บทที่ 2 ภายใต้การเป็นผู้นำ

1608 Words
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์ ภีม ตื่นขึ้นมาในเช้าที่บรรยากาศเงียบสงบ แม้งานสังคมที่ต้องสวมหน้ากากจะสูบพลังงานชีวิตของเขาไปอย่างมากก็ตาม แต่เช้าวันแรกของการก้าวขึ้นเป็นนายใหญ่เต็มตัวของเขาจะต้องสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มือเรียวยาวหยิบสูทสั่งตัดเนื้อดีขึ้นมาสวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาว ขยับจัดแต่งทรง ก่อนติดกระดุมที่ข้อมือเพิ่มความเนี้ยบ ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์ที่แฝงไปด้วยความเย็นชาจ้องมองใบหน้าคมเข้มไร้หนวดเคลาของตัวเองในกระจก เมื่อตรวจทุกอย่างเรียบร้อยจนพอใจแล้ว เขาจึงก้าวลงมายังห้องอาหารด้วยท่าทีสง่างาม “อรุณสวัสดิ์ครับป๊า” ภีมเอ่ยทักผู้เป็นพ่อก่อนนั่งลงที่ประจำของตัวเอง นิ้วเรียวยาวยกขึ้นโบกเป็นสัญญาณเพียงเล็กน้อย ตฤณ ลูกน้องคนสนิทของภีมเดินเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว สองมือกุมเข้าด้วยกันไว้เบื้องหน้า เตรียมรอรับคำสั่งของผู้เป็นนายด้วยความนอบน้อม “เตรียมรถไว้ให้ฉันและนายก็ต้องไปกับฉันด้วย” “ครับ นายใหญ่” ตฤณรับคำสั่งอย่างหนักแน่น “เช้านี้แกจะไปที่ไหน” ภานุเอ่ยถาม ก่อนเลื่อนดวงตาดุดันสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ จ้องลึกเข้าใปนดวงตาของลูกชายคนโต “ผมจะไปที่ Shadow Track วันนี้มีงานสำคัญ” “ในส่วนสนาม หรือโรงประมูล” ภานุซักต่อเนื่อง “โรงประมูลครับ วันนี้มีรถนำเข้าล็อตพิเศษ ผมต้องไปดูด้วยตัวเอง ถ้าทุกอย่างไร้ปัญหา ค่ำคืนนี้ผมจะเปิดฉากการประมูล” “ไม่กะทันหันไปหรือไงกัน?” “สำหรับของล้ำค่า ต่อให้กะทันหันแค่ไหน พวกคนเหล่านั้นก็ไม่พลาดอยู่ดีครับ” “แกแน่ใจ?” “ป๊าเชื่อใจผมได้ ทุกอย่างอยู่ในการคำนวณ” ภีมยืนยันหนักแน่น “ฉันจะรอดู” ภานุเว้นจังหวะ ก่อนมองไปทางบันไดวนที่ว่างเปล่า “แล้วน้องชายแกล่ะ? ยังไม่ตื่นอีกหรือไง สายโด่งป่านนี้แล้ว” น้ำเสียงของภานุเริ่มแสดงอาการไม่สบอารมณ์ เช้าวันแรกของการส่งต่อตำแหน่งผู้นำให้ลูกชายฝาแฝด ในขณะคนพี่ขยันขันแข็ง แต่ทว่าคนน้องยังคงไม่ปรากฏตัว ภานุส่ายหน้าด้วยความรู้สึกขัดใจ แม้จะรู้ดีว่าลูกชายทั้งสองมีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่คนรุ่นเก่าอย่างเขาก็ยังไม่ชินกับสไตล์การทำงานที่ไร้ระเบียบของลูกชายคนเล็กอยู่ดี “งานของภาคมันไม่ควรทำในเวลาตอนเช้า ป๊าก็รู้นี่ครับ” “ฉันรู้ แค่อยากให้มันตื่นเช้าๆ โผล่หัวมาให้ฉันเห็นบ้าง ก่อนที่ฉันจะลืมหน้าของมันจริงๆ” “โธ่ ป๊า คิดถึงผมก็มองหน้าพี่ภีมสิครับ หน้าของเราเหมือนกันขนาดนี้ ป๊าจะลืมหน้าของผมได้อย่างไง” เสียงยียวนกวนประสาทดังแว่วมาแต่ไกล พร้อมกับการปรากฏตัวของภาคด้วยท่าทางแสนสบาย ณ สวนดอกไม้ในคฤหาสน์ของตระกูลวสุ เพียงตะวัน ในวัย 11 ปี เด็กหญิงตัวน้อยผู้เป็นดังแก้วตาดวงใจของตระกูลวสุ ดวงตาวาวสดใสเป็นประกาย หากใครได้มองก็ต้องรู้สึกอยากจะทะนุถนอมเอาไว้ ไม่ยอมแม้แต่ฝุ่นผงใดมาเปรอะเปื้อนผ้าขาวใสสะอาด