ณ เรือนนารี
เมื่อภีมและภาคมาถึงเรือนนารี สาวงามสองคนรีบเดินออกมาต้อนรับเขา จากนั้นจึงนำทางพาภีมและภาคเดินลึกเข้าไปในโซนวีไอพีอย่างสมเกียรติ
“เชิญค่ะ ถ้าพวกพี่อยากได้อะไรเป็นพิเศษ เรียกได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”
“ขอบคุณจ้ะ น้องสาว” ภาคส่งเสียงหวาน พร้อมรอยยิ้มประหารที่เป็นเอกลักษณ์
ภาคมองสาวงามรอบๆ หอ ยกมือขึ้นโบกด้วยท่าทางเจ้าชู้ ก่อนหันกลับมามองพี่ชายที่นั่งเงียบราวกับหุ่นปั้น
“นี่พี่ พอเราแย่งชิงแม่ตุ๊กตานั่นมาได้ ผมสาบานเลยอย่างแรกที่จะทำคือจับเอ็นเลี่ยมทองยัดปากเธอให้สุด... ลึกเข้าคอ แค่คิดก็แทบทนไม่ไหวแล้ว” ภาคพูดพร้อมกับเอนหลังพิงโซฟาอย่างผ่อนคลาย จนกระทั่งมีเสียงที่คุ้นหูดังขึ้น ทำให้บรรยากาศอึมครึมลงภายในพริบตาเดียว
“ผู้นำสูงสุด... ตกต่ำเสียจนต้องมาเรือนนารีเกรดต่ำแล้วหรือครับ” เตโชกล่าวเย้ยหยัน ก่อนทิ้งตัวลงนั่งในลำดับใกล้เคียงกัน
“แหม แล้วคุณเตโชล่ะครับ แก่จนป่านนี้ไม่อยู่บ้านให้ลูกหลานไหว้ล่ะครับจะมาในที่เกรดต่ำแบบนี้ทำไมกัน” ภาคกล่าวเสียงยียวน พร้อมกับยกคิ้วขึ้นเชิงดูหมิ่น
“ยังคงไม่ให้เกียรติกันเช่นเดิมเลยนะครับ” เตโชกัดฟันกรอด จ้องตาเขม็งอย่างไม่เกรงกลัวในอำนาจของคนตรงหน้า
“ดีเลย! ถ้าคุณพูดถึงเรื่องการให้เกียรติ คุณที่เป็นอันดับสองก็ควรให้เกียรติอันดับหนึ่งอย่างผมและพี่ภีมสิครับ ต่อให้ตอนนี้คุณจะเลื่อนจากที่สามขึ้นมาที่สอง แต่คุณก็ยังไม่ได้เป็นที่หนึ่ง ถ้าคุณตกเลขผมจะสอนให้ใหม่... สนใจไหมครับ”
“คุณภาค!”
