บทที่ 4 การละครของสองแฝด

1545 Words
โรงประมูลใต้ดินของ Shadow Track (สนามแข่งรถ) สองพี่น้องฝาแฝด ผู้นำของตระกูลจักรภาคินทร์ปรากฏตัวในลิฟท์แก้วที่ถูกส่งถึงห้องรับรองด้านบนสุดของโรงประมูลโดยตรง ผู้เข้าร่วมการประมูลต่างพากันยืนด้วยความพร้อมเพรียงและโค้งคำนับ เพื่อแสดงความเคารพแก่สองผู้มีอำนาจที่สุดในเมืองมืด ภีมก้าวไปด้านหน้า ฝ่ามือเรียววางทับจับขอบระเบียงกระจก สายตาเรียวดุจหงส์ปรายตาลงมองคนเบื้องล่าง ภีมคำนับหัวลงเล็กน้อยเป็นการทักทาย พร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย “ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่งานประมูลของเราในวันนี้... ขอให้ทุกท่านได้ในสิ่งที่ต้องการนะครับ” ภีมเอ่ยเพียงประโยคสั้นๆ แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยอำนาจ ก่อนทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยท้วงท่าสง่างาม เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ ระหว่างที่รอเวลาตามหมายกำหนดการณ์ ภาคปรายตามองสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ นอกจากผู้นำของตระกูลอันดับสองและสามปรากฏตัวที่นี่แล้ว กลุ่มอิทธิพลเล็กๆ กลุ่มอื่นที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ระดับล่างลึกจนถึงระดับชั้นใต้ดินก็ยังกล้าเสนอมาให้พวกเขาเห็น ช่างไม่เจียมกะลาหัว “วันนี้คนครึกครื้งมากเลยนะครับ เกินคาดจริงๆ” “ใช่ เกินคาดจริงๆ ถ้างั้นแกลงไปด้านล่าง เชิญคุณตะวันฉาย กับคุณเตโชขึ้นมาด้านบน ห้ามให้ผู้ติดตามขึ้นมา” “ถ้าผมปากหมาจนพวกคนแก่ๆ โมโห พี่จะโทษผมไหมล่ะครับ” “ไม่ ยั่วโมโหให้มากเท่าที่แกทำได้เลย... ยิ่งดี” ปากเรียวกระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “งานถนัดเลยครับคุณพี่ชาย” รูปร่างปราดเปรียวในชุดสูทสีดำสนิทของภาคเคลื่อนลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว สิ่งแรกที่เขาทำ คือการเดินเข้าหาสาวๆ น้ำเสียงอ่อนลงพร้อมกับคารมดีที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา สองแขนแกร่งอ้ากว้าง ขยับรวดเร็วราวกับหนวดปลาหมึก อวบรัดเข้าเอวคอดของสาวๆ คนนั้นที คนนี้ที สลับไปมา ท่าทางเจ้าชู้ บ้าผู้หญิง อย่างไม่ไว้ท่าความเป็นผู้นำของเขา ทำให้เตโชที่มองอยู่ตลอด เริ่มแสดงอาการไม่พอใจ เขาวางแก้ววิสกี้ลงกระแทกกับพื้นโต๊ะจนแก้วคริสตัสแตกกระจาย เสียงดังสนั่นแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงเพลงและเสียงพูดคุย ผู้คนในงานประมูลเริ่มหันมาสนใจที่ต้นเสียง จับจ้องมองดูละครฉากใหญ่อย่างใจจดใจจ่อ “เมาแล้วหรอครับ คุณเตโช” ภาคเอ่ยถาม แต่สองมือยังคงโอบเอวหญิงสาวข้างกายไว้แน่นทั้งสองคน “คุณภาค...” เตโชเค้นเสียงคำรามในลำคอ “ลืมสถานะของตัวเองไปแล้วหรือครับ” “ผมก็เป็นนายน้อยแห่งจักรภาคินทร์อย่างไรเล่าครับ คนที่พวกคนต่างต้องก้มหัวให้ หนำซ้ำพวกเศษเดนก็แทบอยากจะเลียเท้าของผมเพื่ออำนาจอันน้อยน้อยนิด...” เขาเว้นจังหวะ ก่อนปรายตามองอย่างเย่อยิ่ง ด้วยท่าทางที่ต้องการยั่วโมโหคนตรงหน้า “เพียงเศษผง จริงไหมล่ะครับ” “ผมอายุเท่าพ่อของคุณ อย่าให้มันมากเกินไปหน่อยเลยครับ คุณภาค” “โอ้ อายุเท่าพ่อของผม” นิ้วแข็งแรงยกจ่อที่ริมฝีปากหยักของตนเองด้วยท่าทางยั่วโมโหเป็นจังหวะช้าๆ ราวกับต้องการสั่งให้ชายสูงวัยตรงหน้าหุบปาก ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “แต่คุณก็ไม่ใช่พ่อนี่ครับ” เตโชจ้องตาเขม็งใส่ภาค ร่างกายสั่นเท่าไปด้วยความโกรธ เขากัดฟัดกรอดเพื่อพยายามระงับสติของตัวเอง ก่อนที่เหตุการณ์ตึงเครียดเบื้องล่างจะร้อนระอุไปมากกว่านี้ ฝ่ามือเรียวของภีมกระทบเข้าด้วยกันหนึ่งครั้ง เพียงแค่เสียงกระทบของฝ่ามือแค่เพียงครั้งเดียว ทว่าเสียงนั้นกลับดังสนั่นจนห้องโถงประมูลที่เสียงอื้ออึงนิ่งสงัดลงราวกับถูกมนต์สะกด ทุกคนต่างเบี่ยงเบนความสนใจไปด้านบนในทันที “เอาล่ะครับ คุณเตโช ผมต้องขอโทษแทนน้องชายของผม เพื่อเป็นการไถ่โทษ ผมขอเชิญคุณขึ้นมาด้านบน รวมถึงคุณตะวันฉายด้วยครับ” น้ำเสียงนุ่มนวลทำให้สถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเตโชเดินออกจากรัศมีสายตาของภาค มุ่งตรงตามคำเชิญของภีม คนติดตามของเขาก็เดินตามเป็นพรวนไม่ห่างกาย แต่ก็หยุดชะงักลง เพราะถูกภาคขวางทางไว้ “สุนัขรับใช้ ก็อยู่ส่วนสุนัขรับใช้” เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเสียงเย็นเยียบ จนคนฟังรู้สึกขนลุกซู่ไปตามกัน “รอที่นี่ กูไม่ฆ่าเจ้านายของพวกมึงหรอก… อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้” เตโชหันกลับมามองอย่างหัวเสีย แต่เมื่อเห็นแววตาวาวโรจน์แฝงด้วยเงาร้ายของยมทูตที่เปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์ที่ภาคใช้มือเดียวลั่นกระสุนปืนเข้าหูสายลับของเขา ลำคอก็แห้งผากขึ้นมาในทันที พร้อมทั้งแรงกดดันจากภีมที่กำลังยืนมองอยู่ด้านบน เขาจึงต้องยอมอ่อนลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงจำเป็นต้องส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ลูกน้องถอยร่นออกไปเพื่อไม่ให้เสียการณ์สำคัญในคืนนี้ เมื่อเตโชและตะวันฉายเดินขึ้นถึงด้านบน บริกรแนะนำที่นั่งให้กับพวกเขา ในขณะเดียวกันภาคที่เดินตามมาติดๆ หยุดยืนกอดอกพิงผนังกระจก เขาขยับสายตายียวนมองไปที่เก้าอี้สองตัวด้านหลังของภีม มุมปากหยักยกยิ้มอย่างนึกสนุก “รู้ลำดับตัวเองกันหน่อยสิครับ” ตะวันฉายหยุดยืนนิ่งไปชั่วครู่ เมื่อได้ยินเสียงของภาค แต่เขาก็ยอมทรุดตัวลงโดยง่าย ในขณะที่เตโชแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน “ผมเคยนั่งคู่กับพ่อของคุณ” “ก็นั่น... มันรุ่นพ่อ นี่มันรุ่นของผม อันดับที่ 3 ก็ควรเคารพอันดับที่ 1 สิครับ” น้ำเสียงเย้ยหยันของภาค ทำให้เตโชสติขาดผึงตวาดลั่น “ตระกูลผมก็เป็นหนึ่งในตระกูลที่สร้างเมืองมืดแห่งนี้เหมือนกัน! แม้ผมไม่ใช่ตระกูลอันดับหนึ่ง ก็ควรให้เกียรติกันบ้าง!” ภีมนั่งตัวตรงด้วยท่วงท่าสง่าสงาม เขาไม่ขยับตัวหันไปมองเหตุการณ์ด้านหลังแม้แต่น้อย มุมปากปากยกยิ้มขึ้น พอใจในฝีมือปั่นประสาทผู้คนของน้องชายฝาแฝดที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ “อย่าถือสาเลยครับ งานประมูลกำลังจะเริ่มแล้ว เชิญคุณเตโชมานั่งกับผม” เสียงนุ่มลึกของภีมเอ่ยขึ้นมาขจัดสถานการณ์ตึงเครียดอีกครั้ง ก่อนหันไปสบตากับตะวันฉายด้วยสายตาสุภาพที่แฝงไปด้วยอำนาจ “ผมต้องขอโทษคุณตะวันฉายด้วย ไม่ได้จัดเตรียมที่ไว้ให้พร้อม ไม่คิดว่าจะมา...” “ไม่เป็นไรครับ ผมนั่งตรงนี้ก็ได้” “ภาค... แกจะยืนตรงนั้น หรือจะนั่งกับคุณตะวันฉายก็ตามใจ หุบปากได้แล้ว” เสียงนุ่มนวลเพิ่มระดับขึ้นนิดหน่อย แสร้งทำเป็นตำหนิน้องชาย แต่แววตาที่เขามองภาคนั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง การประมูลดำเนินล่วงเวลาไปกว่าครึ่งทาง ในขณะที่เตโชกับตะวันฉายนั่งนิ่ง ไม่สนใจยกป้ายประมูลรถคันไหนสักคัน จนภีมต้องถามขึ้นมา เพื่อเป็นการหยั่งเชิง “คุณตะวันฉายไม่คิดเล่นรถสปอร์ตบ้างหรอครับ” “ผมไม่ค่อยชอบความเร็ว” ตะวันฉายส่ายหัวเบาๆ พลางหัวเราะเล็กน้อย “ถ้างั้นกำลังรอรอบของรถคลาสสิคสินะครับ” “ใช่ครับ ผมยอมรับอย่างไม่ปิดบังเลยครับคุณภาค” “แล้วรอคันไหนเป็นพิเศษไหม ผมสามารถดึงมันไว้ให้คุณตะวันฉายโดยเฉพาะ ผมจะให้ราคาพิเศษเลย ถือซะว่าเป็นของขวัญสำหรับที่ให้โอกาสผู้นำใหม่อย่างผมและน้องชายละกันครับ” “ถ้างั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะครับ ผมสนใจ Mercedes-Benz 190SL” น้ำเสียงตะวันฉายเปลี่ยนเป็นโหมดจริงจังในทันที “โอ้ คันเด่นเลยนี่… ตาถึงจริงๆ” ภาคพูดแทรก “พอดีสัปดาห์หน้าที่หอศิลป์ของผมจะจัดงานโชว์ศิลปะครั้งใหญ่ ถ้าได้มันมาเป็นดาวเด่นในงาน ผู้คนที่คลั่งไคล้ในความคลาสสิค คงจะไหลเข้ามาไม่ขาดสาย รวมทั้งพวกผู้คนนอกเมืองมืดด้วย” “เป็นความคิดที่ฉลาดจริงๆ ครับ พวกนักลงทุนจะได้เข้ามาในเมืองมืดด้วย” ภีมออกปากชม ตระกูลวสุเป็นตระกูลผู้พ่อค้าเก่า เข้าร่วมสร้างเขตอำนาจในเมืองมืดกับสองตระกูล ด้วยมันสมองที่ชาญฉลาด มีแนวคิดในการค้าขาย แม้จะอ่อนเรื่องกำลังรบ แต่หอศิลป์ที่เขาสร้างขึ้น ภายนอกอาจดูเหมือนหอศิลป์โดยทั่วไป ราวกลับเป็นแสงสว่างเดียวในเมืองมืด แต่ลับหลังกลับเป็นสถานที่ฟอกเงินดำให้เป็นเงินขาว ผ่านมูลค่าของงานศิลปะ เขาจึงเป็นสิ่งสำคัญในเมืองมืดที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด จึงถูกถูกยกให้เป็นตระกูลอันดับที่สอง ผู้คนจึงเคารพนับถือมาก เขามักออกงานสังคมนอกเมืองมืด เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามา เพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองมืดอย่างมหาศาล
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD