
“เพียงเศษผง จริงไหมล่ะครับ”
“ผมอายุเท่าพ่อของคุณ อย่าให้มันมากเกินไปหน่อยเลยครับ คุณภาค”
“โอ้ อายุเท่าพ่อของผม” นิ้วแข็งแรงยกจ่อที่ริมฝีปากหยักของตนเองด้วยท่าทางยั่วโมโหเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับต้องการสั่งให้ชายสูงวัยตรงหน้าหุบปาก ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“แต่คุณก็ไม่ใช่พ่อนี่ครับ”
เตโชจ้องตาเขม็งใส่ภาค ร่างกายสั่นเท่าไปด้วยความโกรธ เขากัดฟัดกรอดเพื่อพยายามระงับสติของตัวเอง ก่อนที่เหตุการณ์ตึงเครียดเบื้องล่างจะร้อนระอุไปมากกว่านี้ ฝ่ามือเรียวของภีมกระทบเข้าด้วยกันหนึ่งครั้ง เพียงแค่เสียงกระทบของฝ่ามือแค่เพียงครั้งเดียว ทว่าเสียงนั้นกลับดังสนั่นจนห้องโถงประมูลที่เสียงอื้ออึงนิ่งสงัดลงราวกับถูกมนต์สะกด ทุกคนต่างเบี่ยงเบนความสนใจไปด้านบนในทันที
“เอาล่ะครับ คุณเตโช ผมต้องขอโทษแทนน้องชายของผม เพื่อเป็นการไถ่โทษ ผมขอเชิญคุณขึ้นมาด้านบน รวมถึงคุณตะวันฉายด้วยครับ” น้ำเสียงนุ่มนวลทำให้สถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเตโชเดินออกจากรัศมีสายตาของภาค มุ่งตรงตามคำเชิญของภีม คนติดตามของเขาก็เดินตามเป็นพรวนไม่ห่างกาย แต่ก็หยุดชะงักลง เพราะถูกภาคขวางทางไว้
“สุนัขรับใช้ ก็อยู่ส่วนสุนัขรับใช้” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเสียงเย็นเยียบ จนคนฟังรู้สึกขนลุกซู่ไปตามกัน
“รอที่นี่ กูไม่ฆ่าเจ้านายของพวกมึงหรอก… อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เตโชหันกลับมามองอย่างหัวเสีย แต่เมื่อเห็นแววตาวาวโรจน์แฝงด้วยเงาร้ายของยมทูตที่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ที่ภาคใช้มือเดียวลั่นกระสุนปืนเข้าหูสายลับของเขา ลำคอก็แห้งผากขึ้นมาในทันที พร้อมทั้งแรงกดดันจากภีมที่กำลังยืนมองอยู่ด้านบน เขาจึงต้องยอมอ่อนลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ลูกน้องถอยร่นออกไปเพื่อไม่ให้เสียการณ์สำคัญในคืนนี้
เมื่อเตโชและตะวันฉายเดินขึ้นถึงด้านบน บริกรแนะนำที่นั่งให้กับพวกเขา ในขณะเดียวกันภาคที่เดินตามมาติดๆ หยุดยืนกอดอกพิงผนังกระจก เขาขยับสายตายียวนมองไปที่เก้าอี้สองตัวด้านหลังของภีม มุมปากหยักยกยิ้มอย่างนึกสนุก
“รู้ลำดับตัวเองกันหน่อยสิครับ”
ตะวันฉายหยุดยืนนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อได้ยินเสียงของภาค แต่เขาก็ยอมทรุดตัวลงโดยง่าย ในขณะที่เตโชแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน
“ผมเคยนั่งคู่กับพ่อของคุณ”
“ก็นั่น... มันรุ่นพ่อ นี่มันรุ่นของผม อันดับที่ 3 ก็ควรเคารพอันดับที่ 1 สิครับ” น้ำเสียงเย้ยหยันของภาค ทำให้เตโชสติขาดผึงตวาดลั่น
“ตระกูลผมก็เป็นหนึ่งในตระกูลที่สร้างเมืองมืดแห่งนี้เหมือนกัน! แม้ผมไม่ใช่ตระกูลอันดับหนึ่ง ก็ควรให้เกียรติกันบ้าง!”
ภีมนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าสง่าสงาม เขาไม่ขยับตัวหันไปมองเหตุการณ์ด้านหลังแม้แต่น้อย มุมปากปากยกยิ้มขึ้น พอใจในฝีมือปั่นประสาทผู้คนของน้องชายฝาแฝดที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“อย่าถือสาเลยครับ งานประมูลกำลังจะเริ่มแล้ว เชิญคุณเตโชมานั่งกับผม” เสียงนุ่มลึกของภีมเอ่ยขึ้นมาขจัดสถานการณ์ตึงเครียดอีกครั้ง ก่อนหันไปสบตากับตะวันฉายด้วยสายตาสุภาพที่แฝงไปด้วยอำนาจ
“ผมต้องขอโทษคุณตะวันฉายด้วย ไม่ได้จัดเตรียมที่ไว้ให้พร้อม ไม่คิดว่าจะมา...”
“ไม่เป็นไรครับ ผมนั่งตรงนี้ก็ได้”
“ภาค... แกจะยืนตรงนั้น หรือจะนั่งกับคุณตะวันฉายก็ตามใจ หุบปากได้แล้ว” เสียงนุ่มนวลเพิ่มระดับขึ้นนิดหน่อย แสร้งทำเป็นตำหนิน้องชาย แต่แววตาที่เขามองภาคนั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง
การประมูลดำเนินล่วงเวลาไปกว่าครึ่งทาง ในขณะที่เตโชกับตะวันฉายนั่งนิ่ง ไม่สนใจยกป้ายประมูลรถคันไหนสักคัน จนภีมต้องถามขึ้นมา เพื่อเป็นการหยั่งเชิง
“คุณตะวันฉายไม่คิดเล่นรถสปอร์ตบ้างหรอครับ”
“ผมไม่ค่อยชอบความเร็ว” ตะวันฉายส่ายหัวเบาๆ พลางหัวเราะเล็กน้อย
“ถ้างั้นกำลังรอรอบของรถคลาสสิคสินะครับ”
“ใช่ครับ ผมยอมรับอย่างไม่ปิดบังเลยครับคุณภาค”
“แล้วรอคันไหนเป็นพิเศษไหม ผมสามารถดึงมันไว้ให้คุณตะวันฉายโดยเฉพาะ ผมจะให้ราคาพิเศษเลย ถือซะว่าเป็นของขวัญสำหรับที่ให้โอกาสผู้นำใหม่อย่างผมและน้องชายละกันครับ”
“ถ้างั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ ผมสนใจ Mercedes-Benz 190SL” น้ำเสียงตะวันฉายเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจังในทันที
“โอ้ คันเด่นเลยนี่… ตาถึงจริงๆ” ภาคพูดแทรก
“พอดีสัปดาห์หน้าที่หอศิลป์ของผมจะจัดงานโชว์ศิลปะครั้งใหญ่ ถ้าได้มันมาเป็นดาวเด่นในงาน ผู้คนที่คลั่งไคล้ในความคลาสสิค คงจะไหลเข้ามาไม่ขาดสาย รวมทั้งพวกผู้คนนอกเมืองมืดด้วย”
“เป็นความคิดที่ฉลาดจริงๆ ครับ พวกนักลงทุนจะได้เข้ามาในเมืองมืดด้วย” ภีมออกปากชม
ตระกูลวสุเป็นตระกูลผู้พ่อค้าเก่า เข้าร่วมสร้างเขตอำนาจในเมืองมืดกับสองตระกูล ด้วยมันสมองที่ชาญฉลาด มีแนวคิดในการค้าขาย แม้จะอ่อนเรื่องกำลังรบ แต่หอศิลป์ที่เขาสร้างขึ้น ภายนอกอาจดูเหมือนหอศิลป์โดยทั่วไป ราวกลับเป็นแสงสว่างเดียวในเมืองมืด แต่ลับหลังกลับเป็นสถานที่ฟอกเงินดำให้เป็นเงินขาว ผ่านมูลค่าของงานศิลปะ เขาจึงเป็นสิ่งสำคัญในเมืองมืดที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด จึงถูกถูกยกให้เป็นตระกูลอันดับที่สอง ผู้คนจึงเคารพนับถือมาก เขามักออกงานสังคมนอกเมืองมืด เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามา เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองมืดอย่างมหาศาล