จนแย่งชิงเอาความสดใสของเธอไปได้ พวงแก้มน้อยขึ้นสีแดงระเรื่อกระเพื่อมไปตามแรงเคลื่อนไหวในทุกย่างก้าวที่เด็กหญิงวิ่งไล่จับกับพี่ชายทั้งสองคน “พวกพี่อย่าวิ่งเร็วสิคะ รอเพียงด้วย” พี่ชายคนโตหยุดวิ่ง ก่อนหันมามองน้องสาว เขาย่อตัวนั่งลงอ้าแขนกว้างเตรียมพร้อมรอรับ เพียงตะวันกระโดดเข้ากอดพี่ชายสุดแรงจนร่างสูงหงายลงบนพื้นหญ้า เด็กหญิงตัวน้อยหัวเราะชอบใจในอ้อมกอดของพี่ชาย “หนักขึ้นเยอะแล้วนะเรา” “กินดุเป็นหมูขนาดนั้นจะไม่หนักได้ไง” เสียงพี่ชายคนรองแทรกขึ้นอย่างล้อเลียน “เพียงกำลังจะโต ก็ต้องกินเยอะสิคะ” เพียงตะวันยกมือลูบท้อง พลางทำหน้าทะเล้นใส่พี่ชายทั้งสอง เสียงหัวเราะของสามพี่น้องดังขึ้นเจื้อยแจ้วก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ยิ่งได้เห็นท่าทางไร้เดียงสานั้น พี่ชายทั้งสองก็ยิ่งทวีคูณความรักและความเอ็นดูน้องสาวคนเล็กอย่างสุดหัวใจ กระแสแห่งความสุขแผ่ซ่านไปทั่วผืนหญ้า ทว่าบนระเบียงชั้นสองที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ตะวันฉายและเพียงเพ็ญกำลังนั่งมองลูกๆ ของพวกเขา ท่ามกลางรอยยิ้ม เพียงเพ็ญกลับสังเกตุเห็นแววตาของสามีที่แฝงไปด้วยความกังวลบางอย่างจนซ่อนไว้ไม่มิด “มีอะไรหรือเปล่าคะ” “น้องก็รู้ว่า เมืองมืดเพิ่งเปลี่ยนผู้นำ” “เมืองมืดอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลจักรภาคินทร์มายาวนานแล้วนี่คะ เมื่อพ่อวางมือ ลูกก็ต้องเข้ามาแทน มันเป็นวงจรแบบนี้มาโดยตลอด” เพียงเพ็ญพูดขึ้นอย่างไม่คิดอะไรมาก “พี่รู้ แต่ว่า... เพียงหนึ่งคืนที่จักรภาคินทร์เปลี่ยนแปลงผู้นำ การเคลื่อนไหวแปลกๆ ก็เกิดขึ้นในเงามืดทันที พี่กลัวว่า พวกที่เคยถูกกดทับอยู่ในเงามืดจะเริ่มอยู่นิ่งไม่ได้ เมื่อคนหนุ่มขึ้นมากดขี่คนรุ่นเก่า” “พี่หมายถึง ตระกูลคีรีเขตหรือคะ” “พี่รู้สึกอย่างนั้น แต่ลึกๆ พี่กลับรู้สึกกลัวบางอย่างที่เราไม่สามารถคาดเดาได้มากกว่า” “แต่อย่างไงเราก็เป็นตระกูลอันดับสอง พี่วางตัวเป็นกลางมาเสมอ พี่เองก็ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งในเรื่องขัดแย้ง ไม่แย่งชิงความเป็นใหญ่ แถมพี่ภานุก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกตระกูลของเรา ตระกูลเราคงไม่เกิดปัญหาหรอกค่ะ” “พี่เองก็หวังเช่นนั้น พี่อยากส่งลูกสาวไปนอกเขตเมืองมืด แต่ข้างนอกที่สดใสคงอันตรายมากกว่า” ตะวันฉายละสายตาออกจากภรรยา จับจ้องมองไปที่ลูกสาวตัวน้อย ก่อนเอ่ยทิ้งท้าย ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “พี่แค่อยากให้ลูกมีชีวิตที่สดใสอย่างนี้ตลอดไป ไม่ต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับขั้วอำนาจใดทั้งสิ้น” Shadow Track (สนามแข่งรถ) รถ Rolls-Royce สีขาวสะดุดตา หากให้เปรียบก็คงเป็นสีขาวงาช้างที่ถูกเจียระไนเป็นอย่างดี ดูลึกลับ สง่างาม เหมาะสมกับโดเบอร์แมนสีเผือกอย่างภีม เขาไม่ได้อยากเป็นราชาแห่งราชสีห์ที่ผู้คนขยาดกลัวเพียงได้เห็น แต่ภีมเลือกเป็นดั่งโดเบอร์แมน สุนัขล่าเนื้อสายพันธุ์สูงศักดิ์ที่ภายนอกดูสุขุมและสง่างาม