“เอาล่ะครับ อย่างไงทุกคนต่างมาที่นี่ เพราะประกาศจากเรือนนารีเกี่ยวกับสาวงาม แล้วจะมาเถียงกันถึงเรื่องตกต่ำ หรือไม่ตกต่ำกันไปทำอะไร” เสียงนุ่มลึกดังขึ้นขัด
เสียงเพลงภายในหอก็ถูกเปลี่ยนจังหวะ แสงไฟโดยรอบถูกปิดลง เหลือเพียงตรงกลางซึ่งเป็นเวที ทันใดนั้นหญิงสาวในชุดสีแดงเดินนวยนาดออกมาพร้อมกับพัดขนนกคู่ใจ ใบหน้าสวยสะพรั่งแม้จะดูมีอายุ แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะส่วนริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดที่แย้มยิ้มจนทำให้หนุ่มน้อยใหญ่หลงใหลไปตามกัน
“แม่เล้าที่นี่สวยจังพี่ ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ดูหุ่นนั่นสิ...” ภาคเลียริมฝีปาก สายตายังคงจับจ้องไปข้างหน้า
ภีมมองน้องชายพร้อมกับมุมปากยกยิ้ม ยิ่งภาคแสดงอาการหื่นกามและยียวนกวนประสาทมากเท่าไหร่ ศัตรูอย่างเตโชก็จะยิ่งมองข้ามเจตนาที่แท้จริงของพวกเขา และคิดว่าการมาครั้งนี้เป็นเพียงเรื่องตัณหาธรรมดา
“อยากได้หรอ?” เสียงนุ่มลึกเอ่ยถามน้องชาย
“ถ้าหุ่นสวยขนาดนี้ อายุผมไม่สนใจหรอก ขอสักทีจะตอบแทนให้หนักๆ”
“หึ แต่แกคงต้องจ่ายหลายบาท เพราะเธอไม่รับงานมานานแล้ว”
“ย่อมได้ พี่ภาคคนนี้จะเทให้หมดกระเป๋าเลยจ้ะ”
เตโชหันมามองในท่าทีของภาคด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ‘ตระกูลอันดับหนึ่งกำลังจะล่มสลายเพราะเด็กบ้ากามคนนี้’ เขาคิดในใจ แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่ ภีมต้องการให้เขาเชื่อที่สุด
สิ้นสุดการแย่งชิง ดาวเด่นดวงใหม่ของเรือนนารีตกเป็นของภีมและภาค ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่ เขาทั้งคู่ถูกคนเชิญเข้าไปด้านในหอตามธรรมเนียมของผู้ชนะ ภายในห้องเชือดสีแดง กลางห้องปรากฏเงาของหญิงสาวในชุดแดง ภาครีบกระโจนเข้าไป พร้อมส่งเสียงหวาน
“อย่าบอกนะครับ ผมประมูลหนึ่ง ได้ถึงสอง” ภาคยื่นมือแกร่งจับปลายคางหญิงสาววัยกลางคนตรงหน้าขึ้นเล็กน้อย
“หยอกกันแรงเกินไปค่ะ ฉันไม่รับงานแล้ว ให้เด็กๆ รับดีกว่าค่ะ” เธอหัวเราะเล็กน้อย
“ภาค...”
ภาคหันกลับมามองพี่ชาย ก่อนรีบลุกเดินออกไปหน้าประตู แววตาฉายแววจริงจังต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหว ฝ่ามือแกร่งยกขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้กับภีม
“คุณชื่ออะไรครับ ผมอยากเรียกชื่อมากกว่า”
“จูค่ะ”
“ผมอยากพบลูกสาวของคุณจู ผมกำลังตามหาแหวนทองเหลืองประดับอัญมณีสีม่วงครับ” ภีมกระซิบเสียงแผ่วเบา
“คุณภีมกำลังหมายถึง…”
“เวลาที่รอคอยมาถึงแล้วครับ”
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ... ระหว่างนี้คุณทั้งสองก็สนุกกับสิ่งที่พวกคุณประมูลมาได้ก่อน อีกสองชั่วโมงข้างหน้าฉันจะกลับมารับค่ะ”
สองชั่วโมงถัดมา...
ภีมและภาคเดินตามจูเข้าไปภายในห้องทำงานของเธออย่างระมัดระวัง เธอเดินตรงไปหยุดยืนหน้าชั้นหนังสือในมุมห้อง ขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย
เสียงกลไกบางอย่างทำงานจนเผยให้เห็นช่องทางลับลงไปยังชั้นใต้ดิน บรรยากาศภายในเงียบสงัด มีเพียงแสงจากโคมไฟสั่นไหวอยู่บนผนังหินอ่อน
จนกระทั่งพวกเขาพบเรือนร่างเล็กของหญิงสาวในชุดผ้าซาตินสีดำ กำลังนั่งทำบางอย่างอยู่ที่มุมห้อง เมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันหน้ากลับมามอง เผยให้เห็นใบหน้าที่มีร่องรอยของแผลเป็นขยายเป็นวงกว้างทั่วใบหน้า จนภีมและภาคหยุดชะงักลงด้วยความรู้สึกตกใจในสิ่งที่เห็น สองพี่น้องพยายามเก็บอาการเพื่อรักษามารยาท
“แม่คะ พวกเขาเป็นใครคะ” เสียงอ่อนหวานดังขึ้น พร้อมด้วยดวงตากลมโตสั่นระริกไหวด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ต้องกลัวนะ พวกพี่เขามาตามหาแหวนจ้ะ”
“ลูกสาวคุณจูหรอครับ ทำไมถึงให้มาอยู่ในห้องใต้ดินลึกขนาดนี้?” ภีมเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เพราะลูกสาวฉันมีใบหน้าอย่างที่คุณทั้งสองเห็นก็เลย...” เธอนิ่งไปชั่วครู่
“ฉันขอถามหน่อยได้ไหมคะ เหตุผลที่พวกคุณตามหาแหวนคืออะไร?”
“เพราะคำสั่งเสียของป๊าก่อนตาย พวกเราถึงมาที่นี่ อย่างที่ผมบอกก่อนหน้านี้ครับ เวลาที่รอคอยมาถึงแล้ว”
“ถ้างั้นพวกพี่ก็มาตามหาเพียง...” หญิงสาวในชุดดำเอ่ยขึ้นขัด
“เพียง?”
“ฉันคือ เพียงตะวันค่ะ” น้ำเสียงหวานตอบอย่างหนักแน่น พลางกำแหวนที่สร้อยคอไว้แน่น
“เพียงตะวัน? แหวนนั่น” ภีมและภาคทวนชื่อพร้อมกัน สายตาจับจ้องมองไปที่หญิงสาว
“แผลเป็นนั่น? แล้วลูกสาวของคุณจูตัวจริงล่ะครับ?”
“ที่จริงลูกสาวของฉันตายไปแล้ว แค่ไม่มีใครรู้ ดังนั้นคุณหนูถึงได้แฝงตัวอยู่ที่นี่แทนลูกสาวของฉันค่ะ วันนี้คุณภีมและคุณภาคมารับตัวคุณหนูใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ ตามคำสั่งเสียของป๊า”
เพียงตะวันชันตัวยืนขึ้นภายใต้ชุดผ้าซาตินสีดำพริ้วไหว เธอหันกลับไปมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้า รอยยิ้มเผยขึ้นเล็กน้อย
“คุณน้าไม่ต้องกังวลนะคะ ถึงเวลาที่เพียงจะทวงคืนทุกอย่างแทนพ่อ แม่ และพี่ชาย รวมถึงทุกคน…”
“คุณหนูต้องดูแลตัวเองดีๆ นะคะ”
“เพียงดูแลตัวเองได้ค่ะ หลังจากเพียงจากไป คุณน้าต้องรีบหาคนมาแทนที่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดในอนาคต”
ภีมและภาคยืนมองหญิงสาวตรงหน้า เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วดวงตากลมโตคู่นั้นยังสั่นระริกไหวด้วยความหวาดกลัวในตอนที่เขาทั้งคู่ปรากฏตัว ทว่าบัดนี้แววตากลมโตกลับฉายแววหนักแน่น ร่างเล็กแผ่รังสีของความเยือกเย็น จนสองพี่น้องสัมผัสได้ถึงมัน
‘เข้มแข็งกว่าที่คิด’ ภีมคิดในใจ จ้องมองเพียงตะวันด้วยความชื่นชม
จูปล่อยมือออกจากเพียงตะวัน หันกลับมามองภีมและภาค
“ถ้าอย่างนั้นคุณภีมและคุณภาคกลับออกไปทางเดิม ฉันจะส่งตัวคุณหนูไปยังช่องทางลับจนถึงหน้าคฤหาสน์ของพวกคุณอย่างปลอดภัย”
“ได้ครับ พวกผมจะกลับไปรอที่บ้าน”
ณ ตระกูลจักรภาคินทร์
ตฤณ นำทางเพียงตะวันมาจนถึงห้องรับรองของคฤหาสน์ ทันทีที่เขาเดินกลับออกไป ผ้าคลุมหัวสีดำสนิทก็ถูกปลดเปลื้องออกจนพ้นใบหน้า แสงจากโคมไฟระย้ายิ่งขับเน้นให้เห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าอย่างเด่นชัดต่อสายตาของสองพี่น้อง
“พวกพี่... รังเกียจเพียงไหม?” ดวงตากลมโตจ้องมองตรงไปยังภีมและภาค
“ก็...” ภาคลากเสียง พลางส่งสายตาซุกซนสำรวจเรือนร่างเล็กตรงหน้า พร้อมพูดหยอกอย่างนึกสนุก
“ปกติเวลาอยู่บนเตียง... เอ็นเลี่ยมทองของพี่ก็สนใจแค่ตรงนั้น ไม่ได้สนใจใบหน้าสักหน่อย”
“ภาค…” ภีมส่งเสียงเข้มขึ้นปรามน้องชาย
“ก็พูดเรื่องจริงนี่หน่า” ภาคยักไหล่ ชันตัวลุกขึ้นเดินวนรอบตัวของเพียงตะวันอย่างพิจารณา
“บอกฉันมา ก่อนหน้านี้คุณตะวันฉายได้สั่งอะไรเธอไว้ไหม?”
“พ่อบอกแค่ว่า สักวันหนึ่งหากท่านไม่สามารถอยู่เพื่อปกป้องเพียง ให้เพียงมีชีวิตอยู่ต่อไป... จักรภาคินทร์คือที่พึ่งสุดท้าย”
“แค่นั้น?”
“แต่งงาน... กับพี่ทั้งคู่”
“แต่งงานก็ต้องมี... เรื่องอย่างว่า ยินยอมไหมจ๊ะ” ภาคแกล้งกระซิบข้างหู
“ฉันกับน้องชายก็ไม่อยากจะเอาเปรียบเธอ แต่มันจำเป็น...” ภีมเล่าเรื่องคำทำนายให้เพียงตะวันอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าเสร็จพิธี... ฉันกับภาคจะไม่แตะต้องตัวเธออีก หากเธอไม่สมัครใจ” ภีมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เพียงตะวันยืนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมองสองพี่น้องด้วยแววตาแน่วแน่
“เพียงไม่มีปัญหา แต่มีข้อแลกเปลี่ยน...”
“ว่ามาสิ”
“ถ้าพวกพี่ให้สัญญาว่าจะลากคอคนวางเพลิงในคืนนั้นมาให้เพียงได้แก้แค้นแทนพ่อแม่และพี่ชาย ให้เพียงได้ทวงคืนความยุติธรรม คนเลวพวกนั้นต้องได้รับผลกรรมอย่างสาสม ถ้าพี่สัญญา เพียงจะเชื่อฟังพวกพี่ทุกอย่าง หากพวกพี่ไม่สัญญา เพียงขอกลับไปที่เรือนนารี... เพียงจะหาหนทางด้วยตัวเอง”
“ใจเด็ดดี... พี่ชักจะสนใจเธอจริงๆ ซะแล้ว” ภาคพูดแทรก พร้อมยกยิ้มมุมปาก สายตาที่เคยมองแค่หุ่นสวยเริ่มเปลี่ยนเป็นความสนใจในตัวตนของเพียงตะวันมากขึ้น
“ตระกูลจักรภาคินไม่เคยผิดต่อสัจจะ ฉันกับน้องชายให้คำสัญญาจะทำความปรารถนาของเธอให้เป็นจริง แม้เธอไม่เรียกร้องฉันก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน... เพื่อป๊า”
“ใช่ ป๊าก็ตายไปในวันเดียวกันกับที่ตระกูลเธอมอดไหม้ในกองเพลิง” ภาคคำรามกร้าว