ทว่าภายในกลับซ่อนกรงเล็บและคมเขี้ยวเอาไว้ได้อย่างแยบยล ตัวรถเคลื่อนผ่านประตูเหล็กกล้าที่ออกแบบไว้ดิบเถื่อน แต่แฝงไว้ด้วยความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของจักรภาคินทร์ ในระหว่างทางที่รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้า บรรดาบริวารในจุดต่างๆ พากันออกยืนตรงโค้งคำนับนายใหญ่ของพวกเขาอย่างพร้อมเพรียง ความเงียบเข้ามาปกคลุมไปทั่วบริเวณ จนได้ยินเสียงยางรถที่บดลงถนนอย่างมั่นคงแล่นผ่านลึกเข้าไป เมื่อรถจอดสนิทลงหน้าโถงหินอ่อนขัดมันวาว ตฤณก้าวลงจากลงจากฝั่งคนขับ เพื่อมาเปิดประตูให้ผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ภีมก้าวลงมา ความเย็นเยือกแผ่ซ่านจนรอบๆ คล้ายถูกแช่แข็ง ไม่มีแม้แต่สายลมไหวติงในอากาศ สายตาเรียวดุจหงส์กวาดไปโดยรอบก่อนก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ภีมเดินตรงเข้าไปในลิฟท์แก้ว ลิฟท์แก้วเคลื่อนตัวขึ้นช้าๆ ก่อนหยุดนิ่งที่ชั้นบนสุด อาคารหินอ่อนหลังนี้ถูกออกแบบโดดเด่นท่ามกลางจุดศูนย์การของ Shadow Track ภายนอกเป็นสนามแข่งรถอันดับหนึ่ง ทว่าภายในกลับซ่อนธุรกิจมืดไว้หลายแขนง ไม่ว่าจะเป็น โรงประมูลรถหรู บ่อนพนันระดับสูง หรือแม้กระทั่งโซนรับรองสุดพิเศษ ชั้นบนสุดของอาคารเป็นห้องทำงานส่วนตัวของภีม ผนังโดยรอบเป็นกระจกนิรภัยสีชา ถูกออกแบบให้มองเห็นทุกตารางนิ้วของอาณาจักร Shadow Track จากหน้าต่าง ภีมสามารถยืนอยู่ด้านบนและสังเกตุการณ์ความเคลื่อนไหวทุกอย่างโดยที่คนเบื้องล่างไม่รู้สึกตัว หากจะเปรียบอาคารหลังนี้เป็นสิ่งใดสักอย่าง มันคงเป็นป้อมปราการเหนือยอดเขาที่ใช้คอยสอดส่องเหยื่อและศัตรู เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งให้เขากลายเป็นผู้กุมชะตาของทุกสรรพสิ่งในอาณาจักรแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว ภีมก้าวเดินลึกเข้าไปในห้องทำงาน พื้นหินอ่อนขัดมันวาวสีขาวนวลเรียบหรู กลางห้องโซฟาหนังอย่างดีตัวอย่างถูกวางไว้อย่างทรงอำนาจ ภีมเดินตรงไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ก่อนเอ่ยถามตฤณด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “สิ่งที่ฉันต้องการ พร้อมหรือยัง” “ครับ นายใหญ่” ตฤณรับคำ พลางทำท่าจะขยับไปหยิบเอกสารบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แต่ภีมกลับยกมือเรียวขึ้นปรามโดยไม่ส่งเสียง “เดี๋ยวฉันจัดการเอง วันนี้ฉันต้องการชา ผ่อนคลายสักหน่อย” หลังจากคำพูดของภีมไม่กี่นาที ชาเอิร์ลเกรย์กลิ่นหอมกรุ่นถูกยกเข้ามาวางลงบนโต๊ะกระจก พร้อมด้วยดาร์กช็อกโกแลต ระดับความเข้มข้น 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นของว่างที่ภีมโปรดปรานเป็นที่สุด ตฤณเตรียมไว้ให้ผู้เป็นนายอย่างรู้ใจ โดยไม่ต้องรอฟังคำสั่ง “ฉันต้องการสมาธิ นายก็ออกไปจัดการเรื่องที่ฉันสั่ง ถ้ามีอะไรฉันจะเรียก” “ครับ นายใหญ่” ตฤณโค้งคำนับอย่างสุภาพ ก่อนปลีกตัวเดินออกไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD